bg-single

ซากแบตอีวี ‘ท้าทาย’ อนุทิน

03.05.2026

สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน

สถานการณ์เศรษฐกิจประเทศไทย มีสื่อนอกเปรียบเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย จะฟื้นกลับมาแข็งแรงเดินได้เหมือนปกติ ต้องหมอเก่งยาดี แต่ดูไปก็คงอีกนานกว่าจะฟื้น

เพราะนาทีนี้เข้าขั้นโคม่านอนพะงาบๆ อยู่ในห้องไอซียูเพราะพิษวิกฤตสงครามสหรัฐ-อิหร่าน และวิกฤตราคาน้ำมันกระแทกซ้ำ

การค้าขายฝืดเคืองอยู่แล้วยิ่งฝืดหนักเข้าไปอีกผู้ผลิตสินค้าต้องปรับขึ้นราคาตาม สุดท้ายปลายทางคนที่ต้องแบกภาระก็คือผู้บริโภคอย่างเราๆ

สิ้นปีที่แล้วหนี้ครัวเรือนของคนไทยต่อจีดีพีแตะอยู่ในระดับ 86.7 เปอร์เซ็นต์

นั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่วิกฤต เพราะหนี้หลักๆ ที่ไปกู้มาจากสถาบันการเงินเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลไม่ได้กู้มาลงทุนทำมาหากิน แต่กู้ไปจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าสินค้า บางคนกู้เพื่อไปโปะหนี้บัตรเครดิต

เศรษฐกิจทรุด ค้าขายย่ำแย่กระทบเป็นระลอกๆ ลามเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมเมื่อไหร่ เมื่อนั้นหมอเก่งยาดีก็เอาไม่อยู่ ถ้าโรงงานลดกำลังการผลิตเพราะต้นทุนแพง ขายสินค้าไม่ได้ตามเป้า หั่นจำนวนคนงานเหลือน้อยลง การว่างงานยิ่งมากขึ้น

กระแทกซ้ำกับภาวะแห้งแล้งร้อนสุดขั้วที่มาจากซูเปอร์เอลนีโญ

ปี 2569 นี้ สัญญาณร้ายบอกให้เรารู้ว่าหนักหนาสาหัสกว่าปีก่อนๆ เป็นแน่

ส่วนสถานการณ์การเมือง รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” แข็งแกร่งจากเสียงแน่นหนา มีทั้งวุฒิสภาสายสีน้ำเงินและมือที่มองไม่เห็นเป็นกำแพงค้ำยัน แต่รัฐบาลและพวกพ้องเครือข่ายกำลังฮึกเหิมปลุกสร้าง “2 มาตรฐาน” ไล่บี้เอาผิด 44 ส.ส.พรรคก้าวไกล กรณีร่วมลงชื่อในญัตติขอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ด้วยข้ออ้างล้มล้างการปกครองละเมิดจริยธรรม

กระหน่ำด้วยมติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดส่งให้ศาลฎีกาวินิจฉัย

ขณะที่ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทำนิติกรรมอำพรางและถือหุ้นในบริษัทที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยชัดเจนให้นายศักดิ์สยามขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีเพราะพิสูจน์เส้นทางการเงินที่ผิดปกติไปแล้ว

ทั้ง 2 คดีส่อให้เห็นกระบวนการ 2 มาตรฐานสวนทาง “หลักนิติธรรม ความโปร่งใส”

หันมาพูดคุยกันถึงเรื่องของแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ด้วยมาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่” หวังลดความผันของราคาน้ำมัน เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด

มาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ที่ว่านี้ คณะรัฐมนตรีมีมติให้ธนาคารออมสิน จัดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 5,000 ล้านบาท เป็นรถยนต์และรถจักรยานไฟฟ้า สำหรับรถยนต์มี 3 ประเภท

1. รถไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% หรืออีวี (Electric Vehicle) ไม่มีเครื่องยนต์สันดาปภายใน ไม่มีไอเสีย

2. รถไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle) รถที่ใช้ทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้าผสมผสานกัน

3. รถปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) แบตเตอรี่ของรถรุ่นนี้ชาร์จจากโครงข่ายไฟฟ้า และจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน ประหยัดน้ำมันมากกว่ารถไฮบริด และรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน

รถทั้ง 3 ประเภทมีเงื่อนไขต้องเป็นรถที่ผลิตในไทย ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ ราคารถใหม่จะมีราคาถูกเพราะรัฐบาลเข้าไปอุดหนุนและจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ดอกเบี้ยราว 3.5% ในระยะแรก จัดสิ้นเชื่อสูงสุด 2 ล้านบาท

นำร่องมาตรการนี้ 10,000-20,000 คัน

มองในแง่ดีมาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่” เป็นการกระตุ้นให้อุตสาหกรรมรถยนต์ในบ้านเราที่ซบเซามานาน เกิดการตื่นตัว และการกำหนดประเภทรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการเป็นรถไฟฟ้า รถไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด จะช่วยลดควันพิษ ลดปริมาณฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เท่ากับช่วยลดภาวะโลกเดือดไปด้วยนำไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission)

รถอีวีได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ทั่วโลกมียอดขายเติบโตอย่างรวดเร็วมากทั้งจากกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และวิกฤตพลังงาน ประเมินกันว่า รถไฟฟ้าทั้งอีวี รถไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริด ที่วิ่งบนท้องถนนทั่วโลกในเวลานี้มีราวๆ 60 ล้านคัน

ในบ้านเรายอดจดทะเบียนรถอีวีเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทุบสถิติสูงสุด 42,193 คัน เทียบกับปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 240% และมาพีกอีกรอบในงานมอเตอร์โชว์ ต้นเดือนเมษายน ยอดจองรถอีวี รถไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริดพุ่งแรงเป็นประวัติการณ์เกือบ 2 เท่า เป็นผลจากราคาน้ำมันที่แพงโหดๆ

เมื่อรัฐบาล “อนุทิน” ออกแรงหนุนมาตรการรถเก่าแลกรถใหม่อย่างเต็มขั้น แน่นอนว่า ปีนี้ปริมาณรถไฟฟ้าวิ่งบนถนนทั่วเมืองไทยจะเพิ่มมากขึ้นอีกหลายหมื่นคัน

ปัญหาท้าทายที่จะตามมาในอนาคต คือการกำจัดซากแบตเตอรี่

แบตเตอรี่ของอีวีมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 8-10 ปีขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม หรือวิ่งระยะทาง 180,000-200,000 กิโลเมตร ชาร์จไฟได้ 1,500-3,000 ครั้ง และแบตฯ เสื่อมลงเฉลี่ยปีละ 1-3%

ตามข้อมูลของสมาคมเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานไทย ประเมินว่าภายในปี 12 ปีข้างหน้า ทั่วไทยจะมีซากแบตเตอรี่รถอีวีสะสมราว 800,000 ตัน และเพิ่มเป็น 2.5 ล้านตันในปี 2586

แบตเตอรี่อีวีในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นลิเทียมไอออน มีส่วนผสมของสินแร่หายาก นิกเกิล แมงกานีส โคบอลต์ ลิเทียม ไอรอน ฟอสเฟต แกรไฟต์ พอลิเมอร์ และอะลูมิเนียม ตะกั่ว

แนวโน้มในอนาคตไม่ไกลจากนี้อุตสาหกรรมรถอีวี จะหันมาใช้แบตเตอรี่โซลิด-สเตต เป็นเทคโนโลยีแบบโซลิด อิเล็กโทรไลต์ (Solid Electrolyte) ปลอดภัยกว่า ลิเทียม-ไอออน ชาร์จได้เร็วและมีความจุเพิ่มขึ้น

ถ้ารัฐบาลอนุทินไม่วางมาตรฐานระบบจัดการซากหรือรีไซเคิลแบตเตอรี่อีวีตั้งแต่วันนี้ ซากแบตเตอรี่อีวีจะกลายเป็นมลพิษย้อนกลับมาสร้างปัญหาใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศไทยอย่างแน่นอน

