bg-single

ปูมหลังและทัศนะ ‘นักมานุษยวิทยาอิตาลี’ จาก ‘โหราประชาธิปไตยแบบไทยๆ’ สู่ ‘กระแสมูเตลูทั่วโลก’

20.04.2026

เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี

ปูมหลังและทัศนะ

‘นักมานุษยวิทยาอิตาลี’

จาก ‘โหราประชาธิปไตยแบบไทยๆ’

สู่ ‘กระแสมูเตลูทั่วโลก’

หมายเหตุ : หลังจากที่มติชนสุดสัปดาห์ฉบับที่แล้ว (10-16 เมษายน) นำเสนอรายงานพิเศษ เปิดโหราประชาธิปไตย / เช็กดวงเมือง (ที่เปลี่ยนได้) กับ “เอโดอาร์โอ ซีอานี” แล้ว ยังมีปูมหลังและทัศนะของนักวิชาการผู้นี้ที่น่าสนใจ จึงขอนำเสนอแง่มุมเพิ่มเติมดังนี้

“เอโดอาร์โด ซีอานี” หรือ “อาจารย์เอโด” คือชายชาวอิตาเลียนวัย 40 ต้นๆ จากเมืองโคโม พูดภาษาไทยชัดแจ๋ว ปัจจุบันเขาเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ที่มหาวิทยาลัย “คา ฟอสคารี แห่งเวนิส” ประเทศอิตาลี และเขียนหนังสือ “โหราประชาธิปไตย” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน

ย้อนไปเมื่อปี 2545 อาจารย์เอโดในวัย 19 ปี ได้เริ่มต้นเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองไทย เป้าหมายหลักคืออยากหาประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทวีปเอเชียก่อนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย

ที่หมายลำดับต้นๆ คือ จีนหรือญี่ปุ่น โดยเจ้าตัวอยากประกอบอาชีพเป็นครูสอนภาษาอังกฤษเพื่อหารายได้เสริมไปพร้อมๆ กันด้วย แต่กลับหางานที่สองประเทศข้างต้นไม่ได้ เพราะไม่ใช่เจ้าของภาษาและยังไม่จบปริญญาตรี

สุดท้าย อาจารย์เอโดได้งานสอนภาษาอังกฤษที่เมืองไทย เขาจึงเดินทางมายังบ้านเราก่อน โดยไม่อาจหยั่งรู้อนาคตว่า ตนเองจะมีความเกี่ยวพันกับสังคมไทยมาถึงปัจจุบัน

อาจารย์เอโดในวัยยังไม่ถึง 20 ปี ได้ที่พักแห่งแรกในเมืองไทย เป็นห้องเช่าที่อยู่ในบ้านของ “ร่างทรง” รายหนึ่ง

“คุณต้องพบกับพระศิวะ” คือสารแรกๆ ที่เขาได้รับเมื่อเดินทางถึงที่พักแห่งนั้น ขณะที่ความรู้สึกแรกๆ ที่คนหนุ่มชาวต่างชาติมี ก็คือความกลัว การอยากหนีไปอยู่ที่อื่น “กูอยู่ที่นี่ไม่ได้-กูกลัวฉิบหาย”

นั่นเป็นเหมือนอาการช็อกทางวัฒนธรรม เพราะที่อิตาลี “การเข้าทรง คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าจะมีแต่ปีศาจเข้าร่างกายคนได้ มันไม่ใช่ประเพณีที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพระเจ้า-นักบุญ จะลงในร่างกายของมนุษย์ อันนี้ไม่มีเลย”

อย่างไรก็ตาม อาจารย์เอโดตัดสินใจใช้ชีวิตช่วงแรกในประเทศไทยที่บ้านหลังนั้นต่อ อันเนื่องมาจากความฝันส่วนตัวที่อยากเป็นนักเขียน ดังนั้น เขาจึงคิดว่าประสบการณ์ดังกล่าวน่าจะเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่ามากสำหรับการสร้างสรรค์งานเขียน

ไปๆ มาๆ หนุ่มอิตาเลียนก็ปักหลักอยู่ใน “บ้านคนทรง” ยาวนาน 3 ปี จนได้สัมผัสกับเครือข่ายทางสังคมและวัฒนธรรมของร่างทรงหรือวิถีศาสนาความเชื่อแบบไทยๆ และค้นพบว่าการเข้าทรงถือเป็นเครื่องมือ “ช่วยเหลือคน” ชนิดหนึ่ง

ตอนอายุ 22 ปี อาจารย์เอโดตัดสินใจย้ายออกมาอยู่คนเดียวตามประสาวัยรุ่น เขาเริ่มสนใจการเมืองไทยในช่วงวิกฤตสีเสื้อเหลือง-แดง เพราะเพื่อน-คนนับถือชาวไทยของเขาได้แบ่งแยกออกเป็นสองกลุ่ม ที่ทั้งขัดแย้งและเกลียดชังกัน

เดิมทีหนุ่มอิตาเลียนที่อยู่เมืองไทยมา 3 ปี มีความโน้มเอียงไปทางกลุ่มเสื้อเหลือง แต่เมื่อเกิดรัฐประหาร 2549 เขาก็พลิกมาเป็นเสื้อแดง เพราะไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจโดยกองทัพ ยิ่งพอมีเหตุการณ์ปราบปรามคนเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์ในปี 2553 เขาก็รู้สึกหัวใจสลายและรับไม่ได้ที่มีคนมาสนับสนุนการสังหารประชาชน

ขณะเดียวกัน อาจารย์เอโดก็เริ่มเรียนปริญญาตรีทางไกล (จากเมืองไทย) สาขาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ กับมหาวิทยาลัยในอังกฤษตอนอายุประมาณ 25-26 ปี

เมื่อได้ปริญญาใบแรก เขาตัดสินใจบินลัดฟ้าไปอังกฤษ เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอกสาขามานุษยวิทยา ที่วิทยาลัยบูรพคดีศึกษาและการศึกษาแอฟริกา (โซแอส) มหาวิทยาลัยลอนดอน

พอต้องเลือกว่าจะทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกหัวข้ออะไร อาจารย์เอโดจึงพยายามหยิบเอาเรื่องศาสนาความเชื่อและการเมืองไทยมาศึกษาคู่กัน

นำมาสู่หัวข้อวิทยานิพนธ์เรื่องโหราศาสตร์กับประชาธิปไตยในสังคมไทย

ขั้นตอนแรกเริ่มของการศึกษา คือ การต้องเก็บข้อมูลจากหมอดูทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงเป็นเวลาร่วม 2 ปี

ในกระบวนการนั้น นักศึกษาปริญญาเอกชาวอิตาเลียนต้องออกไปสังเกตการณ์ที่ตลาดหมอดูกลางคืนริมถนน ต่อมา เขาไปสมัครเรียนเป็นลูกศิษย์วิชาโหราศาสตร์ของโหราจารย์ท่านหนึ่ง รวมทั้งต้องหาประสบการณ์ทำงานเป็นหมอดูในงานการกุศลต่างๆ ตามคำสั่งของอาจารย์

“เมื่อผมดู (ดวง) ในครึ่งชั่วโมงนั้น ผมต้องเชื่อในสิ่งที่ผมเรียนมา ในตารางตัวนั้นผมต้องเชื่อ ผมต้องให้ความหมายกับสัญลักษณ์ต่างๆ ตัวเลขต่างๆ ตามที่ผมเรียนมา พอจบแล้ว ผมเลิกเชื่อก็ได้”

จากการทำวิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต มาสู่การแปลงรูปแบบเป็นหนังสือวิชาการภาษาอังกฤษ และหนังสือภาษาไทยในชื่อ “โหราประชาธิปไตย” อาจารย์เอโดต้องใช้เวลาเก็บข้อมูล เขียนงาน และอัพเดตงานเขียนอีกรอบ รวมเป็นเวลาถึง 12 ปี

เนื้อหาหนังสือในเวอร์ชั่นภาษาไทยจะแบ่งออกเป็น 3 ภาค ประกอบด้วย ภาคแรก ว่าด้วยประวัติศาสตร์ของการใช้วิชาโหราศาสตร์ตั้งแต่ยุคก่อตั้งรัตนโกสินทร์จนถึงปี 2475

ภาคสอง ความสัมพันธ์ระหว่างหมอดูกับคนทั่วไปในชีวิตประจำวัน ผ่านคำถามว่าโหราศาสตร์กลายเป็นเครื่องมือเสริมบารมีให้ผู้น้อยได้อย่างไร?

และภาคสุดท้าย ว่าด้วยการเมือง ผ่านคำถามว่าคนรักประชาธิปไตยและหมอดูฝ่ายประชาธิปไตยพยายามเสริมบารมีให้ “ประชาชนทั้งปวง” อย่างไร?

“ในหนังสือเล่มนี้ ข้อเสนอของผม คือ โหราศาสตร์และวิชาดูดวงต่างๆ เป็น ‘เทคโนโลยี’ ชนิดหนึ่ง เพื่อเสริมอำนาจให้คนคนหนึ่ง จะเป็นผู้น้อยหรือจะเป็นผู้ใหญ่ (ก็ได้)

“ในประวัติศาสตร์ไทย สิ่งที่น่าสนใจ คือ ในอดีต วิชา (โหราศาสตร์) ต่างๆ เขาจะใช้เพื่อเสริมอำนาจให้กับชนชั้นนำ แต่หลัง 2475 ความรู้นี้กระจายให้คนทั่วไปมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้น้อย หรือผู้นำทางทหาร หรือนักการเมือง สามารถที่จะเสริมดวง เสริมบารมี เสริมอำนาจให้ตัวเอง โดยใช้เทคโนโลยีเดิมของชนชั้นนำ”

นักวิชาการอิตาเลียนสรุปรวบยอดว่า นี่คือกระบวนการทำให้โหราศาสตร์เป็นประชาธิปไตย (democratization) หรือการแพร่กระจายความรู้-อำนาจ-เทคโนโลยีชนิดนี้ให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงและนำไปประยุกต์ใช้ได้

กระบวนการแพร่กระจายดังกล่าวอาจวางฐานอยู่บนลักษณะพิเศษบางประการของสังคมเถรวาทแถบบ้านเรา

“ผู้นำ (ทางการเมือง) ในระบบเถรวาทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็น ‘เจ้า’ ชนิดหนึ่ง เป็น ‘เจ้าเล็กเจ้าน้อย’ อันนี้มันต่างจากยุโรปมาก

“อีกหนึ่งอย่างที่ผมเสนอในหนังสือเล่มนี้ คือ ทุกคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แบบเถรวาทมี ‘บุญ-บารมี’ จะมีมากมีน้อยก็แล้วแต่ แต่มีความเป็น ‘เจ้าเล็กเจ้าน้อย’ สักนิดหนึ่ง มี ‘เจ้า’ แล้วก็มี ‘เจ้าเล็กเจ้าน้อย’

“ยุโรปมันต่างกันมาก ยุโรปและทฤษฎีทางสังคมหรือมานุษยวิทยา กษัตริย์คือหนึ่งอย่าง สามัญชนคืออีกอย่าง อันนี้คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์อยู่กับกษัตริย์ และสามัญชนไม่มีอะไรสักอย่าง 0 เปอร์เซ็นต์”

ด้วยความสนใจในประเด็นนี้ งานเขียนของอาจารย์เอโดจึงมีความแหวกแนวจาก “งานไทยศึกษา” ส่วนใหญ่ในโลกภาษาอังกฤษ

“ในอดีตถ้าเราอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับไทย บางทีคนเขียน (นักวิชาการฝรั่ง) จะเขียนเลยว่า มีความจำเป็นต้องเอา ‘ความเชื่องี่เง่า’ ออกจากเอกสาร

“เพราะคนไทยมีแต่ความเชื่อ สิ่งที่เราอ่านมาตลอด ทำไมถึงไม่มี ถึงไม่เน้นเรื่องโหราศาสตร์ หรือเรื่องอื่นๆ เพราะอะไร? เพราะผู้เขียนเอาออก เพราะคิดว่าเป็นเรื่องงี่เง่า เป็นเรื่องที่ไม่ทำให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่าประวัติศาสตร์มีอะไรเกิดขึ้น

“ผมก็เลยต้องพยายามค้นหาว่า สิ่งที่เขาเอาออกคืออะไร? แล้วพยายามเสนอมุมมองที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ใหม่ ผ่านเลนส์นี้โดยเฉพาะว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นกับความเข้าใจที่เรามีกับประวัติศาสตร์ ถ้าเราเอาสิ่งนี้กลับมาในเรื่องเล่าของเรา”

https://www.facebook.com/share/v/17xT4zybmD

ในบริบทปัจจุบัน นอกจากจะเป็นเครื่องมือเสริมอำนาจทางการเมืองแล้ว อาจารย์เอโดยังมองว่าโหราศาสตร์คือเทคโนโลยีอันเป็นที่พึ่งพิงของผู้คนธรรมดาสามัญ

เมื่อการเมือง-เศรษฐกิจไม่แน่นอน จนมองเห็นอนาคตไม่ชัดเจน คนก็ต้องหันมาหาหมอดู เมื่อไม่มั่นใจกับผู้นำประเทศและรัฐ คนก็ต้องหันมาพึ่งโหราศาสตร์

อีกปัจจัยหนึ่งที่นักวิชาการอิตาเลียนนำมาวิเคราะห์ด้วย ก็คือ ก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 สังคมไทยกระแสหลักยังมีค่านิยมเรื่องศาสนาในลักษณะ “ศิวิไลซ์แบบตะวันตก” เช่น การเข้าวัดนั่งสมาธิ ส่วนเรื่องหาหมอหาร่างทรงคือกิจกรรมส่วนตัว ซึ่งไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ

อย่างไรก็ดี หลังต้องปิดประเทศช่วงล็อกดาวน์ ค่านิยมแบบนั้นกลับค่อยๆ เปลี่ยนไป พร้อมๆ กับที่เกิดกระแสความภาคภูมิใจในความเป็นเอเชีย เช่น วัฒนธรรมเค-ป๊อป

“เราเริ่มมีความภูมิใจในศาสนาความเชื่อของเรา แต่ในเวลาเดียวกัน ก็เปลี่ยนนิดหนึ่งให้มีความสมัยใหม่ ‘มูเตลู’ ถูกไหมครับ ไม่งมงายแล้ว มูเตลูน่ารักเป็นแฟชั่น”

ขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์เช่นนี้ก็มิใช่ประเด็นเฉพาะสำหรับสังคมไทย แต่คนรุ่นใหม่ในโลกร่วมสมัยอันผันผวน ต่างรู้สึกไม่แปลกแยกกับเรื่องมูเตลู ไม่ว่าจะเป็นกระแสกลับไปหาร่างทรงในญี่ปุ่น หรือการกลับไปดูไพ่ทำนายโชคชะตาของวัยรุ่นในอิตาลี

“(พวกเขา) โตกับแฮร์รี่ พอตเตอร์ วัฒนธรรมของเขา ทุกอย่างที่เขาซึมซับ สิ่งนี้ (มูเตลู) มันเป็นเทคโนโลยีหนึ่ง ฉันก็ใช้ได้ ไม่เห็นจะอันตราย ตอนผมเป็นเด็กที่อิตาลี ทางวาติกัน ทางพ่อแม่ จะบอกว่าเรื่องแบบนี้น่ากลัว อย่ายุ่ง เด็กสมัยใหม่ดูแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตั้งแต่เด็ก ความรู้สึกมันต่าง รู้สึกว่ามันไม่ใช่ของปีศาจ เป็นเครื่องมือหนึ่ง

“บางทีก็รู้สึกว่า ศาสนาแท้อาจจะไม่ให้คำตอบกับฉันหรือสิ่งที่ฉันต้องการ สมมุติฉันเป็นเกย์ เป็นกะเทย จะมีแฟนคนใหม่ ไปหาพระในวัด ไปหาพระในโบสถ์ กลัว พระจะบอกว่าอันนี้ผิด อย่าๆๆ

“ไปหาหมอดู ไปหาร่างทรง หมอดู-ร่างทรงเปิดใจ เห็นตัวฉันน่ะ นึกออกไหม เห็นใจฉัน อันนี้ก็สำคัญมาก

“ความแตกต่างระหว่างศาสนาแท้กับมูเตลู คือ มูเตลูเป็นสิ่งที่เปลี่ยนได้ตลอดเวลา ก็เลย ‘ทันสังคม’ กว่า คือจะเปลี่ยนตามความต้องการของสังคม”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี
Space within space
E-DUANG | การรุก การถอย การเมือง ของ TH-AI Passport
Sexercise การออกกำลังกายชั้นยอด
วิวัฒนาการที่กำกับได้ (2) : การกำกับวิวัฒนาการในหลอดทดลอง