หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
คืนหนึ่ง ผมสะดุ้งตื่น เพราะมีเสียงเหมือนคนมาเดินอยู่รอบๆ เต็นท์ ออกมาส่องไฟฉายดูก็ไม่เห็นว่ามีอะไร กลับเข้านอน เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีก
แวบหนึ่ง ผมคิดว่าคงเจออะไรแปลกๆ เข้าแล้ว ออกมาข้างนอกอีกครั้ง ลองดูอีกที
ในที่สุดผมก็พบ ต้นเสียงเกิดขึ้นเพราะน้ำค้างจากปลายฟลายชีตหยดลงพื้น ที่มีใบไม้ทับถมรอบๆ เต็นท์ เสียงดังคล้ายคนใส่รองเท้าแตะเดินรอบๆ
ว่าตามจริง อยู่ในป่าผมพบอะไรแปลกๆ บ่อย เช่น เสียงที่ไม่เคยได้ยิน เงาวูบวาบ และผมมักจะพิสูจน์ได้ว่า ต้นเสียงมาจากอะไร
ในป่า เรื่องราวของสิ่งแปลกๆ ไม่ใช่เรื่อง “แปลก” เพราะในสังคมเรา มีความเชื่อเรื่อง “ผี” เราคุ้นเคยกับเรื่องราวของผีต่างๆ มานานแล้ว
แต่อีกนั่นแหละ บางครั้งผมก็พบกับอะไรซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ และไม่มีความจำเป็นว่าจะต้องพิสูจน์
ผมได้รับคำถามบ่อยๆ ว่า ทำงานในป่ามานาน เคยพบเจอเรื่องลี้ลับบ้างไหม
สำหรับผม เรื่องลี้ลับที่พบเป็นเรื่องที่ดี “ผี” ในป่าคือสิ่งที่น่านับถือ อีกทั้งผมเชื่อว่าในหลายพื้นที่ การนับถือผีนี่แหละทำให้ป่าอยู่รอด
ผมไม่ได้ตอบคำถาม แต่เคยบอกใครๆ ว่าผมนับถือผี ผมสื่อสารบอกเล่าเรื่องราว ป่าในความหมายที่ผมเข้าใจและเชื่อ
ป่าไม่ใช่แหล่งที่อยู่ของสัตว์ร้าย หรือสิ่งอันตรายต่างๆ
เขี้ยวเล็บของสัตว์ป่าคือเครื่องมือในการทำงานของพวกมัน
ความมืดรวมทั้งเสียงแปลกๆ เงาวูบวาบ ไม่แปลกอะไรที่จะทำให้จินตนาการของเราไปไกล
คำถามที่ผมได้รับสะท้อนให้เห็นว่า ในรากเหง้าของสังคมไทย “ผี” ไม่เคยหายไปไหน
ในขณะเดียวกัน เมื่อเราเชื่อมั่นในชุดความรู้สมัยใหม่ เราพยายามกวาดความเชื่อเหล่านั้นให้ไปรวมอยู่ในหมวดหมู่ของความงมงาย และแทนที่ด้วยตัวเลข สถิติ หรือข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ดู “จริง” กว่า
จากการทำงานในป่า ใช้กล้องเป็นเครื่องมือพยายามทำความรู้จักป่า มีโอกาสเดินทาง ได้ทำงานกับคู่หู หลายคนที่เกือบทุกคนนับถือผีมาตลอดหลายสิบปี ทำให้ผมเห็นว่า บางทีเราอาจจะไม่จำเป็นต้องเลือกข้างระหว่างความลี้ลับกับ “ความเข้าใจในระบบนิเวศ” เพราะทั้งสองอย่างนี้อาจเป็นเพียงภาษาที่แตกต่างกันในการอธิบายความจริงชุดเดียวกัน