ทั่วโลกมุ่งเน้นการรีไซเคิลซากแบตเตอรี่อีวีที่หมดอายุใช้งาน เริ่มตั้งแต่กระบวนการเรียกเก็บ การขนส่ง คัดแยก นำซากมาคายประจุ บดแยกชิ้นส่วน และกู้คืนวัสดุนำกลับมาทำเป็นวัตถุดิบผลิตเป็นแบตเตอรี่ก้อนใหม่

กลุ่มสหภาพยุโรปหรืออียู ประกาศใช้กฎหมาย EU Battery Regulation บังคับให้แบตเตอรี่อีวีต้องมีชิ้นส่วนวัสดุรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบ ในอีก 5 ปีข้างหน้า แบตเตอรี่อีวีซึ่งขายในตลาดอียูต้องมีโคบอลต์ 16% ลิเทียม 6% นิกเกิล 6% และตะกั่ว 85%

ในภาคปฏิบัติ การรีไซเคิลซากแบตเตอรี่อีวี เป็นเรื่องยากซับซ้อนเพราะต้องเอาไปบดละเอียดก่อนนำไปเผาด้วยความร้อนสูงให้กลายเป็นกากสีดำ กระบวนการนี้มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเพราะวัสดุชิ้นส่วนหลายชนิดเป็นพิษอันตรายกับคน สัตว์ป่า และเกิดไฟไหม้ ระเบิดด้วยถ้าวางมาตรฐานไม่ดี ระบบควบคุมไร้ประสิทธิภาพ

บริษัทอัลติเลียม เป็นบริษัทรีไซเคิลในอังกฤษ นำซากแบตเตอรี่อีวี ไปบดละเอียดและแยกละลายโลหะ สินแร่ด้วยหลักการที่เรียกว่าโลหวิทยาการละลาย (Hydrometallurgy) ดึงแกรไฟต์ ลิเทียม นิกเกิล และโคบอลต์นำกลับไปผลิตเป็นแบตฯ อีวีลูกใหม่

บริษัทเรดวู้ด แมทีเรียลส์ เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างเทสล่า โตโยต้า โฟล์คสวาเกน และบีเอ็มดับเบิลยู ตั้งอยู่ในรัฐเซาท์แคโรไลนา สหรัฐ วิจัยและพัฒนากระบวนการรีไซเคิลแบตฯ อีวี เพราะเชื่อว่าเป็นทิศทางการลงทุนใหม่ที่ท้าทายแต่ให้ผลตอบแทนดีในระยะยาว

เมื่อปีที่แล้ว บริษัทแห่งหนึ่งของเยอรมนีไปลงทุนทำโรงงานรีไซเคิลแบตฯ อีวีที่สเปน ปรากฏว่า รัฐบาลสเปนสั่งหยุดการก่อสร้าง เพราะกระบวนการก่อสร้างไม่เป็นไปตามกฎระเบียบ

อย่างไรก็ตาม กระบวนการรีไซเคิลซากแบตฯ อีวียังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าการขุดแร่หายากเพื่อนำมาทำแบตเตอรี่ก้อนใหม่ถึง 4 เท่าตัว

การรีไซเคิลซากแบตฯ อีวียังช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่ สร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีรีไซเคิลและโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมแบตฯ อีวี นำไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและความยั่งยืนของระบบนิเวศ

ไหนๆ นายกฯ อนุทินควักเงินซื้ออีวีรุ่นใหม่มาขับโชว์ให้ชาวบ้านร้องฮือฮามาแล้ว ก็อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไป รีบเร่งลงมือทำโปรเจ็กต์ “รีไซเคิล” แบตฯ อีวีให้เห็นเป็นรูปธรรมโดยเร็ว



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
คุยกับทูต | ฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ 170 ปีแห่งมิตรภาพไทย-ฝรั่งเศส เมื่อภารกิจสิ้นสุด แต่มิตรภาพยังคงอยู่
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
IN THE HAND OF DANTE | ‘ต้นฉบับวรรณกรรมชิ้นเอก’
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย