bg-single

ทำไมกษัตริย์ไทยในอดีตจึงเป็นเกย์ไม่ได้ (ต่อให้จริงก็เถอะ)

28.04.2026


โดย ธงชัย วินิจจะกูล


มิได้หมายความว่าถ้าเป็นเกย์ก็จะไม่มีทางได้เป็นกษัตริย์ เพราะตามข้อเท็จจริงนั้น มีกษัตริย์หลายพระองค์เป็นเกย์ แถมบางพระองค์ได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศประเสริฐศรีใน
หลายด้าน จนเล่าขานในแบบเรียนกันมาหลายชั่วคนแล้วอีกด้วย

กระนั้นก็ตาม จะไม่มีทางประกาศเปิดเผยหรือยอมรับอย่างเป็นทางการ

เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมสองอย่างพร้อมๆ กันคือ หนึ่ง “วัฒนธรรมประวัติศาสตร์” ของไทยว่าด้วยคุณสมบัติของพระมหากษัตริย์
และสอง “วัฒนธรรมรูปลักษณ์ที่เป็นทางการ”


ข้อแรก “วัฒนธรรมประวัติศาสตร์” ของไทย


หมายถึงปทัสถาน (norm) ว่าจะพูดถึงกษัตริย์ไทยที่ยิ่งใหญ่ในอดีตอย่างไรได้ อย่างไรไม่ได้ เช่น จะต้องไม่ระบุว่าพระองค์เป็นเกย์ เพราะความเป็นเป็นเกย์ถือเป็นสิ่งไม่เหมาะสมกับความเป็นกษัตริย์

เรารู้กันดีว่า กษัตริย์ไทยทั้งที่ยิ่งใหญ่และไม่ยิ่งใหญ่มีสตรีหลายคน

ความจริงข้อนี้ไม่เป็นไร ไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยนแอบพูด ไม่ต้องทำเป็นมองไม่เห็น ส่วนใหญ่ประกาศเปิดเผยเลยเสียด้วยซ้ำว่ามีสตรีกี่สิบคน บันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารและเอกสารทางการสารพัดด้วย

แถมมีข้อแก้ให้กับกษัตริย์ชายแท้หลายสตรีไว้เสร็จสรรพ ว่าเป็นการทูตและการเมืองสมัยโบราณ

ขุนนางใหญ่ในราชสำนักก็มักนิยมถวายลูกสาว ส่วนกษัตริย์ประเทศราชหรือต่างบ้านเมืองก็มักให้ลูกสาวมาผูกดองเพื่อเป็นการสร้างพันธมิตรระหว่างสองรัฐ หรือไม่ก็ถูกยึดลูกสาวไว้เป็นตัวประกัน

แม้กระทั่งคราวปฏิรูปกฎหมายให้เป็นสมัยใหม่ ราชสำนักยังขอสงวนไว้ว่ามิให้ห้ามธรรมเนียมผู้ชายหลายสตรี

แต่กษัตริย์หลายสตรีเป็นคนละเรื่องกันลิบลับกับการเป็นเกย์

แม้ว่าในเอกสารประวัติศาสตร์อาจมีการแย้มพรายให้รู้กันเป็นนัยว่าพระองค์ใดเป็นเกย์ แต่ไม่ได้เปิดเผยชัดเจน กษัตริย์ที่อาจมีพฤติกรรมทางเพศซึ่งสังคมในยุคสมัยนั้นๆ ถือว่าผิดปกติ (เช่น ใคร่เด็ก ฯลฯ) ก็ไม่มีเอกสารทางการพูดถึง เราไม่รู้เลยว่าเคยมีกษัตริย์ที่มีพฤติกรรมเหล่านั้นจริงๆ ตามประสามนุษย์ทั่วไป หรือไม่เคยมีเลย

คงทำนองเดียวกับวัฒนธรรมทางเพศที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมโดยทั่วไป ซึ่งบางครั้งก็รู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองก็ไม่เป็นไร แต่อย่าพูดออกมาดังๆ ในที่สาธารณะก็แล้วกัน ทั้งนายกรัฐมนตรี ผบ.ทบ. และคนใหญ่โตอีกมากมาย

หมายความว่ามิได้ห้าม หรือถึงจะห้ามก็คงจะยาก แต่ต้องเข้มงวดว่าอะไรพูดได้หรือไม่ได้แค่นั้นเอง

