bg-single

ประวัติศาสตร์ธุรกิจถอดรหัสจีโนม (12)

27.04.2026

Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร

Wang Jian น่าจะเป็นมนุษย์คนเดียวที่เคยไปทั้งขั้วโลกเหนือและใต้ เหยียบยอดเขาเอเวอเรสต์ และดำดิ่งลงสู่ร่องลึกบาดาลมาเรียนา

นอกจากเป็นนักกีฬาและนักสำรวจที่บ้าระห่ำแล้ว Jian ยังเป็นนักวิจัยและนักธุรกิจวิสัยทัศน์ไกลผู้ก่อตั้ง BGI หนึ่งในบริษัทไบโอเทคยักษ์ใหญ่เบอร์ต้นของศตวรรษนี้

Jian เกิดช่วงกลางทศวรรษที่ 1950s รุ่นราวคราวเดียวกับ Bill Gates และ Steve Jobs สองไอดอลแห่งวงการเทคฝั่งสหรัฐอเมริกา

แต่ชีวิตฝั่งจีนบ้านเกิดของ Jian ในยุคนั้นยากลำบากกว่ามาก รัฐบาลเหมา เจ๋อตุง ช่วงก้าวกระโดดครั้งใหญ่และปฏิวัติวัฒนธรรมออกนโยบายเพี้ยนๆ ที่ทำประชาชนล้มตายและติดคุกกันไปไม่น้อยรวมทั้งคนในครอบครัวของ Jian ด้วย

Wang Jian นักผจญภัยโลดโผนผู้ก่อตั้ง BGI
Cr. ณฤภรณ์ โสดา

หลังจบการศึกษาจาก Beijing University of Chinese Medicine ก็ได้โอกาสไปทำงานในสหรัฐหลายที่ ตำแหน่งสุดท้ายคือเป็นนักวิจัยที่ University of Washington, Seattle ภายใต้การกำกับของยอดฝีมือแห่งวงการจีโนมอย่าง Maynard Olsen, Robert Waterson และ Leroy Hood ช่วง 1990s

Olsen เป็นผู้ริเริ่มการทำแผนที่จีโนมโดยใช้ยีสต์เป็นต้นแบบในการศึกษา Waterson อยู่ในทีมบุกเบิกการทำแผนที่จีโนมของหนอน Caenorhabditis elegans

ส่วน Hood คือนักประดิษฐ์เครื่องมือตั้งแต่การอ่านลำดับอะมิโน สังเคราะห์เปปไทด์ ประกอบสายและถอดรหัสดีเอ็นเอ รวมทั้งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Applied Biosystems (ABI) ด้วย

Jian เล่าว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการ Human Genome Project (HGP) เหล่านี้เป็นคนเชียร์ให้เขากลับไปริเริ่มทำโครงการแนวนี้บ้างที่จีนซึ่งเพิ่งเปิดประเทศมาได้ไม่นาน

University of Washington เป็นหนึ่งศูนย์วิจัยจีโนมที่ดีที่สุดในโลกขณะนั้น แต่พอ Olsen และ Hood มีเรื่องขัดผลประโยชน์กันรุนแรงถึงขนาดที่ Hood ต้องลาออกไป

Jian ในวัยสี่สิบปีก็ตัดสินใจทิ้งระยะห่างจากเรื่องดราม่า ย้ายสำมะโนครัวกลับไปเริ่มต้นอาชีพใหม่ที่จีนในปี 1994

Wang Jian ได้รับแรงบันดาลใจจากนักวิจัยจีโนมยุคบุกเบิกในสหรัฐ
Cr. ณฤภรณ์ โสดา

Jian ตั้งสตาร์ตอัพด้านการตรวจวินิจฉัยชื่อ Jubilee biotechnology ขณะเดียวกันกับก็พยายามผลักดันให้เกิดศูนย์จีโนมขึ้นที่ Chinese Academy of Science (CAS) ร่วมกับ Yang Huanming นักวิจัยคืนถิ่นอีกท่านที่เพิ่งย้ายกลับมาจากอเมริกาเช่นกัน

ในขณะที่โลกตะวันตกกำลังเดินหน้าโครงการจีโนมมนุษย์เต็มกำลัง CAS ดูจะไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้เท่าไหร่

ยื่นโครงการขึ้นไปกี่รอบก็เงียบหาย

นอกจากนี้ยังมีกระแสต่อต้านแนวคิดการถอดรหัสจีโนมมนุษย์ในวงการวิจัยจีนไม่ต่างจากที่นักวิจัยฝากตะวันตกเผชิญมาเมื่อหลายปีก่อน บ้างก็ว่าจะเอื้อให้เกิดการผูกขาดงบวิจัยโดยแล็บใหญ่ บ้างก็ว่าการถอดรหัสจีโนมเป็นวิทยาศาสตร์เทียม เก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ ไม่ใช่การทดสอบสมมุติฐานหาความจริงแบบที่วิทยาศาสตร์ควรจะเป็น

สุดท้าย Jian กับ Huanming ทนรอไม่ไหวแยกตัวออกมาตั้งศูนย์วิจัยอิสระในชื่อ Beijing Genomic Institute (BGI)

“ปี 1999 วันที่ 9 เดือน 9 เวลา 9.00 น.” Jian จำวันเกิดศูนย์วิจัยได้แม่นยำ

ศูนย์วิจัยมีแล้วแต่งบทำงานยังไม่มี Jian กับ Huanming ต้องวิ่งไปช่วยกันหาเงินเท่าที่หาได้