หากเรา “เปิดใจ” และทำความเข้าใจในเรื่องของความลี้ลับ เราจะพบว่า “เขตหวงห้าม” ที่ชาวบ้านบอกว่ามีผีเจ้าที่ หรือจุดที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำไร่ จับปลา ห้ามตัดต้นไม้บริเวณที่ได้ยินเสียงเก้งร้อง ห้ามถางป่าตรงที่ลำห้วยมาพบกัน เพราะเป็นที่สถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บริเวณนั้นมักจะเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางนิเวศวิทยาอย่างยิ่งเสมอ
ความเชื่อบอกว่าเป็นที่อยู่ของเจ้าป่าเจ้าเขา แท้จริงแล้วคือต้นน้ำธรรมชาติที่กักเก็บน้ำไว้เลี้ยงคนทั้งลุ่มน้ำ
อีกทั้งการผูกผ้าสีหรือการนับถือรุกขเทวดา คือเกราะคุ้มกันที่ทำให้ต้นไม้เหล่านั้นไม่ถูกโค่น
ผมเรียกว่านี่ก็คือ “วิทยาศาสตร์” ชาวบ้านไม่ได้ใช้คำว่า ความหลากหลายทางชีวภาพ หรือการจัดการต้นน้ำ แต่พวกเขาใช้คำว่า “ความกตัญญูต่อผีบรรพบุรุษ” และ “ความเกรงใจต่อเจ้าป่า” เป็นตัวกำหนดกติกาการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ
ผมคิดว่ากติกาเหล่านี้เข้มข้นและทรงพลังกว่ากฎหมายหลายฉบับ เพราะมันทำงานผ่านความรักและจิตสำนึก รวมทั้งความเชื่อที่ฝังรากลึก

เมื่อเรานำความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้าไปนำและจัดการพื้นที่ป่าโดยละเลยบริบทเหล่านี้ เรามักมองว่าความรู้ชาวบ้านคือความผิดพลาด หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาที่เป็นระบบ และนั่นคือปัญหา
กรณี “ไฟป่า” คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่ง ในสายตาวิทยาศาสตร์กระแสหลัก ไฟคือศัตรูที่ต้องกำจัดให้เป็นศูนย์
แต่ในภูมิปัญญาดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่กับป่ามานาน เขามีชุดความรู้เรื่อง “ไฟดี”
และ “การจัดการไฟ” เพื่อควบคุมปริมาณเชื้อเพลิงและช่วยให้เมล็ดพันธุ์บางชนิดงอกงาม
เมื่อนำความรู้เข้าไปสั่ง “ห้ามเผาเด็ดขาด” โดยไม่ฟังเสียงคนที่อยู่บนดอยอยู่ในป่า ผลอย่างหนึ่งที่ตามมาคือ การสะสมของเชื้อเพลิงจนกลายเป็นไฟรุนแรงที่ควบคุมไม่ได้ในภายหลัง
นี่คือความขัดแย้งที่เกิดจากการเอาความรู้ชุดหนึ่งไป “กดทับ” ภูมิปัญญา แทนที่จะ “เชื่อมต่อ” เข้าด้วยกัน
แน่นอนว่า มีคนจำนวนหนึ่งอาจเปลี่ยนไปแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ที่ยังยึดถือภูมิปัญญาดั้งเดิมก็ไม่ได้หายไปไหน
ว่าไปแล้ว “ความรู้” ซึ่งทำให้การปลูกพืชเชิงเดี่ยวนั้นทำลายดอยเป็นลูกๆ สร้างปัญหาและน่ากังวลกว่า
วิทยาศาสตร์บอกเราว่าไฟทำงานอย่างไร แต่ความเชื่อดั้งเดิมบอกว่า เมื่อไหร่และอย่างไรที่ควรจะปฏิบัติกับไฟอย่างเคารพ
เรามักจะคิดว่าวิทยาศาสตร์มาเพื่อพิสูจน์ว่าผีไม่มีจริง แต่คงดีกว่าถ้าไม่ใช่การพิสูจน์เรื่องการมีอยู่ของวิญญาณ แต่คือการยอมรับว่า “ความเชื่อ” คือส่วนหนึ่งของระบบนิเวศทางวัฒนธรรม
