คอลัมน์ Agora โดย กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
“บ้านคือที่ซึ่งหัวใจไปอยู่” หลายคนคงคุ้นเคยกับถ้อยคำนี้จากเพลง “Home is where the heart is” ของเอลวิส เพรสลีย์ เจ้าของสมญา “ราชาแห่งร็อกแอนด์โรลล์”
ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงนิยามของคำว่า “บ้าน” ตามคำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า home นั้นแยกเป็นอีกความหมายหนึ่งซึ่งแตกต่างจาก house อันเป็นสิ่งปลูกสร้างสำหรับใช้อาศัยอยู่
ดังนั้น house จะใหญ่โตหรือสวยงามเพียงใดก็อาจไม่ใช่ home ของผู้อยู่อาศัยก็ได้ เพราะ home นั้นเป็นพื้นที่ซึ่งรู้สึกเป็นตัวเองอย่างแท้จริง เป็นความอบอุ่นที่อยู่ภายในจิตใจ หาใช่วัตถุสิ่งของภายนอก
เพราะฉะนั้น ณ ที่แห่งใดซึ่งหัวใจของผู้นั้นไปอยู่ ที่แห่งนั้นก็คือ home ของเขา ไม่ว่าจะมีสิ่งปลูกสร้างอยู่หรือไม่ก็ตาม
ที่กล่าวมานี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวของผมที่ได้จากการชมภาพยนตร์เรื่อง “โกฮัง…หัวใจโกโฮม” ซึ่งเป็นเรื่องราวของสุนัขจรจัดเพศผู้ตัวหนึ่งที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า “โกฮัง” แปลว่า “ข้าว” เนื่องจากมีขนสีขาวเหมือนข้าวตลอดทั้งตัว
ผู้ที่ตั้งชื่อให้โกฮังคือ “ฮิโระ” ชายชราชาวญี่ปุ่นที่จำต้องเกษียณจากการทำงานเป็นวิศวกรในโรงงานผลิตรถยนต์ที่ศรีราชา
ฮิโระเจอโกฮังอยู่บ่อยๆ ที่หน้าร้านสะดวกซื้อเลยจับพลัดจับผลูได้กลายมาเป็นเจ้าของผู้อุปการะหมาจรตัวนี้และตั้งชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่นให้ในเวลาต่อมา
ฮิโระเป็นคนบ้างานที่ไม่มีพันธะทางบ้านอะไรให้กังวลอีก เนื่องจากภรรยาเสียชีวิตไปแล้ว ในขณะที่ลูกๆ ก็มีครอบครัวกันไปหมด เขาจึงใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังและอุทิศเวลาทั้งหมดให้กับงาน เมื่อถึงคราวที่ต้องเกษียณ เขาจึงรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวและถูกทอดทิ้ง
ด้วยความรู้สึกนี้เองที่เชื่อมโยงระหว่างคน 1 คนกับหมาอีก 1 ตัวเข้าด้วยกัน
เพราะโกฮังก็ถูกทอดทิ้งและต้องใช้ชีวิตลำพังอย่างโดดเดี่ยวไม่ต่างจากฮิโระ หลังจากมีเหตุบังเอิญให้โกฮังกับฮิโระได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันในที่พักอาศัย
ไม่นานหลังจากนั้นทั้งคู่ก็เกิดสายใยผูกพันที่เกี่ยวรัดคนกับหมาให้มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างถาวร
ภาพยนตร์เรื่องนี้แบ่งออกเป็นสามส่วนที่เชื่อมติดกันเป็นเนื้อเดียว โดยแบ่งเป็นช่วงวัยเด็กของโกฮังที่มีเจ้าของเป็นฮิโระ
ช่วงที่สองคือโกฮังวัยหนุ่มที่มีผู้ดูแลชื่อ “น้ำชา” หญิงสาวชาวพม่าที่หลบหนีข้ามแดนมาหางานทำในเมืองไทย