“Huanming ไปขอเงินจากรัฐบาลท้องถิ่นจากนายกเทศมนตรีที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ส่วนผมดึงบางส่วนมาจากสตาร์ตอัพตัวเอง รวมแล้วประมาณ 13-14 ล้าน แทบทั้งหมดใช้ไปกับสารเคมีในแล็บ ส่วนเครื่อง DNA sequencers เช่าเขามาเกือบหมด พวกเราเดิมพันว่าถ้างานนี้สำเร็จเดี๋ยวจะมีเงินตามมาทีหลัง” Jain เล่า

BGI ยุคแรกเริ่มวิ่งระดมทุนอย่างยากลำบากเพื่อหาเงินมาร่วมโครงการจีโนมมนุษย์
Cr. ณฤภรณ์ โสดา

ทีมจีนไปเจรจาแบ่งโควต้างานถอดรหัสจีโนมจาก HGP มาได้ 1% เป็นงานถอดรหัสส่วนปลายเล็กๆ บนแขนด้านสั้นในโครโมโซมคู่ที่สามของมนุษย์

แม้จะเป็นสัดส่วนเพียงน้อยนิดแต่จีนก็ได้ชื่อว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ได้มีส่วนร่วมในอภิมหาโปรเจ็กต์แห่งวงการชีววิทยาและการแพทย์ของมนุษยชาติในครั้งนี้

เพื่อการนี้ทีมวิจัยมีเวลาประมาณหกเดือนช่วงตุลาคม 1999 ถึงมีนาคม 2000 เพื่อทำ Sanger Sequencing ร่วมครึ่งล้านปฏิกิริยาให้สำเร็จ รวมรวบและวิเคราะห์ข้อมูลส่งไปให้ทีม HGP นานาชาติ

BGI รับหน้าที่โคลนชิ้นส่วนจีโนมมนุษย์ลงแบคทีเรีย ทำแผนที่ และวิเคราะห์เติมช่องว่างในชิ้นส่วนข้อมูลรหัสพันธุกรรมให้กับทีมวิจัยอื่นๆ ของจีนที่เข้าร่วม

ช่วงกลางปี 2000 ตอนที่ประธานาธิบดี Billl Clinton ประกาศเค้าโครงร่างแรกของจีโนมมนุษย์และกล่าวขอบคุณทีมวิจัยทั่วโลกที่เข้าร่วมรวมทั้งทีม BGI จากจีนด้วย

เหล่าผู้นำระดับสูงพรรคคอมมิวนิสต์รวมทั้งประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน ถึงกับต้องลงมาตามหาว่าทีมวิจัยจีนที่ว่าเป็นใครมาจากไหน

ประธานาธิบดีคลินตันกล่าวถึงทีมจีนในโครงการจีโนมมนุษย์
Cr. ณฤภรณ์ โสดา

พอได้มีชื่อระดับโลก BGI ก็เริ่มเนื้อหอม ประธานธิบดีหู จิ่นเทา มาเยี่ยมชมด้วยตัวเอง

ส่วน CAS ก็ต้องศูนย์จีโนมใหม่ให้กับทีมภายใต้ชื่อ BIG (Jian ยอมรับว่าเขาไม่ชอบชื่อประหลาดนี่เท่าไหร่เลยแปะไว้แค่ป้ายแต่ยังขอเรียกตัวเองว่า BGI ตามเดิม)

ข้อกังขาเรื่องความเป็นวิทยาศาสตร์ของโครงการแนว “ถอดรหัสจีโนม” ไม่ได้หายไปไหนจากวงการวิจัยจีน BGI (หรือ BIG ในขณะนั้น) ก็ยังถูกนักวิจัยหลายคนเป็นพวกผู้ใช้แรงงานไร้สมอง ส่วนเรื่องทุนวิจัยจากรัฐบาลกลางก็ไม่ได้มามากมายอย่างที่หวังไว้

เมื่อเงินใกล้หมด BGI ย้ายที่ทำการจากปักกิ่งลงมาหางโจว ช่วงปี 2002-2006 เพื่อรับงบสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่น

ในช่วงเวลานี้ BGI ก็ยังเก็บแต้มผลิตผลงานออกมาต่อเนื่อง

ถอดรหัสจีโนมข้าวเจ้าสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลกตอนปี 2002 จนได้ขึ้นปกวารสาร Science ตามมาด้วยรหัสจีโนมไวรัสซาร์ที่ระบาดตอนปี 2003 จนนำไปสู่การพัฒนาชุดตรวจ ผลงานพวกนี้เป็นตัวการันตีว่า BGI สามารถทำงานระดับโลกและสร้างประโยชน์ชัดเจนกับประเทศชาติได้ ไม่ว่าคนอื่นจะเรียกว่าสิ่งที่พวกเขาทำว่าเป็นวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงหรือไม่ ใช้สมองมากน้อยขนาดไหนก็ตาม

เมื่อทนเซ็งกับระบบราชการจีนจนถึงขีดสุด BGI ตัดสินใจหย่าขาดจาก CAS อย่างเป็นทางการในปี 2007 และย้ายบ้านอีกครั้งลงมาที่เซิ่นเจิ้น เขตเศรษฐกิจพิเศษและศูนย์กลางธุรกิจไฮเทคของจีน

รัฐบาลท้องถิ่นเสนอพื้นที่โรงงานรองเท้าเก่าให้ BGI ใช้ฟรีชั่วคราวในช่วงตั้งตัว



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
คุยกับทูต | ฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ 170 ปีแห่งมิตรภาพไทย-ฝรั่งเศส เมื่อภารกิจสิ้นสุด แต่มิตรภาพยังคงอยู่
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
IN THE HAND OF DANTE | ‘ต้นฉบับวรรณกรรมชิ้นเอก’
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย