bg-single

Synchronicity ‘ความพ้องจองที่เปี่ยมความหมาย’ ของคาร์ล ยุง

27.04.2026

Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ

เรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญนั้นอาจทำให้เรารู้สึกแปลกใจ มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่กรณี แต่หากความบังเอิญในบางเหตุการณ์ดูเหมือนว่ามีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่ ก็น่าจะทำให้ประทับใจมากเป็นพิเศษ

ผมขอยกตัวอย่างสัก 3 เรื่อง

เรื่องแรก มาจากประสบการณ์ตรง เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ.2559 ระหว่างอ่านหนังสือชื่อ ‘ฟื้นพลังความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมสยาม’ ก็พบภาพอาจารย์ทรงชัย วรรณกุล ผู้บุกเบิกศึกษาเรื่องคนยวนเสาไห้และสระบุรี ในหน้า 44

ผมจึงนำภาพดังกล่าวไปให้สมาชิกในบ้านดู แล้วถามว่าจำได้ไหมว่าใคร พอได้คำตอบกลับมาว่าจำไม่ได้ ก็เลยบอกไปว่า “ที่เราไปสระบุรีไง” หมายถึง “คนที่เราไปเจอและคุยด้วยที่สระบุรีไง”

แต่จุดน่าแปลกใจอยู่ตรงที่สมาชิกในบ้านที่ผมคุยด้วยกำลังอ่านหนังสือการ์ตูนเล่มหนึ่งอยู่ และในหน้านั้นตัวละครพูดว่า “จังหวัดสระบุรีงั้นเหรอ?” (โห…ยังกะตัวละครคุยกับผมแทน)

ผมคิดว่าแปลก สนุกดี และไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ก็เลยจดบันทึกเอาไว้เป็นข้อมูล

เรื่องที่สอง ตอนอยู่ในร้านหนังสือแห่งหนึ่งในห้างดัง พลันสายตาก็ดันเจอแมลงสาบอยู่บนพื้น ในใจยังนึกว่า เฮ้ย! นี่ร้านหนังสือชั้นดีมีระดับในห้างหรูนะ มีแมลงสาบอย่างนี้ได้ไง

แต่ครั้นพอหันไปแว่บมองที่ชั้นหนังสือ ทันใดนั้นก็เห็นหนังสือเกี่ยวกับแมลงสาบอยู่บนชั้นด้วย (ฮาเลย ทำให้เข้าใจว่าร้านหนังสือก็มี ‘แมลงสาบ’ ได้ ทั้งแบบตัวจริงและตัวที่อยู่ในหนังสือ)

เรื่องแมลงสาบนี้เกิดเมื่อวัน 1 ตุลาคม พ.ศ.2564 และที่น่าสนใจก็คือ ในวันเดียวกันนี้ ก็มีเรื่องแนวบังเอิญเล็กๆ เกิดขึ้นอีกเรื่อง แต่เนื่องจากพาดพิงบุคคลชื่อจำเพาะถึง 2 คน เลยของดไม่เล่า (อย่างน้อยตอนนี้ อิอิ)

อีกสักเรื่อง เพื่อนรุ่นน้องใน Facebook คนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า “หนูเคยถามพ่อว่า ‘จะให้ปิดประตูไหมคะ?’ พ่อยังไม่ทันตอบ แล้วจู่ๆ ตัวละครในทีวีก็พูดว่า ‘อืม ปิดเลย’…” (ฮา)

แน่นอนว่า ทั้งหมดที่ว่ามานี้เป็นเรื่องบังเอิญ แต่ความบังเอิญมันไม่ธรรมดา คือมันดูเหมือนมีความหมายสำหรับคนที่เจอด้วยตนเอง แถมชวนสงสัยว่าแต่ละเหตุการณ์ทำไมพอเหมาะพอเจาะอะไรขนาดนั้น!

ความบังเอิญที่มีความหมาย (meaningful coincidence) นี่แหละครับเป็นสิ่งที่คาร์ล กุสตาฟ ยุง (Carl Gustav Jung) จิตแพทย์ชาวสวิสสนใจ และให้ชื่อว่า Synchronicity ซึ่งผมขอแปลว่า ‘ความพ้องจองที่เปี่ยมความหมาย’

เป็นไปได้ว่า คุณผู้อ่านหลายคนอาจจะเคยเจอมาก่อน ถ้าแบบที่บ่อยสักหน่อยและอาจไม่แปลกใจมากนักก็อย่างเช่น คุณกำลังนึกถึงเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานานมาก แล้วจู่ๆ เพื่อนคนนั้นก็ติดต่อมาในช่วงเวลานั้นพอดี