การอยู่ร่วมกันระหว่างความรู้เดิมกับวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่การทำให้ชาวบ้านเลิกนับถือผีป่าเพื่อมาอ่านกราฟความชื้นในดิน ดูจุดความร้อน
แต่คือการที่นักวิชาการต้องเข้าไปดูว่า “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” ของพวกเขานั้นมีนัยสำคัญอย่างไรทางชีวภาพ ไร่หมุนเวียนทำงานอย่างไร
และจะรักษาพื้นที่นั้นไว้ได้อย่างไรโดยให้เกียรติทั้งเจ้าของพื้นที่และหลักการทางธรรมชาติ
ทํางานอยู่ในป่าใช้กล้องเป็นเครื่องมือก็จริง แต่ผมพบว่าการจะ “เห็น” อะไรๆ อย่างแท้จริงนั้นคือตอนละสายตาจากช่องมองภาพ
ความเจริญก้าวทางเทคโนโลยีของกล้องช่วยให้ผมเห็นรายละเอียดของสัตว์ป่าอย่างที่ไม่เคยเห็น
ผมเห็นความงามทั้งในแสงที่ตกกระทบตัวพวกมัน
ในแววตาที่เต็มไปด้วยความศรัทธาของคู่หูที่ยกมือไหว้ขอโทษ ตอนเข้าห้องน้ำนั้นผมมองเห็นด้วยสายตาที่ไม่ได้มองผ่านเลนส์
ผมช่วยเขาแบ่งข้าว และอาหารใส่ใบไม้ ไหว้เจ้าป่าเจ้าเขา หลายครั้งก็ไหว้ขอเจ้าป่า เพื่อให้พบกับสัตว์ป่าตัวที่อยากพบ
ผมยิ้มแหยๆ เมื่อคู่หูต่อว่าเป็นเพราะผมนั่งทับฟืน ทำให้เจ้าโกรธ จึงส่งพายุฝนมา
บางครั้งผมไม่เข้าใจหรอกว่า อาการปวดบวมที่ขาเพราะแมงป่องต่อยหายไปได้อย่างไร เพียงแค่คู่หูท่องคาถาและใช้มีดหมอของเขาเคาะที่ขาผมสามครั้ง
ผมเชื่อว่า ป่าไม่ได้ต้องการเพียงแค่นักวิทยาศาสตร์หรือเพียงแค่คนนับถือผี
แต่ป่าต้องการความเข้าใจ และ “ความถ่อมตัว” จากคนทุกกลุ่ม เพื่อยอมรับว่าเราต่างรู้จักป่าเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น
ป่ายิ่งใหญ่ และกว้างเกินกว่าเราจะทำความรู้จักได้หมด
และผมก็เชื่อว่า มีหลายอย่างที่สัตว์ป่ารับรู้ และผมเข้าไม่ถึง
ไม่ว่าเราจะรักษาป่าเพราะกลัวผีจะลงโทษ หรือเพราะมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มากมาย ทำให้กังวลเรื่องโลกร้อน ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผืนป่าที่ยังคงอยู่เหมือนกัน ความลับของป่าคงไม่ใช่เรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ สิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ แต่มันคือการหา “จุดสมดุล” ระหว่างหัวใจที่ศรัทธากับสมองที่ใช้เหตุผล
ลบความ “ลี้ลับ” ในใจออก เปิดรับความเชื่อของผู้อื่น บางทีนี่อาจเป็นหนทางที่จะทำให้เราและป่าได้มีลมหายใจร่วมกันต่อไป
บทเรียนที่ได้รับจากเหล่าสัตว์ป่าอย่างหนึ่ง คือทำให้ผมทำความเข้าใจชีวิตอื่นๆ ได้บ้าง เพราะใช้หัวใจแทนสมอง…
