นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
1
ผมใช้บริการพี่ไรเดอร์เกือบทุกวัน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสเกาะหลังพี่ไรเดอร์ตามไปรับของส่งของเป็นเวลาครึ่งวัน และได้ถามและถกประเด็นต่างๆ ในอาชีพการงานของเขา
โอกาสนี้เกิดขึ้นเมื่อผมได้รับการชวนเป็นผู้ดำเนินรายการ “สามัญชนคนไทย” ทางไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นรายการที่พาผมไปเปิดโลกอีกใบ
ผมจึงได้ทราบว่า ไรเดอร์ทั้งหลายได้รายได้ประมาณ 30 กว่าบาทต่อหนึ่งออร์เดอร์ ถ้าขยันขับสัก 10 ชม. หนึ่งวันอาจทำรายได้ประมาณ 1,000 บาท หักเติมน้ำมันก็เหลือสัก 800 บาท กดเครื่องคิดเลขแล้วจะมีรายได้ต่อเดือนสักสองหมื่นกว่าบาท
“พี่โหน่ง” ซึ่งผมนั่งซ้อนท้ายติดสอยห้อยตามไปด้วย เริ่มงานสิบโมงถึงบ่าย จากนั้นกลับไปหลบร้อนที่บ้านถึงห้าโมง แล้วมาต่อกะดึก บางวันทำถึงหกโมงเช้า “ถ้าออร์เดอร์มันเด้งเยอะ เราก็ลุยไปเรื่อย”
ทำงานสัปดาห์ละกี่วัน
“ทุกวัน” คือคำตอบ
พี่ไม่อยากหยุดบ้างเหรอ
“ไม่รู้จะหยุดทำไม หยุดแล้วจะไปทำอะไร ทำงานดีกว่า ได้ออกมาขับรถ ได้เจอนู่นนี่ ได้เจอคน”
ไม่เบื่อ ไม่เหนื่อยบ้างเหรอครับ
“ไม่เบื่อหรอกครับ”
ไม่ใช่แค่ไม่เบื่อ แต่พี่โหน่งยังไปรับแก้ว กระดาษทิชชู่มาส่งตามร้านอาหารด้วย นี่เพิ่งรับปืนฉีดน้ำ ดินสอพองมาเตรียมขายช่วงสงกรานต์ อะไรที่สร้างรายได้ก็ทำหมด
พี่โหน่งเช่าตึกแถวอยู่ ภรรยาและลูกทำ “กะเพราพุงแตก” ขายเป็นรายได้อีกทาง
ผมเกาะติดพี่โหน่งไปจึงได้รู้ว่า ทุกครั้งที่มีออร์เดอร์เด้งขึ้นมา ไรเดอร์มีเวลาสิบสองวินาทีในการตัดสินใจรับหรือไม่รับงาน และถ้าปฏิเสธซ้ำๆ ก็จะถูกตัดแต้ม ถูกตัดเยอะๆ อาจถูกแบนให้ต้องหยุดงาน ขาดรายได้ แต่ละออร์เดอร์ก็ต้องพยายามไปส่งให้ทันเวลา ซึ่งบางทีก็มีเงื่อนไขสารพัดที่ทำให้ไปไม่ทัน ก็อาจถูกตัดแต้มอีก
ระหว่างลมตีหน้าเพื่อเร่งความเร็วไปส่งเครื่องดื่มหนึ่งแก้วที่สั่งไปส่งไกลออกไปอีกเกือบสี่กิโล เพื่อแลกเงินสามสิบบาท (ยังซื้อกาแฟที่กำลังหอบไปส่งไม่ได้ด้วยซ้ำ) ผมเหลือบขึ้นไปมองบิลบอร์ดบ้านราคา 20-30 ล้านที่ขึ้นตระหง่านอยู่ตรงนั้น
2
อาชีพไรเดอร์นั้นอิสระ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไรเดอร์ทั้งหลายชอบ แต่จะว่า “อิสระ” ไปเสียทั้งหมดคงไม่ใช่ เราจะเล่าประเด็นนี้โดยละเอียดในรายการ โดยพูดถึงระบบและกฎหมาย
