E-DUANG
คำ”ขอโทษ”อันมาจาก นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แม่ทัพภาคที่ 4 มีเป้าหมายเพื่อจะจบปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
นับแต่เกิดเหตุการณ์ปล้นปืน”เจาะไอร้อง”เป็นต้นมา นี่มิได้เป็นครั้งแรกที่ได้ยินคำ”ขอโทษ”จาก”นายกรัฐมนตรี”
แต่ถามว่า”ปัญหา”จบลงหรือไม่
กรณีความพยายามในการลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชน คือ คำตอบ
ไม่เพียงแต่ตอบว่ายังไม่จบ หากทำท่าว่าอาจ”บานปลาย”
ประเด็นมิได้อยู่ที่ว่าสังคมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ยอมรับคำ”ขอโทษ”จากบุคคลระดับ”นายกรัฐมนตรี”อย่างนั้นหรือ
มิได้เป็นอย่างนั้น หากแต่อยู่ที่ว่าหลังจาก”ขอโทษ”แล้วได้มีการ”ทำ”อย่างไรต่างหาก
ตรงนี้ต่างหากที่สำคัญอย่างแหลมคมมากกว่า
สำคัญยิ่งกว่านั้นปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่มิได้ดำรงอยู่ในลักษณะแยกส่วน ไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ดูกรณีลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เป็นตัวอย่าง
หากพิจารณาบนพื้นฐานแห่งความสัมพันธ์ของแต่ละสรรพสิ่งก็จะโยงยาวขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
มิได้เป็นเรื่องเฉพาะ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ แน่นอน
อย่างน้อยพรรคประชาชาติก็ต้องเข้ามาเกี่ยวในเมื่อพรรคประชาชาติเป็นส่วนหนึ่งภายในรัฐบาลยิ่งละเอียดอ่อน
ยิ่งมีรถกอ.รมน.เข้ามาเป็นพาหนะยิ่งมีความร้อนแรง
ยิ่งคนเป็นมือปืนเคยเป็นคนของกอ.รมน.มาก่อน ยิ่งทวีความซับซ้อน จำเป็นต้องอ้างอิงไปยังผู้อำนวยการรมน.ภาคที่ 4 ซึ่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 4
แล้วแม่ทัพภาคที่ 4 ก็พาดพิงถึงปอเนาะ ตาดีกา
กรณีลอบสังหาร ส.ส.จึงเท่ากับดึงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่า การกระทรวงกลาโหม แม่ทัพภาคที่ 4 เข้ามาเกี่ยวข้อง
คำ”ขอโทษ”อาจจบกรณีปอเนาะ ตาดีกา ได้ระดับหนึ่ง
แต่คำถามที่สำคัญยิ่งกว่านั้นยังอยู่ที่ผลที่ตามมาในคำ”ขอโทษ”ของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แม่ทัพกองทัพภาคที่ 4
จะแสดงความรับผิดชอบทาง”การปฏิบัติ”อย่างเป็น”รูปธรรม” อย่างไร
ในเมื่อคำ”ขอโทษ”อันออกมาจากปาก”นายกรัฐมนตรี”มิได้เป็นครั้งแรก หากแต่เกิดขึ้นแล้วหลายครั้งและหลายคน
แล้วทำไม”ปัญหา” 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงยังอยู่
คำถามนี้อาจมาจากคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นด้านหลัก แต่เชื่อได้เลยว่าได้กลายเป็นคำถามระดับประเทศขึ้นมาแล้ว
มองไปยัง”นโยบาย”ของพรรคภูมิใจไทยอันเป็นรากฐานให้กับ”รัฐบาล”มีเรื่องนี้อยู่หรือไม่
และจะบูรณาการกับพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติอย่างไร
นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญและกำลังเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับรัฐบาลและสำหรับนายกรัฐมนตรี
เด่นชัดว่าที่สุดแห่งความสำเร็จไม่ว่าองค์การใด มิได้อยู่ที่แถลงการณ์หรือนโยบาย เพราะนี่เป็นเรื่องในทางนามธรรมความคิด
ชี้ขาดจริงๆคือการแปร”นามธรรม”เป็น”รูปธรรม” แปร”นโยบาย”ไปสู่”การปฏิบัติ”
เมื่อท่าน”พูด”คนจะฟัง เมื่อท่าน”ทำ”คนจะเชื่อ