คาร์ล ยุง เชื่อว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มันเป็นตัวอย่างที่บ่งชี้ว่ามีอะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงโลกภายนอก (เหตุการณ์จริง) เข้ากับโลกภายใน (จิตใจ) ของเรา โดยที่เหตุการณ์ทั้งสองไม่ได้มีความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลต่อกันเลย

ก่อนจะไปไกลกว่านี้ ต้องบอกคุณผู้อ่านก่อนว่า แนวคิด Synchronicity หรือ ‘ความพ้องจองที่เปี่ยมความหมาย’ ของคาร์ล ยุง นี้ยังไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาศาสตร์กระแสหลักในปัจจุบัน เนื่องจากยังไม่สามารถตรวจสอบได้ตามมาตรฐานวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

แต่ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาและมีมิติในเชิงปรัชญาอยู่ด้วย

คาร์ล กุสตาฟ ยุง (ภาพราวปี ค.ศ.1935)
ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Carl_Jung

การที่ผมนำมาเล่าเพราะแนวคิดนี้ยังทรงอิทธิพลอยู่ และคิดว่าหลายคนน่าจะเคยเจอมาก่อน แต่อาจไม่รู้ชื่อเรียก

อาจมีคำถามว่า มีเหตุการณ์แนวนี้ที่เกิดขึ้นกับคาร์ล ยุง ไหม?

คำตอบคือ มีครับ! คาร์ล ยุง ได้เขียนเล่าไว้ในบทความชื่อ Synchronicity : An Acausal Connecting Principle ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ.1952 ดังนี้

“ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่งจากการสังเกตของข้าพเจ้าเอง มีหญิงสาวรายหนึ่งที่ข้าพเจ้ากำลังทำการบำบัดอยู่ ซึ่งในขณะที่ถึงช่วงเวลาสำคัญของการบำบัด เธอได้เล่าความฝันว่าเธอได้รับ ‘แมลงสกาแรบสีทอง’ (Golden Scarab) เป็นของขวัญ ในขณะที่เธอกำลังเล่าความฝันนี้ให้ข้าพเจ้าฟัง ข้าพเจ้านั่งหันหลังให้กับหน้าต่างที่ปิดสนิท ทันใดนั้นข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงบางอย่างจากทางด้านหลัง คล้ายกับการเคาะเบาๆ ข้าพเจ้าจึงหันไปมองและเห็นแมลงปีกแข็งตัวหนึ่งกำลังบินชนกระจกหน้าต่างจากภายนอก ข้าพเจ้าจึงเปิดหน้าต่างออก และคว้าแมลงตัวนั้นไว้ได้ขณะที่มันบินเข้ามา มันเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดกับแมลงสกาแรบสีทองเท่าที่จะพบได้ในแถบละติจูดที่เราอยู่ มันคือแมลงปีกแข็งในวงศ์ Scarabaeidae หรือที่รู้จักกันในชื่อ Common Rose-chafer (Cetonia aurata) ซึ่งมีพฤติกรรมที่ขัดกับวิสัยปกติอย่างยิ่งที่มันรู้สึกอยากเข้าไปในห้องที่มืดในช่วงเวลาที่เฉพาะเจาะจงเช่นนี้พอดี

กรณีนี้ถือเป็นกรณีที่ทำการบำบัดได้ยากอย่างยิ่ง และจนกระทั่งถึงช่วงเวลาก่อนที่จะเกิดความฝันดังกล่าว การบำบัดแทบจะไม่มีความคืบหน้าเลย ข้าพเจ้าขออธิบายว่าสาเหตุหลักมาจากสภาวะแอนิมัส (animus) ของคนไข้ ซึ่งฝังรากลึกอยู่ในปรัชญาแบบคาร์ทีเซียน (Cartesian Philosophy) และยึดติดกับแนวคิดเรื่องความเป็นจริงอย่างเคร่งครัด จนแม้แต่ความพยายามของแพทย์ถึงสามคน-ซึ่งข้าพเจ้าเป็นคนที่สาม-ก็ไม่อาจสั่นคลอนแนวคิดนั้นได้ เห็นได้ชัดว่า สิ่งที่จำเป็นต้องใช้นั้นคือบางสิ่งที่ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง ซึ่งอยู่นอกเหนือความสามารถของข้าพเจ้าที่จะสร้างขึ้นมาได้ เพียงแค่ความฝันอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะรบกวนทัศนคติแบบยึดถือเหตุผลของคนไข้ได้เล็กน้อย แต่เมื่อ ‘แมลงสกาแรบ’ บินเข้ามาทางหน้าต่างในความเป็นจริง ตัวตนตามธรรมชาติของเธอก็สามารถทะลวงผ่านเกราะของแอนิมัสที่หุ้มอยู่ และในที่สุดกระบวนการแห่งการเปลี่ยนแปลงก็เริ่มต้นขับเคลื่อนได้ในที่สุด”

โดยสรุปคือ คนไข้สุภาพสตรีเดิมยึดมั่นในเหตุผลอย่างเต็มที่ไม่มีข้อกังขา ทำให้การรักษาไม่คืบหน้า แต่เมื่อแมลงสกาแรบสีทองในความฝันได้ปรากฏตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมโดยหาเหตุผลไม่ได้ ความยึดมั่นดังกล่าวก็พังทลายลง

ในหนังสือ Introducing Jung มีข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ แมลงสกาแรบสีทองเป็นสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่

ดังนั้น สุภาพสตรีท่านนี้จึงเปรียบเสมือนได้ “เกิดใหม่ทางจิตวิญญาณ” นั่นเอง!

คาร์ล ยุง มองว่า “ความพ้องจองที่เปี่ยมความหมาย” หรือ Synchronicity เป็นหลักการความสัมพันธ์ที่ไม่ได้เกิดจากเหตุและผลโดยตรง แต่เป็นการสอดประสานกันระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจกับเหตุการณ์ในโลกภายนอก เขาเชื่อว่าในระดับลึกที่สุด จิตใจและวัตถุอาจเชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียว

ซึ่งแนวคิดนี้เขาเรียกว่า Unus Mundus หรือ “โลกหนึ่งเดียว”

สำหรับคาร์ล ยุง เหตุการณ์ที่เรามองว่าเป็นความบังเอิญที่มีความหมาย ไม่ใช่เพียงเรื่องบังเอิญธรรมดา แต่เป็นการเผยตัวของโครงสร้างพื้นฐานในจิตไร้สำนึกที่เขาเรียกว่า ต้นแบบ (archetypes) ซึ่งเป็นรูปแบบสัญลักษณ์สากลที่สะท้อนออกมาในความฝัน ตำนาน และประสบการณ์ชีวิตจริง

คาร์ล ยุง เก็บงำแนวคิดนี้ไว้นานกว่า 20 ปีเพราะกลัวว่าจะถูกมองว่าเป็นวิทยาศาสตร์เทียม

จนกระทั่งในปี ค.ศ.1952 เขาได้ตีพิมพ์ผลงานชื่อ Synchronicity : An Acausal Connecting Principle ซึ่งรวมอยู่ในหนังสือ The Interpretation of Nature and the Psyche ที่เขียนร่วมกับนักฟิสิกส์รางวัลโนเบลชื่อ ว็อล์ฟกัง เพาลี (Wolfgang Pauli)

ส่วนเพาลีเองก็เขียนบทความชื่อ The Influence of Archetypal Ideas on the Scientific Theories of Kepler เอาไว้ในหนังสือเล่มดังกล่าวด้วย

เรื่องเล่าเกี่ยวกับความพ้องจองที่เปี่ยมความหมาย โดย คาร์ล กุสตาฟ ยุง
ภาพสร้างโดย Gemini

เพาลีเป็นนักฟิสิกส์ควอนตัมผู้เสนอ ‘หลักการกีดกันของเพาลี’ และเป็นคนสำคัญที่ร่วมคิดกับคาร์ล ยุง เพราะเพาลีสนใจว่าโลกทางกายภาพ (สสาร) และจิตวิทยา (จิต) อาจมีรากเหง้าเดียวกัน

เขาเชื่อว่า ‘ความพ้องจ้องที่เปี่ยมความหมาย’ หรือ Synchronicity เป็นภาพสะท้อนของระเบียบที่อยู่ลึกกว่าสิ่งที่ตาเห็น

มีเหตุการณ์บางลักษณะที่เรียกว่า ‘ปรากฏการณ์เพาลี (Pauli Effect)’ ซึ่งไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ โดยหนังสือชื่อ Thirty Years That Shook Physics : The Story of Quantum Theory (1966) ผู้เขียนคือ จอร์จ กามอฟ (George Gamow) ได้เขียนเล่าไว้ในหน้า 64 ว่า

“เป็นที่ทราบกันดีว่าบรรดานักฟิสิกส์ทฤษฎีนั้นไม่สามารถหยิบจับอุปกรณ์ทดลองได้เลย เพราะมันมักจะพังคามือเสมอ แต่เพาลีนั้นเป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีที่เก่งกาจเสียจนเพียงแค่เขาก้าวพ้นประตูห้องแล็บเข้าไป ก็มักจะมีบางอย่างพังเสียหายขึ้นมาทันที

ครั้งหนึ่งเคยเกิดเหตุการณ์ประหลาดในห้องปฏิบัติการของศาสตราจารย์ เจ. ฟรังค์ (J. Franck) ที่เมืองเกิททิงเงน ซึ่งในตอนแรกดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับการปรากฏตัวของเพาลีเลย

โดยในช่วงบ่ายวันหนึ่ง จู่ๆ อุปกรณ์อันซับซ้อนสำหรับใช้ศึกษาปรากฏการณ์ทางอะตอมก็เกิดใช้การไม่ได้โดยไม่รู้สาเหตุแน่ชัด ฟรังค์จึงเขียนจดหมายถึงเพาลีที่เมืองซูริกโดยเล่าเรื่องนี้แบบขำๆ

หลังจากนั้นไม่นาน ศาสตราจารย์ฟรังค์ก็ได้รับจดหมายตอบกลับมาในซองที่ติดแสตมป์จากเดนมาร์ก เพาลีเขียนบอกว่าเขากำลังเดินทางไปเยี่ยมโบร์ (Bohr) และในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ในห้องแล็บของฟรังค์พอดีนั้น รถไฟที่เขานั่งมาได้จอดแวะพักเป็นเวลาไม่กี่นาทีที่สถานีรถไฟเกิททิงเงน

คุณจะเชื่อเรื่องเล่านี้หรือไม่ก็แล้วแต่ แต่ยังมีข้อสังเกตอีกมากมายเกี่ยวกับความมีอยู่จริงของปรากฏการณ์เพาลีนี้!”

ผมเล่าไว้เป็นเกร็ดขำๆ ว่าแม้แต่ในวงการวิทยาศาสตร์กายภาพอย่างฟิสิกส์ ก็มีเรื่องแนวลึกลับด้วยเช่นกัน!

แน่นอนว่า มีทั้งฝั่งที่เชื่อและฝั่งที่สงสัย โดยฝั่งที่สงสัย เช่น นักวิทยาศาสตร์กระแสหลักมอง ‘ความพ้องจองที่เปี่ยมความหมาย’ หรือ Synchronicity ว่าอาจเกิดจากสาเหตุ เช่น

อคติยืนยันตนเอง (confirmation bias) กล่าวคือ มนุษย์มีแนวโน้มจะเลือกรับข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อเดิมของตนเอง และมองข้ามหรือปฏิเสธข้อมูลที่ขัดแย้งกับสิ่งที่ตนคิด

กฎของจำนวนที่มากมายมหาศาลอย่างแท้จริง (law of truly large numbers) เช่น ในประชากรกว่า 8 พันล้านคนบนโลก โดยหลักสถิติแล้ว ก็น่าจะมีเรื่องบังเอิญเกิดขึ้นกับใครสักคนในวันนี้

ถึงตรงนี้แล้ว หากคุณผู้อ่านเคยมีประสบการณ์ตรงกับ Synchronicity หรือ ‘ความพ้องจองที่เปี่ยมความหมาย’ ก็อาจลองบันทึกเอาไว้หน่อย แล้วคิดเล่นๆ ดูว่าสาเหตุน่าจะเป็นอะไร หรืออาจเขียนมาเล่าให้ผมอ่านบ้างก็ได้ น่าสนุกดีครับ!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สูตรแคร์ : บทเรียนสิบปีของบอร์ดที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
ส่องลึกอิหร่าน: 11) ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในอิหร่าน
ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว
ซีซาร์สลัดอะโวคาโดไส้กรอก
พาส่อง JAECOO 6T REEV เอสยูวี ราคาต่ำล้าน-เด่นที่ขุมพลัง
เจาะลึกผลงาน ‘ตบสาวไทย’ เปลี่ยนผ่านคืนสู่ทีมชั้นนำโลก?
Cash is King
ราตรีสีทอง
ฟีฟ่ากับแนวทางฟุตบอลโลก 64 ทีม ให้โอกาสหรือเพิ่มรายได้?
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569
E-DUANG | กรณี TH-AI PASSPORT คือ เทคโนโลยี ผสาน การเมือง
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาหันคา 1 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”