ส่วนช่วงที่สามคือโกฮังวัยชราที่ได้รับการเลี้ยงดูโดยหนุ่มสาวคู่หนึ่งซึ่งเคยคบหาเป็นแฟน ทว่า ระหองระแหงจนทำให้ต้องแยกทางกัน แต่แล้วก็หวนกลับมาใช้เวลาอยู่ด้วยกันอีกครั้งเพื่อดูแลโกฮังในช่วงบั้นปลายของชีวิต
ทั้งสามส่วนนี้มีผู้กำกับภาพยนตร์ 3 คนรับผิดชอบแยกกันไปในแต่ละส่วน เลยทำให้หนังเรื่องนี้มีบุคลิกที่แตกต่างกันไป 3 ส่วนตามสไตล์ของผู้กำกับฯ
ในส่วนที่สองซึ่งเป็นเรื่องราวของโกฮังวัยหนุ่มนั้น ภาพยนตร์จะทวีความเข้มข้นขึ้น มีเหตุการณ์ตื่นเต้นระทึกขวัญจากการไล่ล่าและการดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด
ต่างจากช่วงโกฮังวัยเด็กที่ดำเนินเรื่องไปแบบอบอุ่น นุ่มนวล มีอารมณ์ขัน รวมทั้งเรียกน้ำตาจากผู้ชมได้มาก จากการที่โกฮังเฝ้าคอยฮิโระและวิ่งไล่ตามรถของเขาอย่างไม่ลดละ

ขณะที่โกฮังวัยหนุ่มเป็นช่วงที่เริ่มต้นด้วยการพลัดพราก เมื่อฮิโระเสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 ทิ้งให้โกฮังต้องอยู่อย่างเดียวดายข้างศพของเขา
เมื่อปราศจากเจ้าของ โกฮังจึงถูกรับตัวไปยังสถานดูแลสุนัขจรจัดบ้านพ่อกุ้ง
เจ้าของที่แห่งนี้คือ “กุ้ง” ชายผู้ซึ่งแสดงออกทางฉากหน้าว่าเป็นมูลนิธิที่เปี่ยมไปด้วยความกรุณาต่อสัตว์ ทว่า ฉากหลังคือคนใจดำอำมหิตที่อาศัยโซเชียลมีเดียปั่นอารมณ์สงสารของผู้คนเพื่อหลอกเอาเงินบริจาค
เมื่อน้ำชาซึ่งเป็นลูกจ้างในที่แห่งนี้ล่วงรู้ความจริงว่าสัตว์ถูกปฏิบัติอย่างทารุณและบางตัวถูกฆ่าอย่างเลือดเย็น เธอจึงปล่อยหมาทั้งหมดไปสู่อิสระ ด้วยการลอบไขประตูกรงทั้งหมดแล้วปล่อยหมาทั้งหมดให้วิ่งหนีไป ในขณะที่โกฮังกลับตามเธอมาด้วย
ทำให้น้ำชาต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ เพื่อช่วยโกฮังให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของกุ้งที่ตามไล่ล่ามาติดๆ
การผจญภัยของน้ำชาและโกฮังได้เติมเต็มช่องว่างของกันและกันที่ต่างก็ต้องร่อนเร่พเนจรไปวันๆ เพื่อเอาชีวิตรอด
น้ำชาพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนมาแสวงหาโอกาสที่ดีกว่า เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้กลับบ้านและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
ส่วนโกฮังก็พลัดพรากจากฮิโระที่ด่วนจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
ทั้งคู่จึงเป็น “ผู้ไร้บ้าน” โดดเดี่ยว อ้างว้าง ถูกผู้อื่นใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาประโยชน์ และไม่มีที่แห่งใดให้เดินทางกลับ
ทั้งคนและหมาจึงมีหัวอกเดียวกัน และมีจิตใจไม่ต่างกัน มีสุข มีทุกข์ มีความผูกพัน มีความหิวโหยอดอยาก ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อมีชีวิตอยู่ ต้องการเพื่อน ต้องการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ต้องการพื้นที่แห่งความปลอดภัย อบอุ่น สงบสุข
และที่ใดก็ตามที่ทำให้รู้สึกเช่นนั้นในหัวใจได้ ที่แห่งนั้นก็คือบ้าน
พอเข้าสู่ช่วงที่สามของหนัง ซึ่งถ่ายทอดบั้นปลายชีวิตของโกฮังในยามเจ็บป่วยและมีเวลาอยู่ในโลกได้อีกไม่นาน โกฮังกลายเป็นหมาจรจัดอีกครั้งหลังจากที่ติดขบวนรถไฟมาลงที่สถานีหัวตะเข้ อันเป็นพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยนักศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทำให้ได้รับการอุปการะจาก “เปเล่” กับ “ใจดี” ที่เข้ามาเรียนศิลปะ
ทั้งคู่คบหากันแต่แล้วก็แยกทางกันโดยมีโกฮังเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำเหล่านั้น
กระทั่งใจดีเรียนจบแล้วไปทำงานเป็นแอร์โฮสเตส ส่วนเปเล่เรียนไม่จบจึงมีเวลาว่างมากมาย ทั้งคู่จึงหวนกลับมาใช้เวลาอยู่ด้วยกันอีกครั้งเพื่อช่วยดูแลโกฮัง
ระหว่างที่ต้องอยู่ดูแลโกฮังนี่เองที่ก่อสัมพันธภาพขึ้นมาใหม่ในหัวใจของคนทั้งสอง ใจดีเริ่มกลับมารู้สึกดีกับเปเล่อีกหลังจากที่เคยหมดใจไปแล้ว
ส่วนเปเล่ก็ยอมให้ใจดีได้เลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง ยอมรับที่จะมีความสุขกับการที่คนซึ่งตนรักได้มีความสุข แม้ว่านั่นจะทำให้ต้องเจ็บช้ำและทุกข์ใจไปด้วยก็ตาม
สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งถึงแม้จะรู้เมื่อสายไปแล้วก็คือ ในยามที่เปเล่ไม่เหลือใครนอกจากโกฮังตัวเดียว เขาได้เรียนรู้คุณค่าของความรัก ความสัมพันธ์ ความอบอุ่น ความอ่อนโยน ความปลอดภัย ตลอดจนความหมายของการมีกันและกันอยู่เคียงข้าง
ซึ่งนั่นก็คือบ้านที่แท้จริง อันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตของทั้งคนและหมา
“โกฮัง…หัวใจโกโฮม” กำลังฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์ตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ที่คนทั้งประเทศต่างดั้นด้นเดินทางไกลเพื่อกลับไปยังบ้านของตน หรือไม่ก็ไปเที่ยวในที่ห่างไกลเพื่อใช้เวลากับครอบครัวของตัวเอง
แน่นอนว่าหากเพ่งมองไปยัง “สถานที่” ทุกคนย่อมมีจุดหมายที่แตกต่างไปไม่มีใครเหมือนกัน
ทว่าสิ่งหนึ่งที่มีอยู่ร่วมกันก็คือการได้กลับไปสู่ “บ้าน” ซึ่งไม่ใช่สิ่งปลูกสร้าง หากแต่เป็นผู้คนและความสัมพันธ์อันทำให้ได้รัก ได้รับความรัก ได้ความอบอุ่นปลอดภัย โดยไม่เปลี่ยวเหงาอ้างว้างอีกต่อไป และเป็น “วิมานของใจ” อย่างแท้จริง
เพราะฉะนั้นบทสรุปของผมที่ได้จากเรื่องนี้ก็คงไม่ต่างไปจากที่ “โดโรธี เกล” (Dorothy Gale) กล่าวไว้ในหนังเรื่อง The Wizard of Oz ก็คือ “There’s no place like home”
ไม่มีที่ใดเป็นได้เหมือนบ้านเรา
