โดย ธงชัย วินิจจะกูล
ผมดูซีรีส์ทีวีเรื่อง “หงสาวดี” 2-3 ตอนแรก ขอชมเชยความกล้าหาญของซีรีส์เรื่องนี้สักหน่อย ไม่ใช่ในแง่ออกนอกขนบ หรือวิพากษ์วิจารณ์ หรือขัดแย้งกับประวัติศาสตร์กระแสหลักสักเท่าไรนัก
แต่ขอชมที่กล้าจินตนาการเลยออกไปจากหลักฐานประวัติศาสตร์ในประเด็นที่ว่าพระนเรศกับมังจีชวา (หรือพระมหาอุปราช) เป็นมิตรที่ผูกพันกันอย่างมาก แถมบุคลิกของมังจีชวาดูจะเป็นผู้ใหญ่กว่า ไม่มุทะลุ น่าเคารพนับถือยิ่งกว่าพระนเรศด้วยซ้ำ
ทั้งๆ ที่ในทัศนะของประวัติศาสตร์ที่เป็นทางการนั้น การดวลช้างชนกันระหว่างทั้งสองในเวลาต่อมาเป็นจุดไคลแมกซ์ของความเป็นอริระหว่าง “พม่ากับไทย” ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของไทย
จนเหตุการณ์นั้นถือเป็นฉากสำคัญของลัทธิชาตินิยมไทย
ผู้ชมในสังคมไทยมักคาดหวังว่าวรรณกรรมและภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ไม่ควรผิดจากความจริงในประวัติศาสตร์ อย่างน้อยก็ไม่ควรผิดอย่างโต้งๆ จังๆ
ความคาดหวังนี้มาจากความเข้าใจว่าความรู้ประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องนั้นลงตัวแล้ว
คำว่า “ถูกต้อง” หมายถึง เป็นไปตามประวัติศาสตร์ทางการในกรอบอุดมการณ์ราชาชาตินิยมที่เน้นความเสียสละของบรรพบุรุษและความสามัคคีของคนไทย
โดยในระยะหลังมานี้มีการปรับเปลี่ยนยอมรับด้านมืดมากขึ้น ที่สำคัญคือความขัดแย้งโค่นล้มกันในราชสำนักที่ไม่ใช่กรุงรัตนโกสินทร์
ความคาดหวังดังกล่าวบางครั้งลงไปถึงรายละเอียดในจุดสำคัญ หากพลาดก็อาจจะถูกหาว่าบิดเบือนประวัติศาสตร์ได้
ถ้าหากจะยอมให้ศิลปินใช้จินตนาการเลยพ้นจากหลักฐาน ก็เฉพาะเรื่องซึ่งไม่ขัดกับความรู้ประวัติศาสตร์ตามขนบและแบบฉบับ เช่น เรื่องรักโรแมนติกระหว่างตัวเอก
ผู้สร้าง “หงสาวดี” จึงต้องออกหน้ามาบอกต่อสาธารณชนว่า เขาได้ค้นคว้ามาอย่างหนักจากพระราชพงศาวดารทั้งของไทยและพม่าหลายเล่ม (ทั้งๆ ที่การอวดเอกสารอ้างอิงมากแค่ไหนก็ยังไม่เท่ากับความถูกต้องเสมอไป ไม่ว่าสำหรับภาพยนตร์หรือวิทยานิพนธ์)
(อันที่จริงผมไม่ทราบว่าผู้ทำภาพยนตร์ตระหนักหรือไม่ว่าพงศาวดารสารพัดฉบับเหล่านั้นก็ไม่ใช่เชื่อถือได้เต็มที่ แถมอันที่จริงมีความแตกต่างกันในแง่บริบทของการเขียนและขนบของงานประพันธ์ก็ต่างกัน เช่น ระหว่างพงศาวดารทั้งหลายกับงานที่รวบรวมเรื่องราวตามคำบอกเล่าที่ส่งต่อกันมา ซึ่งโดยมากตกทอดมาเป็นงานสายวัด เช่น คำให้การชาวกรุงเก่าและแหล่งข้อมูลของพงศาวดารสำนวนวัน วลิต เป็นต้น)
ผมมีความเห็นตรงข้ามกับความคาดหวังต่อวรรณกรรมและภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ดังกล่าว
ผมคาดหวังให้งานศิลปะ วรรณกรรม และภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ กล้าทำในสิ่งที่เลยพ้นหลักฐานประวัติศาสตร์และเลยออกไปจากประวัติศาสตร์ที่เป็นทางการ
ในความเห็นของผม วรรณกรรมและภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ “อิง” หรือเกี่ยวพันกับความรู้อดีตได้ 3 แบบ หรือ 3 ระดับ
ระดับที่หนึ่ง อาศัยประวัติศาสตร์เป็นแค่ฉากหลัง หรือภูมิหลัง เส้นเรื่องหลัก เช่น ความรักโรมานซ์ ความขัดแย้งแย่งชิง แก่งแย่งแข่งขัน ฯลฯ ไม่เกี่ยวพันกับความเป็นไปของเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สักเท่าไร
เรื่องทำนองนั้นสามารถเปลี่ยนฉากหลังได้ ไม่ว่าจะเป็นยุคโรมัน อังกฤษสมัยสงคราม อเมริกายุคอาณานิคม สุโขทัย อยุธยา ล้านนา หรือล้านช้างก็ได้ทั้งนั้น ไม่กระทบกับเส้นเรื่องหลักๆ แต่อย่างใด มีผลกระทบเพียงเครื่องแต่งกาย ท่าทาง ฉากบ้านเมือง ฯลฯ
ระดับที่สอง สาระสำคัญและเส้นเรื่องหลักเกี่ยวข้องกับความเป็นไปในประวัติศาสตร์ด้วย เช่น ความเป็นไปของสงครามที่แวดล้อมชีวิตของตัวละคร ยิ่งเกี่ยวพันมาก “อิง” ประวัติศาสตร์มากเท่าไร ก็ยิ่งต้องศึกษาความรู้ประวัติศาสตร์มาเป็นองค์ประกอบสำคัญของผลงานนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ระดับที่สาม เส้นเรื่องสำคัญของวรรณกรรม หรือภาพยนตร์นั้น อาศัยความรู้ความเข้าใจประวัติศาสตร์เป็นฐานสำหรับการคิดจินตนาการ แล้วเน้นประเด็นที่ต่อยอดเลยพ้นไปจากความรู้ประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ สร้างคำอธิบายที่ “น่าจะเป็น” ซึ่งความรู้ประวัติศาสตร์ยังไม่ได้อธิบายและอาจจะทำไม่ได้อีกด้วย
ผมไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ประวัติศาสตร์ทางเลือก ประวัติศาสตร์นอกกรอบนอกขนบ ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์ หรือสวนทางขัดแย้งกับประวัติศาสตร์ทางการเสมอไป
แต่ผมคิดว่าสิ่งที่น่าสนใจกว่าที่เราน่าจะได้จากงานศิลปะ วรรณกรรม และภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ก็คือ จินตนาการต่อยอดจากปัญหาที่นักประวัติศาสตร์ไม่สามารถทำได้เนื่องจากถูกจำกัดด้วยหลักฐานประวัติศาสตร์ มีไม่พอ หรือไม่เอื้ออำนวยให้อธิบายเช่นนั้นได้
ในเมื่อการศึกษาประวัติศาสตร์มีขีดจำกัดโดยหลักฐานว่าจะตีความและอธิบายได้แค่ไหน นักประวัติศาสตร์พูดไม่ออกอธิบายไม่ได้หากไม่มีหลักฐาน คำถามทางประวัติศาสตร์จำนวนมากจึงค้างคา
งานศิลปะ วรรณกรรม และภาพยนตร์กลับไม่ถูกจำกัดเช่นนั้น ตรงนี้แหละที่น่าจะเป็นบทบาทของศิลปะ วรรณกรรม และภาพยนตร์
หมายความว่า งานสร้างสรรค์ด้วยจินตนาการควรจะต้องศึกษาประวัติศาสตร์ให้เข้าใจพอสมควร
แต่อย่าให้ความรู้ประวัติศาสตร์เป็นกรอบจำกัดจินตนาการ กลับพยายามข้ามให้พ้น หรือกล้าทำในสิ่งที่นักประวัติศาสตร์ไม่สามารถจะทำได้
ตรงนี้แหละที่จะเป็นงานท้าทายมาก แต่หากทำสำเร็จจะน่าทึ่งและเป็นคุณต่อความรู้ประวัติศาสตร์อีกด้วย
เพราะต้องใช้จินตนาการช่วยคิดไปถึงความน่าจะเป็น หรือเป็นไปได้ในอดีตอย่างสมเหตุสมผล โดยไม่ต้องกลัวว่ามีหลักฐานสนับสนุนหรือไม่ และต้องไม่อวดอ้างว่านี่คือความจริงแต่อย่างใด
