หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
ช้างในป่าอุทยานแห่งชาติภูวัว ออกเดินทาง แม่น้ำสายใหญ่ไม่ใช่อุปสรรค มันว่ายข้ามไปอีกฝั่ง ขณะที่ไกลจากแม่น้ำสายนี้นับพันกิโลเมตร
ช้างจากป่าในประเทศมาเลเซีย เดินทางกว่า 150 กิโลเมตรผ่านป่าบาลา มาพักผ่อนเอาแรงในเขตประเทศไทย
สิ่งที่ช้างทำ คล้ายเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่ดูเหมือนว่าช้างเพียงแค่ทำในสิ่งที่เหล่าบรรพบุรุษทำมาเนิ่นนานนับพันปีแล้วเท่านั้น
พวกมันเดินทางบนเส้นทางเดิม ซึ่งแม้ว่าสภาพรอบๆ จะเปลี่ยนแปลง แต่ “เส้นทาง” ของพวกมันไม่หายไปไหน
ผมนึกถึงภาพเขียนบนผนังหิน ที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ซึ่งมีภาพสัตว์ชนิดต่างๆ และมีภาพหนึ่งที่คล้ายกับผู้วาดภาพไว้บนผนังจะวาดจากภาพที่เขาเห็น นั่นคือ อยู่ใต้น้ำ และมองขึ้นมาเห็นช้างกำลังว่ายน้ำ ภาพนั้นวาดไว้บนผนังหินกว่า 4,000 ปีมาแล้ว
ภาพนั้นคงไม่ใช่ความน่าตื่นเต้น แต่มันคือความคุ้นเคย พวกเขาคงเห็นช้างทำเช่นนี้เสมอ
แม้แต่ในปัจจุบันก็เถอะ ช่วงฤดูแล้ง มีคนพบเห็นภาพเช่นนี้บ่อยๆ ในขณะข้ามแม่น้ำที่ถูกขีดเส้นบนแผนที่ให้เป็นเขตแดน ดูเหมือนช้างกำลังข้ามพรมแดน
แต่สำหรับช้าง ไม่เคยมีเส้นแบ่งนั้นอยู่ ช้างที่อุทยานแห่งชาติภูวัว ว่ายน้ำข้ามแม่น้ำโขง ไม่ใช่เพราะมันอยากผจญภัย
แต่เพราะมันกำลังกลับบ้าน หรืออาจไปเยี่ยมญาติ
ไม่ก็อาจรู้ว่า อีกฝั่งมีอาหารพอในช่วงขาดแคลน
เช่นเดียวกับช้างในผืนป่ามาเลเซีย ที่เดินทางไกลกว่าร้อยกิโลเมตรข้ามป่า ข้ามถนน ข้ามพื้นที่ของมนุษย์ เพื่อมาถึงผืนป่าในประเทศไทย
เราอาจมองว่านี่คือเรื่องผิดปกติ แต่ในความจริงมันไม่ใช่เรื่องใหม่
สัตว์ป่าไม่ได้เพิ่งเริ่มเดินทาง พวกมันแค่กำลังบอกว่า เส้นทางเดิมของพวกมันอยู่ที่ใด เส้นทางที่มีอยู่มานานนับพันๆ ปี
เส้นทางที่เคยใช้เดินไปตามแหล่งอาหารตามฤดูกาล เส้นทางที่เคยปลอดภัย แต่วันนี้ เส้นทางนั้นถูกตัดขาด ด้วยถนน ด้วยรั้ว ด้วยชุมชนเมือง ด้วยพื้นที่การเกษตร
คนตัดขาดเส้นทางเหล่านั้นด้วยความเชื่อว่าโลกนี้เป็นของคน
ชีวิตในป่า เดินทางตลอด
การเดินทางมีแหล่งอาหารเป็นตัวกำหนด ทั้งเวลาและจุดหมาย
การเดินทางไม่ใช่ทางเลือก แต่มันคือหน้าที่
ช้างไม่เพียงเดินเพื่อหาอาหาร เพื่อหาน้ำ เพื่อรักษาความสมดุลของชีวิตในฝูง
การเดินของช้างคือการบุกเบิกเส้นทางให้สัตว์อื่นๆ เดินตาม
ช้างดึงหักกิ่งไม้ กอไผ่ล้มลง กินไปส่วนหนึ่ง ที่เหลือสัตว์ที่เดินตามมาได้กินด้วย
ส่วนผู้ล่าผู้อยู่บนสุดอย่างเสือ โดยเฉพาะตัวผู้ การเดินคือเพื่อตรวจอาณาเขต
นกอพยพเดินทางตามฤดูกาล เส้นทางที่พวกมันใช้ ถูกบันทึกไว้ราวกับเป็นจีพีเอส เป็นทักษะที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น
เส้นทางเหล่านี้ไม่ใช่แค่ทางเดิน แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า ความทรงจำ

ช้างตัวหนึ่งว่ายข้ามแม่น้ำโขง เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น น่าประหลาดใจ เพราะสิ่งที่เคยเป็นสิ่งปกติธรรมดาเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ไม่ใช่เหล่าสัตว์ป่าหรอกที่เปลี่ยนไป สิ่งที่ทำให้ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงคือเราเอง
เราขีดเส้นบนแผนที่ เพื่อเรียกมันว่า “เขตแดน” เราสร้างถนน สร้างชุมชน เพาะปลูกทำพื้นที่การเกษตรขวางทาง แล้วเรียกมันว่า การพัฒนา
ทำทุกสิ่งโดยไม่นึกถึงว่าสิ่งที่เราสร้างขึ้นไปทับอยู่บนเส้นทางที่มีอยู่ก่อนแล้ว