แต่สิ่งที่ผมอยากเขียนเล่าในวันนี้คือความรู้สึกของตัวเอง เมื่อพากายใจออกไปอยู่ในโลกอีกใบหนึ่ง มันทำให้ตระหนักชัดเหลือเกินว่าตัวเองใช้ชีวิตอยู่ใน “เรื่องเล่าของคนชั้นกลาง” ที่ประเมินชีวิตผ่านคุณค่าในบับเบิ้ลเดิมๆ ซ้ำๆ อยู่ตลอด
เช่น ความสำเร็จ รางวัล เงินเดือนสูง มหาวิทยาลัยดัง การลงทุนให้ได้เงินเพิ่ม กล้ามท้อง การลงแข่งกีฬา longevity เอไอ การท่องเที่ยว โอมากาเสะ ฯลฯ
แล้วเราก็ประเมินคุณค่าของตัวเองผ่านเกณฑ์ชี้วัดพวกนั้น เหล่มองเปรียบเทียบกับเพื่อนข้างๆ กดดันตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองยังดีไม่พอ
แต่ในสังคมเดียวกัน มีคนที่ทำงานทั้งวันเพื่อได้รายได้หนึ่งพันบาท แน่นอนว่ามีน้อยกว่านี้อีก เช่น วันละ 300 กว่าบาท
แล้วเราก็มองว่าตัวเองยังไม่ดีพอ ยังมีไม่มากพอ เพราะโลกแห่งการบริโภคกระตุ้นให้เราอยากมีอีก มีของรุ่นใหม่กว่า ใหญ่กว่า ทันสมัยกว่าเดิม
เรารู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่หล่อไม่สวย ไม่เก่ง และวิตกกังวล รวมถึงแข่งขันกันไม่รู้จบ โดยบอกตัวเองว่า เราหยุดพัฒนาไม่ได้ จะต้องอัพสกิลตัวเองไปเรื่อยๆ
ระบบเศรษฐกิจและสังคมแบบนี้ทำให้เราโดดเดี่ยวออกจากกัน สนใจตัวเอง พึ่งพาตัวเอง และมองขึ้นมากกว่ามองข้าง หรือมองด้วยความสนใจและเห็นใจต่อคนที่ด้อยโอกาสกว่า
3
พี่โหน่งต้อนรับทีมงานของเราอย่างดี “กินกาแฟกันมั้ย” คือคำทักทายแรกๆ แกเลี้ยงกาแฟดำแต่เช้า ถ่ายเสร็จก็เลี้ยงไอติมทุกคน ทั้งที่สิบบาทของแกได้มาอย่างยากเย็น
เราไม่จำเป็นต้องโรแมนติไซส์น้ำใจของพี่โหน่ง และความยากของอาชีพไรเดอร์ แต่ผมคิดว่าตัวเองได้ตระหนักว่า บับเบิ้ลของชนชั้นหรือโลกที่แตกต่างกันทางสังคมที่ถูกสร้างขึ้นผ่านโซเชียลมีเดียนั้นอันตราย
การที่เราไม่เห็นกันและกันทำให้เราอยู่ในเรื่องเล่าของกลุ่มตัวเอง จะเป็นบ้าเป็นหลังไปกับมัน โดยละเลยไปเลยว่าในสังคมเดียวกันมีคนที่มีชีวิตแบบอื่นอยู่ด้วย
และเราสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขาได้ด้วย นอกจากหมกมุ่นแต่ความเจ๋งและความสำเร็จของตัวเอง
รวมถึงวิตกกับความไม่เจ๋งพอของตัวเอง ซึ่งทำให้ทุกข์และซึมเซาเหงาหงอย

4
ผมเพิ่งได้รับคำถามจากน้องวัยสามสิบว่า “รู้สึกว่าชีวิตตัวเองว่างเปล่า” วันนี้ผมได้เกาะหลังพี่โหน่งไปทำงาน ผมรู้สึกเลยว่า ชีวิตจริงๆ มันอาจไม่ต้องพยายามหาความหมายมาเติมมันให้วิลิศมาหราอะไรมากมาย แค่อยู่ให้รอดและมีความสุขในแต่ละวัน หรือเผชิญปัญหาไปให้ได้ในแต่ละวัน แต่ละเดือน
โจทย์ชีวิตที่เราขบคิดกับมันอย่างหนักในเชิงคุณค่า คนบางกลุ่มแทบไม่มีเวลามานั่งตั้งคำถามถึงด้วยซ้ำ
จำได้ว่า ตอนพี่เดี่ยวแห่ง “สามัญชนคนไทย” ชวนผมทำรายการ ผมตอบรับทันทีเมื่อรู้ว่าเนื้อหาจะเล่าถึงกลุ่มคนที่อยู่ชายขอบของสังคม (วันถัดมาผมไปตามชีวิต sex worker ที่ทำงานนี้มาจนอายุเกือบแปดสิบปี) เพราะผมอยากหลุดไปจากลูกโป่งแคบๆ ที่ห่อหุ้มตัวเองไว้ และก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ผมเชื่อว่ารายการนี้จะพาผมไปรู้จัก “ชีวิต” ในแบบอื่น โดยมิใช่จากการนั่งขบปรัชญา ทว่าจากการไปสัมผัส “ชีวิตจริง”
ซึ่งมันเขย่าบางอย่างในตัวเองไม่น้อย
ผมเชื่อว่า บางทีเราจะมองเห็นชีวิตตัวเองชัดขึ้นเมื่อได้เห็นชีวิตที่แตกต่าง และบางทีคำตอบที่เราเฝ้าตามหาก็อาจโผล่ออกมาระหว่างที่เราคิดถึงตัวเองน้อยลง
5
เที่ยงแล้ว ผมยกมือไหว้พี่โหน่ง กล่าวขอบคุณที่ให้ผมซ้อนท้ายตามติดไปทำงานด้วยตั้งครึ่งวัน แถมยังเลี้ยงกาแฟและไอติมอีกต่างหาก
แล้วพวกเราก็เดินทางไปถ่ายรายการต่อ
ผมไม่ได้บอกพี่เขาเลยว่า ความเหนื่อยล้าสะสมของผมในช่วงเวลาเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมามันเหมือนโดนปลิดทิ้งไปเลย ตอนไหนก็ไม่ทราบ
เหมือนปลิวไปกับลมตีหน้าตอนซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์พี่โหน่งไปส่งของนี่แหละ
บางทีเราก็หมกมุ่นกับชีวิตตัวเองและบีบคั้นตัวเองมากเกินไป
สิ่งจำเป็นคือ เราควรรับรู้ทุกข์สุขของเพื่อนร่วมสังคมให้มากกว่านี้ เพราะมันมีผลต่อการที่เราจะนำมาส่องมองชีวิตตัวเอง ตระหนักถึงความโชคดีของตัวเอง และขบคิดวิธีทำให้คนที่โชคไม่ดีเท่าเรามีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิมได้
เพราะเราต่างอยู่ในสังคมเดียวกัน
และมีสัมพันธ์กันแบบขาดไม่ได้
ชวนกันติดตามชมรายการนี้ทางไทยพีบีเอสครับ ผมร่วมเล่าเรื่องกับ “เจ้าเก่า” พี่ซัน-มาโนช พุฒตาล
ถือเป็นอีกการงานที่เปิดโลกให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่
ผมคงมีเรื่องมาเล่าสู่กันฟังอีกมากมายเลยครับ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