“วัฒนธรรมประวัติศาสตร์” ของไทยจึงหมายถึงปทัสถาน (norm) ว่าจะพูดถึงกษัตริย์ไทยที่ยิ่งใหญ่ในอดีตได้และไม่ได้อย่างไรบ้าง ไม่ว่าความจริงในอดีตจะเป็นอย่างไรก็ช่าง

มาถึงตรงนี้ เราคงนึกไปถึงนิทานฝรั่งเรื่องหนึ่ง ซึ่งแม้พระราชาจะไม่ใส่เสื้อผ้าออกมาเดินถนน แต่ห้ามผู้คนพูดความจริงออกมาตรงๆ ว่าพระราชาล่อนจ้อน โป๊ไม่ใส่เสื้อผ้า แถมกลับต้องยกย่องสรรเสริญกันเข้าไปว่า ฉลองพระองค์งดงามเป็นสง่าที่สุดในโลก ฉลองพระองค์สวยที่สุดในโลก พระราชาทรงสง่างามเหลือเกิน

ความจริงเป็นอย่างไร ไม่สำคัญเท่ากับความจริงนั้นเปิดเผยได้หรือไม่ และความเท็จเป็นปทัสถาน (norm) หรือไม่

ข้อสอง “วัฒนธรรมรูปลักษณ์ที่เป็นทางการ”


เรามักเรียกกันทั่วๆ ไปว่า “ภาพลักษณ์” หรือ “หน้า” ทั้งสองคำก็ไม่ผิดเสียทีเดียว เพียงแต่ทั้งสองคำชวนให้เรานึกไปถึงแค่การสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดี เป็นเรื่องเปลือกนอกปลอมๆ

ทว่า “วัฒนธรรมรูปลักษณ์ที่เป็นทางการ” เป็นเรื่องสำคัญและจริงจังคอขาดบาดตายกว่าการสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดี ประหน้าทาแป้ง หรือแต่งองค์ทรงเครื่องให้ดูดีแค่เปลือกนอกมากนัก

เพราะถือว่ารูปลักษณ์ทางการนั้นเป็นความจริงแท้ ส่วนความเป็นจริงที่ประสบพบเห็นได้ทุกวี่วันเป็น “ความเป็นจริงชั่วครั้งคราว” เท่านั้น

การกล่าวหาว่า สตง.ทุจริต เป็นไปได้ยังไง!

การกล่าวหาว่า กกต.โกงเลือกตั้ง โอ๊ย! เป็นไปไม่ได้เลย

กองทัพคอร์รัปชั่น? ยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่

เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเพียงแค่การรักษาภาพลักษณ์ให้ดูดี แต่เป็นเรื่องของวัฒนธรรมพุทธเถรวาทแบบไทยที่ถือว่ารูปลักษณ์ที่เป็นทางการย่อมสะท้อนถึงสารัตถะและตัวตนที่แท้จริงด้วย ไม่ใช่แค่เปลือก ไม่ใช่แค่การปรุงแต่ง

สตง.ไม่บกพร่องทุจริต กกต.ไม่เคยโกงเลือกตั้ง และกองทัพไม่มีคอร์รัปชั่น เหล่านี้คือความจริงแท้

ความจริงแท้เหล่านี้อาจจะขัดแย้งกับ “ความเป็นจริงชั่วครั้งคราว” ซึ่งยังมีการทุจริตใน สตง.ได้ กกต.ก็ยังพลาดได้ และยังไงๆ คอร์รัปชั่นก็ยังมีอยู่ในกองทัพ

ความเป็นจริงชั่วครั้งคราวมิได้สะท้อนความจริงแท้ของ กกต. ซึ่งไม่เคยมีเจตนาจะโกงเลย ชนะได้รางวัลสุจริตโปร่งใสมีคุณธรรมทุกปี

กองทัพก็ไม่ต่างกัน อาจมีการคอร์รัปชั่นเป็นกรณีๆ ไป เพราะคนยังดีไม่พอ แต่กองทัพมีเจตนาแน่วแน่ที่จะบรรลุความจริงแท้ที่ไม่เคยคอร์รัปชั่น

ความเป็นจริงชั่วครั้งคราวเป็นภาวะไม่แท้จริง เพราะยังต้องการเวลาพัฒนาไปจนกว่าจะบรรลุถึงความจริงแท้ จึงเป็นความผิดปกติชั่วคราว ออกหากหรือผิดเพี้ยนจากความจริงแท้เป็นรายๆ เป็นกรณีๆ เป็นครั้งคราว เพราะไม่ว่าองค์กรใดก็ยังต้องพัฒนาอีกมาก ยังไงๆ คนก็ยังดีไม่พอ

เปรียบได้กับบุคคลย่อมมีศักยภาพที่จะบรรลุธรรมได้ด้วยกันทั้งนั้น แต่เรายังมีกิเลสหนาหรือทำบุญยังไม่พอ บุคคลจึงยังต้องยกระดับพัฒนากันต่อไป

แต่ระหว่างที่ยังไม่จะบรรลุธรรมนั้น ควรตระหนักถึงความจริงแท้ว่าคนคนนั้นเข้าวัดเป็นประจำ สวดมนต์ทำสมาธิทุกวันพระ อ้างถึงพระธรรมคำสอนเสมอๆ แม้ว่าจะยามไม่เข้าวัดมักขู่อาฆาตสาปแช่งให้คนที่เห็นต่างทางการเมืองตายโหงตายห่าก็ตาม

รัฐไทยและทุกองค์กรของทางราชการล้วนเข้าใจความจริงแท้ที่เป็นธรรมะเช่นนั้น กำลังพยายามกำจัดกิเลสไปทีละขั้นๆ ยามใดที่เราพูดถึงองค์กรหรือผู้ยิ่งใหญ่ เราจึงควรระบุถึงรูปลักษณ์ที่เป็นทางการซึ่งเป็นความจริงแท้

กษัตริย์ไทยที่ยิ่งใหญ่ในอดีตจึงไม่เป็นเกย์ ไม่ว่าความเป็นจริงในอดีตจะเป็นอย่างไรก็ช่าง เพราะย่อมเป็นภาวะชั่วคราวแค่นั้น ความจริงแท้ไม่ใช่เพียง “ภาพลักษณ์” ซึ่งหมายถึงการปรุงแต่งรูปโฉมภายนอกหรือแค่เปลือกแต่อย่างใด แต่เป็นคุณลักษณะที่แท้จริง…จริงๆ แท้ๆ

แทนที่เราจะติดอยู่กับความเข้าใจเรื่องเปลือกกับเนื้อแท้ ภาพลักษณ์หน้าตากับความเป็นจริง หน้าไหว้หรือหลังหลอก เราควรเข้าใจเสียใหม่ว่าเป็นเรื่องของความจริงสองระดับ คือความจริงแท้ กับความเป็นจริงชั่วครั้งคราว


สิ่งที่มักเรียกกันว่า “ภาพลักษณ์” จึงเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับรัฐไทยต่อประชาคมนานาชาติ

เช่น ต้องการจะเป็นประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ รณรงค์กันขนานใหญ่ เสียทรัพยากรและเวลาไปมากมาย ทั้งๆ ที่ในประเทศยังมีนักโทษการเมืองจำนวนมาก ยังใช้ ม.112 พร่ำเพรื่อ ยังจำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็น ยังมีการทำร้ายผู้คนและทำให้สูญหาย ยังใช้รถและอาวุธของราชการไปเล่นงานประชาชน ฯลฯ

ต้องยืนยันหัวชนฝาว่า กฎหมายเราเพียบพร้อม เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างสมบูรณ์ แถมเอาจริงเอาจังกับการปราบคอร์รัปชั่นอย่างสุดๆ

ส่วนข้อบกพร่องทั้งหลายก็เป็นเพียงความจริงชั่วครั้งคราว เพราะคนเรายังมีกิเลสอยู่ ไม่มีใครสมบูรณ์เพียบพร้อม

รัฐสยามเป็นอย่างนี้มานานมากแล้ว ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ต้องประกาศตัวว่าศิวิไลซ์ เป็นกรณียกิจคอขาดบาดตาย ไม่ใช่แค่เรื่องของภาพลักษณ์หน้าตา

แต่ต่อคนไทยในสังคมไทยนั้น “วัฒนธรรมรูปลักษณ์ที่เป็นทางการ” ดำเนินไปสองอย่างสองระดับพร้อมๆ กัน

ด้านหนึ่งต้องพูดถึงยืนยันซ้ำแล้วซ้ำอีกถึงความจริงแท้ ไม่ใช่พูดถึงความเป็นจริงชั่วครั้งคราว

แต่อีกด้านหนึ่ง รัฐมีหน้าที่ต้องใช้อำนาจควบคุมประชาชนให้อยู่ในครรลองคลองธรรม เพราะราษฎรยังกิเลสหนา ยังไม่ดีพอ แม้อาจต้องจัดการอย่างเด็ดขาดก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องกระทำ

จึงจำเป็นต้องทำรัฐประหารเป็นครั้งคราว จนกว่าจะบรรลุประชาธิปไตยสมบูรณ์

จึงยังต้องอาศัยการใช้กฎหมายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มาช่วยกำจัดคนเลวที่ยังไม่ดีพร้อม หรือขจัดภัยคุกคามที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยตามกฎหมายและความมั่นคงของรัฐ

รัฐจำต้องเบี่ยงเบนจากความจริงแท้ที่ควรจะเป็น ก็เพราะราษฎรไทยเองด้อยพัฒนาหรือยังไม่สุจริตพอ

เช่นนี้แล้ว การใช้ ม.112 เล่นงานคนที่พูดถึงความเป็นจริงชั่วคราวของกษัตริย์ จึงไม่ใช่การปฏิเสธความเป็นจริงชั่วคราวนั้นว่าไม่จริง เพียงแต่จะยอมให้พูดกันอย่างเปิดเผยราวกับเป็นคุณลักษณะที่เป็นทางการไม่ได้

ม.112 จึงไม่เกี่ยวอะไรเลยกับการพิสูจน์ความจริง ด้วยเหตุนี้เอง อานนท์ นำภา จะเรียกหลักฐานมาพิสูจน์ความจริงสักเท่าไรก็คงป่วยการ เพราะ ม.112 มีไว้เพื่อกำหนดให้ผู้คนรู้ว่ารูปสักษณ์ที่เป็นทางการเป็นอย่างไร อะไรพูดได้ อะไรพูดไม่ได้ แค่นั้นเอง จึงไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าคำพูดเช่นนั้นเป็นความเป็นจริงหรือไม่


วัฒนธรรมรูปลักษณ์ที่เป็นทางการจึงเป็นปัจจัยสำคัญมากที่กำหนด “เงื่อนไขของความรู้ประวัติศาสตร์” (conditions of historical knowledge) ในสังคมหนึ่งๆ ณ ยุคสมัยหนึ่งๆ ว่าอะไรรู้ได้หรือไม่ได้

ล่าสุดเลยเถิดไปถึงการควบคุมจินตนาการต่ออดีตอีกด้วย

ปัจจัยนี้จะเป็นอุปสรรคทำให้คนไทยไม่มีทางผลิตวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจได้เลย เพราะวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ของไทยไม่อนุญาตให้จินตนาการเลยพ้นไปจากคุณลักษณะที่เป็นทางการ จึงไม่มีพื้นที่สำหรับงานสร้างสรรค์ที่ “เล่น” กับประวัติศาสตร์ได้

กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ในอดีตเป็นเกย์หรือไม่เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ในวัฒนธรรมดัดจริตจะยอมรับอย่างเปิดเผยว่ากษัตริย์เป็นเกย์ไม่ได้

กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ในอดีตจะเป็นเกย์หรือไม่ จึงไม่สำคัญเท่ากับการสนองรสนิยมดัดจริตและระบบคุณค่าดัดจริตของคนปัจจุบัน ที่พยายามกำหนดว่ากษัตริยภาพควรมีคุณลักษณะอย่างไร

ไม่รู้ว่าเมื่อไรกษัตริย์เหล่านั้นจึงจะได้รับการยอมรับอย่างที่ท่านเป็นจริงๆ เหมือนอย่างที่คนคนหนึ่งสมควรได้รับ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ดันดาดัน 2 : ถึงแม่จะเป็นผี แต่แม่ก็อยากจะมีอยู่จริง
ความทรงจำ
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (2)
3 ทศวรรษ ‘Love Letter’ จาก ‘จดหมายรัก’ ระหว่าง ‘คนแปลกหน้า’ สู่ ‘โซเชียลมีเดีย’ และ ‘ธาตุแท้ของมนุษย์’
การละเล่นเพลงประชาชน
‘หัวใจ กับ เครื่องมือ’
ขมคอ สตอรี่ (1)
สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | รัฐธรรมนูญ กับ ฮั้วส.ว. การเมือง ละเอียดอ่อน
การ์ตูน จุก ชายคา
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล