สมุนไพรเพื่อสุขภาพ | โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง
มูลนิธิสุขภาพไทย
แม้ปีใหม่ไทย 2569 เพิ่งผ่านมา แต่นางสงกรานต์ผู้ทำหน้าที่เป็นเวรเหาะไปรับเศียรของพระบิดาท้าวกบิลพรหม แห่รอบเขาพระสุเมรุเพื่อมิให้ตกสู่พื้นพิภพลุกเป็นไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก ทรงนามว่า พระนาง “รากษสเทวี” เทพธิดายักษีผู้เสด็จยืนมาเหนือหลังน้องหมู พร้อมคำพยากรณ์ว่า “เกณฑ์ธัญญาหารวิบัติ ข้าวกล้าในภูมินาจะได้ผลกึ่งเสียกึ่ง – น้ำน้อย”
ตีโจทย์ปริศนาพยากรณ์นี้ได้ว่า ปีนี้พืชผลเกษตรจะเสียหาย ข้าวยากหมากแพง ฝนแล้ง
ซึ่งนับว่าใกล้เคียงกับสถานการณ์โลกเดือดในปัจจุบัน ที่มิใช่เดือดแค่ภูมิอากาศโลก แต่เดือดเพราะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ด้วย
ปีนี้ถ้านางสงกรานต์เผลอไผลทำเศียรพระพรหมหล่นจากพาน ไฟสงครามตะวันออกกลางคงไหม้ลามทั้งโลกแน่
เมืองไทยได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์เมืองร้อนแห่งอุษาคเนย์ ชาวไทยมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีอันงดงามบรรสานสอดคล้องกับแม่น้ำลำคลองและดินฟ้าอากาศร้อนชื้น พฤติกรรมสุขภาพดับร้อนของชาวไทยจนเป็นอุปนิสัยคือการลงแช่ตัวในคลองหรือแม่น้ำ ขนาดอยู่ในเมืองหนาวก็ยังชอบอาบน้ำ
ดังมีจดหมายเหตุของฝรั่งเศสบันทึกเรื่องคณะราชทูตไทยของออกพระวิสูตรสุนทร (โกษาปาน) ลงอาบน้ำในแม่น้ำลัวร์ ซึ่งสร้างความแตกตื่นให้แก่ชาวฝรั่งเศสว่า
“การอาบน้ำนี้ชาวเมืองฝรั่งเศสไม่ค่อยจะอาบกันนัก เพราะเป็นเมืองหนาว ไม่เหมือนเมืองสยามซึ่งเป็นเมืองร้อน ต้องลงท่าอาบน้ำทั่วทุกคน ทุกวัน เหตุฉะนี้ การอาบน้ำซึ่งเป็นของธรรมดาในเมืองสยาม แต่เป็นของแปลกสำหรับชาวฝรั่งเศส คนจึงพากันมาดูราชทูตสยามอาบน้ำออกมากมาย…”
ในที่นี้จะขอกล่าวถึงวิธีดับร้อนในวิถีชีวิตไทยอีกอย่างหนึ่งคือ การประหน้าทาแป้ง ตามวิถีชีวิตชาวไทยริมคลองในอดีต เมื่อขึ้นจากน้ำยามเย็นแล้ว ก็จะประหน้าทาแป้งดินสอพองทั้งตัวเปียกๆ นั่นแหละ ประทินผิวแค่นี้ก็เย็นตัวช่วยให้อารมณ์ปลอดโปร่ง ผ่อนคลายหลับสบายไปทั้งคืน
การที่ชาวไทยในอดีตใช้ดินสอพอง “ประหน้าทาแป้ง” ในชีวิตประจำวัน เพราะดินสอพองเป็นเครื่องสำอางจากธรรมชาติที่หาซื้อได้ง่ายราคาถูกแสนถูก
ดินสอพองเม็ดเดียวใช้ประได้ทั้งหน้าทาได้ทั้งตัวได้อย่างปลอดภัย เพราะดินสอพองเป็นเวชสำอาง (Cosmeceuticals) ที่เก่าแก่ที่สุดแบรนด์หนึ่งของชาวไทย
ดังมีปรากฏในตำราพระโอสถพระนารายณ์เมื่อกว่า 300 ปีมาแล้ว ที่ใช้ดินสอพองเผาจนสุกต้มกับชานอ้อย กำยาน แก่นคูน กรักขี “ให้คนไข้กินเนืองๆ แก้ร้อน แก้กระหายน้ำ หยุดแลฯ”
หมอแผนไทยถือว่าดินสอพองเป็นยาเย็น ช่วยระงับเหงื่อ ลดความร้อนภายในร่างกาย ขจัดผดผื่นคัน และแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย นิยมนำมาพอกผิวเพื่อดูดซับความมัน ลดสิวอักเสบ ช่วยประทินผิวหน้าให้นุ่มเนียนหรือใช้ผสมน้ำทาตัวเพื่อลดความเหนียวเหนอะหนะในช่วงหน้าร้อน
ยิ่งไปกว่านั้น สาวชาววังโบราณยังรู้จักนำดินสอพองมาใช้เป็นเบสทำเครื่องหอมจากดอกไม้และสมุนไพรนานาพรรณ ที่เรียกว่า “แป้งร่ำดินสอพอง”
ดินสอพองเป็นธาตุวัตถุที่ได้จากดินสอ (ดินขาว) ซึ่งแท้จริง เป็นหินปูนหรือเกลือแคลเซียมคาร์บอเนต มีฤทธิ์ด่างอ่อน ซึ่งเมื่อบีบมะนาวฤทธิ์กรดอ่อนใส่ดินสอชนิดนี้จะเกิดฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เล็กๆ ผุดขึ้นมา
ทำให้ดินพองตัวขึ้น อันเป็นที่มาของชื่อ “ดินสอพอง” นั่นเอง
แหล่งผลิตดินสอพองที่ใหญ่ที่สุดและมีคุณภาพดีที่สุดในประเทศไทยนับแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบันอยู่ในแหล่งทะเลชุบศรจังหวัดลพบุรี
ถ้าได้ดินสอพองจากทะเลชุบศรมาเป็นเบสแป้งร่ำ ก็ไม่ต้องนำดินสอพองมาใส่น้ำต้มกรองทำความสะอาดซ้ำอีก
แต่ก็ควรนำมาบดผงใส่กระทะคั่วไฟอ่อนๆ หรืออบเพื่อสะตุให้สะอาดปราศจากเชื้อ
เราก็จะได้ผงดินสอพองสะตุเป็นเบสสำหรับผสมน้ำปรุงและอบร่ำในขั้นตอนต่อไป

ขั้นตอนการทำแป้งร่ำดินสอพองง่ายๆ คือ
1) ผงดินสอพองสะตุ 500 กรัม
2) เตรียมสมุนไพรทำหัวน้ำปรุง ที่ขาดไม่ได้คือ ธาตุวัตถุหอมเย็น 3 ตัว ได้แก่ พิมเสน การบูร เกล็ดสะระแหน่ (เมนทอล) หนักอย่างละ 5 กรัม นำมาผสมหลอมรวมกันเป็นของเหลว
นอกจากนี้ เลือกหัวน้ำมันหอมระเหยจากดอกไม้ไทยที่ชอบสักหนึ่งชนิด เช่น มะลิ พิกุล บุนนาค สารภี ชมนาด ปีบ กระดังงา หรือลำเจียก ใช้เพียง 5 กรัม นำสารสมุนไพรหอมระเหยทั้งหมดผสมลงในน้ำดอกไม้เทศ (น้ำกุหลาบ) ปริมาณ 200 มิลลิลิตร
แต่ถ้าต้องการสีสันที่ชอบให้เปลี่ยนเป็นผงหรือน้ำสมุนไพรที่ให้สีแทน เช่น สีน้ำเงินใช้ดอกอัญชัน สีแดงใช้ฝางเสน สีเหลืองใช้ขมิ้นชัน
หากต้องการเพิ่มสิริมงคลให้เพิ่มฝักส้มป่อย เสริมด้วยดอกมะลิ ดอกคำฝอย และดอกสารภี ชาวน่านเรียกว่า สุคันโธทกะ เป็นน้ำหอมศักดิ์สิทธิ์ขับไล่เสนียดจัญไรทั้งปวง
3) นำหัวน้ำปรุงจากข้อ 2 ค่อยๆ เทลงในดินสอพองสะตุจากข้อ 1 คลุกเคล้าให้เข้ากันกระทั่งมีความเหลวข้นคล้ายครีม พอใส่ถุงบีบตามหัวพิมพ์ที่ชอบหยอดลงบนใบตองสะอาดที่รองไว้บนถาด ผึ่งให้แห้งสนิท จากนั้นเก็บเม็ดแป้งหอมใส่โหลปิดผนึกไว้ เพื่ออบควันเทียนร่ำต่อไป
4) ขั้นตอนอบเทียนร่ำที่ง่ายที่สุดคือ ใช้เทียนร่ำสำเร็จรูปจากร้านเครื่องหอมที่เชื่อถือได้
เทียนร่ำแท้ต้องประกอบด้วยเครื่องสมุนไพรหอมสำคัญ ได้แก่ ผงผิวมะกรูด ผงแก่นชะลูด ผงแก่นจันทน์เทศ และผงกำยาน
วางเทียนร่ำไว้บนถ้วยตะคัน จุดไฟที่ปลายเทียนร่ำทั้งสองข้าง ดับเทียนพร้อมกับปิดฝาโหล อบร่ำควันเทียนไว้ราว 5 นาทีจนควันจาง
แล้วจึงอบร่ำควันเทียนหอมซ้ำอีก 4-5 รอบ ควันจากเครื่องสมุนไพรหอมจะแทรกซึมเข้าเนื้อแป้งดินสอพองให้มีกลิ่นหอมทนนาน
ปัจจุบันเครื่องหอมเช่นแป้งร่ำดินสอพองมักใช้ในโอกาสเทศกาลตรุษสงกรานต์ หรือสรงน้ำพระ สรงน้ำผู้ใหญ่ แต่ในครั้งโบราณแป้งร่ำดินสอพองเป็นเครื่องหอมที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่เฉพาะกับผู้หญิงเท่านั้น ชายไทยโบราณก็นิยมเครื่องหอมมากตั้งแต่ท้าวพญาพระมหากษัตริย์ลงมาถึงไพร่สามัญชน
ดังตัวอย่างหลัก ฐานในนิราศภูเขาทองของท่านสุนทรภู่ว่า “เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตรลบ ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธา วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์”
ยิ่งกว่านั้น แป้งดินสอพองยังปลอดภัยกว่าแป้งหินหรือแป้งทัลคัม (Talcum powder) ที่ทำมาจากแร่หินทัลก์ (talc) ซึ่งมีผลต่อระบบทางเดินหายใจและมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้ ชาวไทยเรามีเวชสำอางดี ๆ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ อย่างเช่นแป้งร่ำดินสอพอง มาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ควรฟื้นฟูนำกลับมาใช้ในวิถีชีวิตไทยยุคปัจจุบัน ไม่เพียงแต่เป็นทั้งยาและเครื่องสำอางเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสิริมงคลอีกด้วย
ถ้ากระทรวงวัฒนธรรมจะนำแป้งร่ำน้ำปรุงไทยไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรม ก็จะทำให้ชาวไทยและชาวโลกนิยมใช้เวชสำอางไทยโบราณกันอย่างแพร่หลายแน่นอน
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