ตัวอย่างเช่น ความสัมพันธ์กับจอมพล ป. กับปรีดี พนมยงค์ หลัง 2490 ยังเป็นปริศนาที่เข้าใจยาก ถึงแม้จะมีหลักฐานบ้างก็ตามก็ยังไม่เพียงพอที่จะตอบคำถามนี้ได้ชัด (ภาพยนตร์อย่าง “Frienemies” ของคุณเอก ภาสกร ประมูลวงศ์ พยายามตอบคำถามนี้)
นอกเหนือจากกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 และการประหารพระเจ้าตากแล้ว ยังมีปริศนาในประวัติศาสตร์อีกมากซึ่งรอวรรณกรรมและภาพยนตร์ ช่วยกันทำในสิ่งที่นักประวัติศาสตร์ไม่มีความสามารถทำได้
วรรณกรรมและเรื่องเล่าที่ดูเหมือนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จำนวนไม่น้อย ไม่สนใจใช้ความรู้ประวัติศาสตร์เป็นฐานสำหรับการจินตนาการต่อยอดแต่อย่างใดเลย มักใช้จินตนาการถึงอดีตและแต่งเรื่องตามใจชอบ
เช่น จินตนาการ (เดา) ว่ามีคนมาช่วยแลกตัวพระเจ้าตากออกจากพระนครไปก่อนการประหาร พระเจ้าตากตัวจริงจึงไปโผล่ที่เมืองนครฯ หรือเดาว่าการประหารไม่ใช่เรื่องจริง แต่เป็นเพียงการรู้เห็นเป็นใจกับมิตรเก่าเพื่อช่วยปลดหนี้สิน หรือหนี้บุญคุณที่มีกับปักกิ่ง เป็นต้น
ในกรณีเช่นนี้จะถือว่าเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์หรือไม่ คงแล้วแต่เราท่านจะวินิจฉัยกันไปตามรสนิยม
อันที่จริง ไม่มีความจำเป็นต้องอ้างเลยว่าเป็นงาน “อิง” ประวัติศาสตร์ เพราะเรื่องแต่ง นิยาย แฟนตาซี ล้วนเป็นผลงานจากจินตนาการ ซึ่งมีคุณภาพสูงมากหรือน้อย และน่าเคารพยกย่องได้ ไม่ต่างไปจากงานอิงประวัติศาสตร์แต่อย่างใด
ระหว่างชม “หงสาวดี” ผมยังมีข้อสงสัยเกิดขึ้นอีกมากมาย เช่น
เราเคยสงสัยกันหรือไม่ว่า ทำไมเราจึงเกิดความคาดหวังเช่นนั้นกับละครประวัติศาสตร์ สังคมอื่นมีความคาดหวังเช่นนั้นเหมือนๆ กันหรือไม่
ทำไมสังคมไทยจึงคาดหวังในระดับที่สองถึงขนาดที่กองทัพลงทุนให้จัดสร้างละครเรื่อง “พระนเรศวรมหาราช” เมื่อไม่กี่ปีก่อน
ทำไมหน่วยงานความมั่นคงจึงต้องลงทุนผลิตแอนิเมชั่นเรื่อง 2475 เพื่อตอบโต้กับความรู้ทางวิชาการที่แพร่หลายในขบวนการเยาวชน 2563
ในขณะที่ “หงสาวดี” ต้องพยายามอ้างว่าค้นคว้าอย่างมาก ใช้พงศาวดารตั้งหลายเล่มมาเพื่อยืนยันความถูกต้องของตน ความเชื่อเรื่องพระสุพรรณกัลยากลับมีหลักฐานมีน้อยนิด แต่กลับกลายเป็นความรู้ที่ผู้คนเชื่อกันว่าเป็นความจริงไปแล้ว จนเกิดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและวัตถุที่ระลึกสารพัดขึ้นมาเพื่อให้คนบริโภคกันได้แล้ว
(หรือกลับกัน คืออุตสาหกรรมเป็นเหตุให้ผู้คนต้องเชื่อว่าพระสุพรรณกัลยาเป็นเรื่องจริง)
ผู้ชมคนไทยยังมักจับผิดจับถูกเอากับภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์โดยถือเอาตามที่ตัวเองเข้าใจว่าจริง ทั้งๆ ที่มีไม่กี่คนที่กล้าบอกว่าตนชอบวิชาประวัติศาสตร์ หรือสนใจจริงจัง
แถมคนที่ไม่ใส่ใจเรียนรู้ประวัติศาสตร์นี่แหละที่มักอ้างถึงความรู้ประวัติศาสตร์กันนักในยามรบกับกัมพูชา!
ปรากฏการณ์เหล่านี้เกี่ยวข้องกับ “วัฒนธรรมประวัติศาสตร์” ของสังคมไทยว่า เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในแบบไหน เชื่อมากหรือน้อยขนาดไหน เชื่อแบบงมงายถือว่าประวัติศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์แตะต้องไม่ได้ หรือแบบฟังหูไว้หู หรือแบบระแวงสงสัย รู้จักวิพากษ์วิจารณ์ หรือใช้วิจารณญาณด้วยหรือไม่ เป็นต้น
ผู้คนคิดว่าประวัติศาสตร์ต้องมีเพียงคำอธิบายเดียว มีความถูกต้องแน่แท้เพียงหนึ่งเดียว หรือคิดว่ามีได้หลายสำนวน โต้แย้งกันได้ไม่รู้จบ เป็นต้น
ผู้คนถือว่าความรู้ประวัติศาสตร์สำคัญต่อสังคมหรือไม่ สำคัญแบบไหน เช่น ถือว่าประวัติศาสตร์เป็นเสมือนทรัพย์สมบัติที่น่าหวงแหนล้ำค่าที่ต้องรักษาไว้อย่าให้ใครลบหลู่ มีไว้เชิดชูบูชา
หรือว่าเป็นที่มาของบทเรียนแบบสูตรสำเร็จ หรือว่าเป็นคลังของบทเรียนซึ่งเป็นความรู้ที่เรียนรู้ได้ไม่มีวันจบ
หรือถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สะท้อนและช่วยสร้างวุฒิภาวะของสังคมนั้นๆ เป็นต้น
ในสังคมหนึ่งๆ ณ ยุคสมัยหนึ่งๆ มีปัจจัยหลายอย่างที่เป็นเงื่อนไขให้เราเชื่อว่าความรู้หนึ่งๆ เป็นความจริงหรือน่าเชื่อถือหรือไม่ กรุณาอย่าทึกทักหรือสรุปง่ายๆ ว่าอำนาจรัฐเท่านั้นที่เป็นปัจจัยที่อนุญาตหรือกำหนดให้รู้อะไรและห้ามรู้อะไร
ปัจจัยสำคัญอื่น ๆ ก็มี เช่น การผลิตซ้ำและแพร่กระจายโดยสังคมเอง อุดมการณ์ความเป็นไทย เป็นต้น
ท่าทีต่อความรู้ประวัติศาสตร์ทั้งหลายที่กล่าวมานั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณของข้อมูล และไม่ได้ขึ้นอยู่กับความถูกต้องพิสูจน์ได้ของข้อมูลความรู้นั้นสักเท่าไร แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “วัฒนธรรมประวัติศาสตร์” ในสังคมหนึ่งๆ
เกี่ยวกับ “วัฒนธรรมประวัติศาสตร์” ขออนุญาตยกไปว่ากันเป็นบทความต่างหากในโอกาสอื่น