ช้างออกนอกป่า สัตว์ป่าเข้ามาในเมือง หรือเกิดการปะทะกันระหว่างคนกับสัตว์ มีหลายชีวิตต้องสูญเสีย
วันนี้คงไม่ใช่เวลาที่จะตั้งคำถามว่า ใครบุกรุกที่ใครแล้ว หรือทำไมพวกมันถึงเข้ามา
ทำไมสัตว์ป่าคล้ายจะโหดร้าย
ทำไมพวกมันเลือกการทำร้ายคน
ถึงเวลาที่ปัญหาควรได้รับการทำความเข้าใจและแก้ไขอย่างจริงจัง
แน่นอนว่าการสูญเสียเป็นเรื่องน่าเศร้า และความสูญเสียนั้นไม่ได้รับการชดเชยอย่างสมควร
แต่มีความจริงที่เราคงต้องยอมรับ สัตว์ป่าไม่ได้บุกรุกเรา พวกมันแค่เดินอยู่บนเส้นทางเดิม ในขณะที่เส้นทางถูกเราสร้างสิ่งต่างๆ ทับไว้หมดแล้ว
อย่างที่เรารู้ว่าแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ ถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ
สัตว์ป่าส่วนใหญ่คล้ายติดอยู่ในเกาะ หลายพื้นที่เริ่มช่วยสัตว์ป่าแก้ปัญหา ด้วยการสร้าง “ทางเชื่อม” ไม่ว่าจะเป็นสะพานลอยสำหรับสัตว์, อุโมงค์ใต้ถนน จุดประสงค์เพื่อเชื่อมผืนป่าให้กลับมาต่อเนื่อง เพื่อให้การเดินทางตามฤดูกาลของสัตว์ป่าเป็นไปได้ เพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรม
มันคือความพยายามที่ดี อาจเหมือนการเย็บแผล ให้ผืนป่าที่ถูกตัดขาด
เรากำลังพยายามแก้ไขในสิ่งที่เราเป็นคนทำให้แตกออกตั้งแต่แรก
ทางเชื่อมคือหนึ่งวิธีในการช่วยสัตว์ป่าแก้ไขปัญหา แต่ทางเชื่อมที่ดี อาจไม่ใช่ทางที่สร้างจากปูนหรือเหล็ก
ทางเชื่อมที่สำคัญคือสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นในใจเรา
เพราะต่อให้เราสร้างทางเชื่อมได้มากแค่ไหน ถ้าเรายังมองสัตว์ป่าเป็นผู้บุกรุก มองธรรมชาติเป็นแค่ทรัพยากร และมองตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง
เส้นทางเหล่านั้นก็จะยังคงขาดอยู่ดี
เป็นเรื่องที่เราต่างรู้ดีเช่นกันว่า ความเปลี่ยนแปลงในโลก ทำให้เราต้องอยู่กับโลกที่เต็มไปด้วยการแย่งพื้นที่ แย่งโอกาส
เราเดินสวนทางกับธรรมชาติ
เราสร้างเส้นทางมากมาย
แต่ไม่รู้ว่าเส้นทางไหนคือ “ทาง” จริงๆ ที่ควรมุ่งหน้าไป
การที่ช้างจากป่ามาเลเซียเดินไกลนับร้อยกิโลเมตร มันไม่ได้หลงทาง มันยังจำทางได้
แต่เราเองที่คล้ายกำลังหลงทาง
หลายปีกับการเรียนในป่า สอนให้ผมรู้ว่าสิ่งที่ควรเรียนรู้จากสัตว์ป่าไม่ใช่แค่พฤติกรรม แต่คือความซื่อสัตย์ต่อเส้นทางของตัวเอง ไม่พลัดหลงออกนอกเส้นทางชีวิต อย่างที่เรามักเป็นเสมอ
ในโลกที่เปลี่ยนแปลงทุกมิติเร็วขึ้นทุกวัน เราคงไม่สามารถย้อนคืนผืนป่าให้เหมือนเดิมได้ทั้งหมด
แต่เราเลือกได้ว่าจะอยู่ในโลกนี้ด้วยความเข้าใจมากขึ้น พยายามทำความเข้าใจว่าเราไม่ได้อยู่ลำพัง
โลกไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นเพียงที่อยู่ของคน
เราพูดกันบ่อยๆ ว่า การอยู่ร่วมกันให้ได้ระหว่างคนกับสัตว์ป่าจำเป็น มีความจริงว่า การอยู่ร่วมกันไม่ได้เริ่มจากการสร้างสิ่งใหม่เสมอไป
มันเริ่มจากการ “หยุด” และทำความเข้าใจ เพื่อมองเห็นสิ่งที่มีอยู่เดิม
ก่อนที่เราจะสร้างทางเชื่อมในป่า เราอาจต้องเริ่มจากการสร้างทางเชื่อมในใจของเราเองก่อน
“ทางเชื่อม” ระหว่างความกลัว…กับความเข้าใจ ระหว่างการครอบครอง…กับการอยู่ร่วม ระหว่าง “คน” กับ “สิ่งมีชีวิตอื่นที่เดินอยู่บนโลกเดียวกัน”
เพราะเมื่อเรามองเห็นเส้นทางของพวกมันได้ชัดขึ้น เราอาจพบว่าเส้นทางของเราเองที่ควรมุ่งหน้าไป ก็มองเห็นได้ชัดเจนขึ้นเช่นกัน
เส้นทางนี้ไม่เคยหายไปไหนหรอก มันแค่รอให้ “ข้างใน” ของเราเติบโต และมองเห็นเส้นทางนี้อีกครั้ง
