ประวัติศาสตร์ธุรกิจถอดรหัสจีโนม (12)
Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร
Wang Jian น่าจะเป็นมนุษย์คนเดียวที่เคยไปทั้งขั้วโลกเหนือและใต้ เหยียบยอดเขาเอเวอเรสต์ และดำดิ่งลงสู่ร่องลึกบาดาลมาเรียนา
นอกจากเป็นนักกีฬาและนักสำรวจที่บ้าระห่ำแล้ว Jian ยังเป็นนักวิจัยและนักธุรกิจวิสัยทัศน์ไกลผู้ก่อตั้ง BGI หนึ่งในบริษัทไบโอเทคยักษ์ใหญ่เบอร์ต้นของศตวรรษนี้
Jian เกิดช่วงกลางทศวรรษที่ 1950s รุ่นราวคราวเดียวกับ Bill Gates และ Steve Jobs สองไอดอลแห่งวงการเทคฝั่งสหรัฐอเมริกา
แต่ชีวิตฝั่งจีนบ้านเกิดของ Jian ในยุคนั้นยากลำบากกว่ามาก รัฐบาลเหมา เจ๋อตุง ช่วงก้าวกระโดดครั้งใหญ่และปฏิวัติวัฒนธรรมออกนโยบายเพี้ยนๆ ที่ทำประชาชนล้มตายและติดคุกกันไปไม่น้อยรวมทั้งคนในครอบครัวของ Jian ด้วย

Cr. ณฤภรณ์ โสดา
หลังจบการศึกษาจาก Beijing University of Chinese Medicine ก็ได้โอกาสไปทำงานในสหรัฐหลายที่ ตำแหน่งสุดท้ายคือเป็นนักวิจัยที่ University of Washington, Seattle ภายใต้การกำกับของยอดฝีมือแห่งวงการจีโนมอย่าง Maynard Olsen, Robert Waterson และ Leroy Hood ช่วง 1990s
Olsen เป็นผู้ริเริ่มการทำแผนที่จีโนมโดยใช้ยีสต์เป็นต้นแบบในการศึกษา Waterson อยู่ในทีมบุกเบิกการทำแผนที่จีโนมของหนอน Caenorhabditis elegans
ส่วน Hood คือนักประดิษฐ์เครื่องมือตั้งแต่การอ่านลำดับอะมิโน สังเคราะห์เปปไทด์ ประกอบสายและถอดรหัสดีเอ็นเอ รวมทั้งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Applied Biosystems (ABI) ด้วย
Jian เล่าว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการ Human Genome Project (HGP) เหล่านี้เป็นคนเชียร์ให้เขากลับไปริเริ่มทำโครงการแนวนี้บ้างที่จีนซึ่งเพิ่งเปิดประเทศมาได้ไม่นาน
University of Washington เป็นหนึ่งศูนย์วิจัยจีโนมที่ดีที่สุดในโลกขณะนั้น แต่พอ Olsen และ Hood มีเรื่องขัดผลประโยชน์กันรุนแรงถึงขนาดที่ Hood ต้องลาออกไป
Jian ในวัยสี่สิบปีก็ตัดสินใจทิ้งระยะห่างจากเรื่องดราม่า ย้ายสำมะโนครัวกลับไปเริ่มต้นอาชีพใหม่ที่จีนในปี 1994

Cr. ณฤภรณ์ โสดา
Jian ตั้งสตาร์ตอัพด้านการตรวจวินิจฉัยชื่อ Jubilee biotechnology ขณะเดียวกันกับก็พยายามผลักดันให้เกิดศูนย์จีโนมขึ้นที่ Chinese Academy of Science (CAS) ร่วมกับ Yang Huanming นักวิจัยคืนถิ่นอีกท่านที่เพิ่งย้ายกลับมาจากอเมริกาเช่นกัน
ในขณะที่โลกตะวันตกกำลังเดินหน้าโครงการจีโนมมนุษย์เต็มกำลัง CAS ดูจะไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้เท่าไหร่
ยื่นโครงการขึ้นไปกี่รอบก็เงียบหาย
นอกจากนี้ยังมีกระแสต่อต้านแนวคิดการถอดรหัสจีโนมมนุษย์ในวงการวิจัยจีนไม่ต่างจากที่นักวิจัยฝากตะวันตกเผชิญมาเมื่อหลายปีก่อน บ้างก็ว่าจะเอื้อให้เกิดการผูกขาดงบวิจัยโดยแล็บใหญ่ บ้างก็ว่าการถอดรหัสจีโนมเป็นวิทยาศาสตร์เทียม เก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ ไม่ใช่การทดสอบสมมุติฐานหาความจริงแบบที่วิทยาศาสตร์ควรจะเป็น
สุดท้าย Jian กับ Huanming ทนรอไม่ไหวแยกตัวออกมาตั้งศูนย์วิจัยอิสระในชื่อ Beijing Genomic Institute (BGI)
“ปี 1999 วันที่ 9 เดือน 9 เวลา 9.00 น.” Jian จำวันเกิดศูนย์วิจัยได้แม่นยำ
ศูนย์วิจัยมีแล้วแต่งบทำงานยังไม่มี Jian กับ Huanming ต้องวิ่งไปช่วยกันหาเงินเท่าที่หาได้
“Huanming ไปขอเงินจากรัฐบาลท้องถิ่นจากนายกเทศมนตรีที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ส่วนผมดึงบางส่วนมาจากสตาร์ตอัพตัวเอง รวมแล้วประมาณ 13-14 ล้าน แทบทั้งหมดใช้ไปกับสารเคมีในแล็บ ส่วนเครื่อง DNA sequencers เช่าเขามาเกือบหมด พวกเราเดิมพันว่าถ้างานนี้สำเร็จเดี๋ยวจะมีเงินตามมาทีหลัง” Jain เล่า

Cr. ณฤภรณ์ โสดา
ทีมจีนไปเจรจาแบ่งโควต้างานถอดรหัสจีโนมจาก HGP มาได้ 1% เป็นงานถอดรหัสส่วนปลายเล็กๆ บนแขนด้านสั้นในโครโมโซมคู่ที่สามของมนุษย์
แม้จะเป็นสัดส่วนเพียงน้อยนิดแต่จีนก็ได้ชื่อว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ได้มีส่วนร่วมในอภิมหาโปรเจ็กต์แห่งวงการชีววิทยาและการแพทย์ของมนุษยชาติในครั้งนี้
เพื่อการนี้ทีมวิจัยมีเวลาประมาณหกเดือนช่วงตุลาคม 1999 ถึงมีนาคม 2000 เพื่อทำ Sanger Sequencing ร่วมครึ่งล้านปฏิกิริยาให้สำเร็จ รวมรวบและวิเคราะห์ข้อมูลส่งไปให้ทีม HGP นานาชาติ
BGI รับหน้าที่โคลนชิ้นส่วนจีโนมมนุษย์ลงแบคทีเรีย ทำแผนที่ และวิเคราะห์เติมช่องว่างในชิ้นส่วนข้อมูลรหัสพันธุกรรมให้กับทีมวิจัยอื่นๆ ของจีนที่เข้าร่วม
ช่วงกลางปี 2000 ตอนที่ประธานาธิบดี Billl Clinton ประกาศเค้าโครงร่างแรกของจีโนมมนุษย์และกล่าวขอบคุณทีมวิจัยทั่วโลกที่เข้าร่วมรวมทั้งทีม BGI จากจีนด้วย
เหล่าผู้นำระดับสูงพรรคคอมมิวนิสต์รวมทั้งประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน ถึงกับต้องลงมาตามหาว่าทีมวิจัยจีนที่ว่าเป็นใครมาจากไหน

Cr. ณฤภรณ์ โสดา
พอได้มีชื่อระดับโลก BGI ก็เริ่มเนื้อหอม ประธานธิบดีหู จิ่นเทา มาเยี่ยมชมด้วยตัวเอง
ส่วน CAS ก็ต้องศูนย์จีโนมใหม่ให้กับทีมภายใต้ชื่อ BIG (Jian ยอมรับว่าเขาไม่ชอบชื่อประหลาดนี่เท่าไหร่เลยแปะไว้แค่ป้ายแต่ยังขอเรียกตัวเองว่า BGI ตามเดิม)
ข้อกังขาเรื่องความเป็นวิทยาศาสตร์ของโครงการแนว “ถอดรหัสจีโนม” ไม่ได้หายไปไหนจากวงการวิจัยจีน BGI (หรือ BIG ในขณะนั้น) ก็ยังถูกนักวิจัยหลายคนเป็นพวกผู้ใช้แรงงานไร้สมอง ส่วนเรื่องทุนวิจัยจากรัฐบาลกลางก็ไม่ได้มามากมายอย่างที่หวังไว้
เมื่อเงินใกล้หมด BGI ย้ายที่ทำการจากปักกิ่งลงมาหางโจว ช่วงปี 2002-2006 เพื่อรับงบสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่น
ในช่วงเวลานี้ BGI ก็ยังเก็บแต้มผลิตผลงานออกมาต่อเนื่อง
ถอดรหัสจีโนมข้าวเจ้าสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลกตอนปี 2002 จนได้ขึ้นปกวารสาร Science ตามมาด้วยรหัสจีโนมไวรัสซาร์ที่ระบาดตอนปี 2003 จนนำไปสู่การพัฒนาชุดตรวจ ผลงานพวกนี้เป็นตัวการันตีว่า BGI สามารถทำงานระดับโลกและสร้างประโยชน์ชัดเจนกับประเทศชาติได้ ไม่ว่าคนอื่นจะเรียกว่าสิ่งที่พวกเขาทำว่าเป็นวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงหรือไม่ ใช้สมองมากน้อยขนาดไหนก็ตาม
เมื่อทนเซ็งกับระบบราชการจีนจนถึงขีดสุด BGI ตัดสินใจหย่าขาดจาก CAS อย่างเป็นทางการในปี 2007 และย้ายบ้านอีกครั้งลงมาที่เซิ่นเจิ้น เขตเศรษฐกิจพิเศษและศูนย์กลางธุรกิจไฮเทคของจีน
รัฐบาลท้องถิ่นเสนอพื้นที่โรงงานรองเท้าเก่าให้ BGI ใช้ฟรีชั่วคราวในช่วงตั้งตัว
