bg-single

ห้องสมุดเขา ห้องสมุดเรา ห้องสมุดใคร : วัฒนธรรมการอ่าน ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ

25.04.2026

คอลัมน์ CityZense
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

สมัยก่อนหากใครชวนเข้าห้องสมุด เราจะมีภาพในหัวชวนน่าเบื่ออยู่แบบหนึ่ง

ภาพของพื้นที่ชวนอึดอัด แห้งแล้ง เข้มงวด จับจ้องและจับผิด เป็นภาพแรกๆ ที่โผล่ขึ้นมาในหัว

สมัยที่ผู้เขียนเรียนปริญญาตรี เสียงอันเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ห้องสมุดซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่มีโทนเสียงที่เปี่ยมอำนาจหนักแน่น จะถูกเปิดขึ้นทุกครั้งที่มีเสียงนักศึกษาคุกคามความเงียบสงบอันเป็นนิรันดร์ในห้องสมุด

เสียงนั้นคืออาญาสิทธิ์เพื่อกำราบให้ห้องสมุดกลับมาเป็นห้องสมุดอีกครั้ง

โลกมันเปลี่ยนไปมากแค่ไหนไม่รู้ แต่ทุกวันนี้หลายห้องสมุดกลายเป็นพื้นที่อีกแบบไปแล้ว

ช่วงก่อนผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมห้องสมุดหลายแห่งในกรุงเทพฯ ก็พลันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้

ขอยกตัวอย่างห้องสมุดที่น่ารักแห่งหนึ่ง นั่นคือ หอสมุดปรีดี พนมยงค์ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผู้เขียนเคยใช้บริการมาตั้งแต่สมัยห้องสมุดใต้ดินริมน้ำเจ้าพระยานี้ยังเปิดใหม่ๆ

ในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้นำชมตามจุดต่างๆ ข้อสังเกตก็คือ มีอยู่โซนหนึ่งที่ถูกวางไว้เป็น learning space เปิดโอกาสเต็มที่ให้ผู้ใช้งานที่ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาเข้าไปทำงาน ค้นคว้า อ่านหนังสือ ประชุมซึ่งเป็นเรื่องที่พบเห็นกันทั่วไป

แต่ที่หนักข้อคือ การกลายเป็นพื้นที่พักผ่อนโดยสมบูรณ์ที่มีอุปกรณ์เพื่อการบันเทิงและผ่อนคลายให้อย่างพร้อมพรัก

ทั้งเก้าอี้แสนสบาย เตรียมที่นอนและเตียงสองชั้น รวมถึงเก้าอี้นวดหยอดเหรียญไว้ให้บริการ

พื้นที่เช่นนี้ล้วนเป็นสิ่งที่คนยุคก่อนคิดไม่ถึงแน่


จุดเปลี่ยนสำคัญของพื้นที่การเรียนรู้ในนามห้องสมุดคงต้องให้เครดิตกับ TK Park ที่เป็นหนึ่งในแหล่งการเรียนรู้ที่มาจากนโยบายชุดใหญ่ที่มีทั้งมิวเซียมสยาม และ TCDC อยู่ในร่มใหญ่ที่เรียกว่า OKMD TK Park เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2548 มันได้เปลี่ยนภาพของห้องสมุดแบบราชการ มาเป็นห้องสมุดที่เชื้อเชิญผู้อ่านให้เข้าอ่านและเล่นอย่างสนุกสนาน

ภาพสีสันอันสดใสของห้องสมุด พร้อมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มของเด็กๆ และการเรียนรู้แนวใหม่ ทำให้ความเป็นห้องสมุดเริ่มผ่อนคลายความเข้มงวดตั้งแต่นั้น

แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ การเปิดพื้นที่ learning space ในห้องสมุดมหาวิทยาลัยบางแห่งนั้น ต้องแลกกับการย้ายหนังสือและตู้หนังสือไปไว้ในคลัง

จากเดิมที่การค้นหาหนังสือ ผู้ใช้บริการจะเดินเข้าถึงชั้นหนังสือตามเลขหมู่ที่ค้นหาไว้ได้เลย ผู้ใช้บริการจะต้องกรอกข้อมูลชื่อหนังสือเพื่อให้เจ้าหน้าที่ให้บริการอีกชั้น

นั่นหมายถึง ภาระที่เพิ่มขึ้นของเจ้าหน้าที่

และภาวะการพึ่งพาของผู้ใช้บริการโดยไม่จำเป็น

การใช้ห้องสมุดแบบเดิมมันนำพาเราไปพบกับหนังสือบนชั้นเล่มอื่นที่วางอยู่ข้างๆ ใกล้ๆ กัน จนนำไปสู่การเรียนรู้แบบสุ่มที่การค้นหาหนังสือแบบให้เจ้าหน้าที่หยิบให้จากคลังหนังสือให้ไม่ได้

ยังไม่นับว่า การจัดเก็บหนังสือในคลัง บางครั้งอาจนำไปสู่การจำหน่ายหรือทำลายหนังสือไปอย่างน่าเสียดาย ด้วยความที่ไม่มีการประเมินคุณค่าที่เข้มแข็งมากพอ เนื่องจากถูกพิจารณาว่า คนไม่สนใจยืมไปอ่าน

ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์กับห้องสมุดในสถานศึกษาบางแห่ง หากหนังสือที่เก่าเกินปีที่เขากำหนด ห้องสมุดจะตัดสินใจแทงจำหน่าย ซึ่งหมายถึง นำไปชั่งกิโลขายในราคาถูกๆ

ซึ่งบางครั้งหนังสือเหล่านั้นเราอาจจะไปเจออยู่ในแผงหรือร้านขายหนังสือมือสอง ทั้งที่หนังสือบางเล่มมันควรจัดอยู่ในคอลเล็กชั่นหนังสือหายากแล้วด้วยซ้ำ ที่ตลกร้ายคือ ห้องสมุดบางแห่งต้องไปซื้อหนังสือเก่าๆ เหล่านั้นเข้าเก็บด้วยราคาที่แสนแพง ตรงกันข้ามกับการปล่อยออกไปอย่างไร้ค่า

ซ้ำร้ายบางแห่งย้ายตู้หนังสือออกไป แต่ไม่ได้ทำ learning space พื้นที่ดังกล่าวถูกทำให้กลายเป็นสินค้าด้วยการเปิดให้ร้านกาแฟเช่า หรือกระทั่งสำหรับการขายสินค้าอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ความผิดของบรรณารักษ์และผู้ดูแลเพียงอย่างเดียว

แต่มันสัมพันธ์กับนโยบายของมหาวิทยาลัยที่กลายเป็นบรรษัททางธุรกิจการศึกษา ที่คิดต้นทุนกำไรอย่างเต็มที่

สอดคล้องกับที่หลายมหาวิทยาลัยออกนอกระบบไปสู่การแสวงหากำไรแบบเอกชน


เมื่อเทียบห้องสมุดเอกชนแห่งหนึ่งย่านสีลมที่ชื่อ The Reading Room ก็เรียกได้ว่าเป็นหนังคนละม้วน

ห้องสมุดแห่งนี้ปิดตัวลงหลังจากได้เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 2552 นับเป็นเวลาราว 17 ปีที่ยืนหยัดให้บริการ

เป็นห้องสมุดที่มีหนังสือทางด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ โดยเฉพาะด้านศิลปะ รวมไปถึงนิยาย ทั้งไทยและเทศ

ตัวห้องสมุดอยู่บนชั้นสี่ของตึกแถวที่กินพื้นที่ 2 คูหา แต่พลังที่แท้จริงของมันไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ แต่คือกิจกรรมภายในที่มีแกนหลักคือเสวนาอันหลากหลาย การฉายภาพยนตร์ รวมไปถึงการจัดนิทรรศการขนาดย่อม

บางคนเรียกมันว่า มันคือแหล่งรวมตัวของคนประหลาดแห่งทศวรรษอันสูญหาย

เดอะรีดดิ้งรูม สีลม ก่อตัวขึ้นในปี 2552 พร้อมๆ กับ บรรยากาศทางการเมืองที่ไม่น่าอภิรมย์ คือหลังจากรัฐประหาร 2549 ได้ 3 ปี

และปีนั้นเกิดเหตุสงกรานต์เลือด เนื่องจากม็อบเสื้อแดงได้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลหลายจุด รัฐบาลขณะนั้นก็ควบคุมสถานการณ์โดยส่งทหารไปปราบปราม

ในปีต่อมาที่ผู้ชุมนุมเสื้อแดงได้เคลื่อนตัวมายังจุดศูนย์กลางการช็อปปิ้งของคนกรุงเทพฯ บริเวณแยกราชประสงค์ การขอคืนพื้นที่ด้วยกระสุนจริงของทหาร พร้อมศพคนเสื้อแดง และการสูญเสียของผู้คนไม่น้อยยังคงเป็นที่จดจำกันอยู่ เดอะรีดดิ้งรูมดำรงอยู่ภายใต้สถานการณ์อันชวนอึดอัดเช่นนั้น

กิจกรรมที่ผ่านมาของห้องสมุดถูกจัดวางอยู่ในนิทรรศการส่งท้ายที่ชื่อว่า Reading Room Retro-spective : Archive Exhibition 2009-2026 จะเห็นเลยว่า เข้มข้นไปด้วยประเด็นทางการเมือง

เช่น “อาชญากรรมสะท้านขวัญและการลงทัณฑ์ทางสังคม”, “เถียงกันสันติวิธี อาสา จุดเทียน เลือกตั้ง SHUTDOWN”, “หัวร่อต่ออำนาจ : สันติวิธีและอารมณ์ขัน”, “10 ปี Pirate Bay” เสวนาเกี่ยวกับงานศิลปะ “เก้าอี้ดีไซน์สัญชาติไทยใน The Hunger Games”, “พุทธศิลป์ ศิลปะ ศาสนา กามารมณ์ เรื่องเกี่ยวกับนิยายหรือการพูดคุยเกี่ยวกับนิยายและละครอย่าง “Readrink#8 : สิ้นแสงฉาน”, “แรงเงา : ในดวงตาของชายไทย มีอะไรซ่อนในละครน้ำเน่า” ยังมีการจัดชุดเสวนาอย่าง “โรงเรียนพ(ล)บค่ำ”, “re:reading group”, “ความจำกัดคำ I คำจำกัดความ” “Strawberry Sunday Bookclub” การฉายหนังของเหล่า Filmvirus Wildtype และอื่นๆ อีกมาก

นิทรรศการนี้จึงเป็นดังจดหมายเหตุทางด้านศิลปะ การเมือง และสังคมไทยในรอยต่อแห่งยุคสมัย

ผู้เขียนเคยมีโอกาสไปเยี่ยมชมห้องสมุดระดับท้องถิ่นในญี่ปุ่น หอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ และหอสมุดแห่งชาติไต้หวันมาบ้าง ก็พบว่า ที่นั่นคือโอเอซิสที่เปิดกว้างทางปัญญา ความรู้ และความเพลิดเพลินสำหรับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในกรณีห้องสมุดท้องถิ่นในญี่ปุ่นที่ทำงานอย่างเข้มแข็งร่วมกับโรงเรียน นักเรียนแต่ละคนจะมีโควต้ายืมหนังสือจากห้องสมุดเทศบาลเพื่อใช้ในการเรียนรู้และการเข้าถึงความบันเทิง

ห้องสมุดเทศบาลจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ใกล้บ้านที่สำคัญ แต่จะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต้องมีงบประมาณมากพอที่จะใช้ซื้อหนังสือ และนี่แทบจะเรียกว่าเป็นจุดตายของห้องสมุดต่างจังหวัดในเมืองไทย เนื่องจากการซื้อหนังสือสัมพันธ์กับงบประมาณมหาศาล

ถ้าจะเทียบจากสนามการสำรวจของผู้เขียนเอง ห้องสมุดมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดเมื่อเทียบกับในเมืองหลวง หรือมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่นั้นแสนจะเหลื่อมล้ำทางงบประมาณ

ไม่ต้องไปไกลถึงการสร้าง learning space ดีๆ การขาดแคลนงบประมาณที่มากพอ ทำให้ไม่อาจซื้อหนังสือที่มีปริมาณและคุณภาพให้สาสมกับการเรียนรู้ของนักศึกษาได้

จะให้เห็นภาพลองนึกถึง ม.ราชภัฏในจังหวัดต่างๆ กับมหาวิทยาลัยระดับภูมิภาคอย่าง ม.เชียงใหม่ก็ได้ สมัยก่อนเคยได้ยินว่า นักศึกษาของผู้เขียนจะต้องนั่งรถจากลำปางไปที่หอสมุด ม.เชียงใหม่ เพื่อค้นคว้าข้อมูลทำรายงาน เนื่องจากข้อมูลที่มีไม่เพียงพอต่อการใช้งาน

การเรียนที่ไหนจึงไม่เหมือนกัน เมื่อทรัพยากรพื้นฐานมันพร่องไปจากคลังความรู้ขนาดนั้น

วัฒนธรรมการอ่านและเรียนรู้ไม่อาจเรียกร้องได้จากปัจเจกให้เข้าร้านหนังสือและซื้อหนังสือเพื่อเพิ่มพูนความรู้ และเพื่อความเพลิดเพลินได้อย่างเดียว แต่มันสัมพันธ์กับการเข้าถึงแหล่งหนังสือ-ห้องสมุดที่ยืมอ่านได้โดยมีค่าใช้จ่ายที่น้อยหรือไม่มีเลย

แต่ปัจจุบัน คนไม่น้อยเอาวัฒนธรรมการอ่านไปแทนค่ากับการแลกเปลี่ยนในฐานะสินค้าอย่างตรงไปตรงมา

เราต้องตระหนักเสียก่อนว่า งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวัฒนธรรมการอ่านผ่านช่องทางการขายหนังสือ

แต่เรายังขาดช่องทางการสร้างวัฒนธรรมนี้ในพื้นที่สาธารณะอย่างห้องสมุดหรือแหล่งเรียนรู้ในชื่ออื่น

สำหรับครอบครัวที่มีเงินและพอเข้าใจว่าหนังสือสำคัญอย่างไร การมีชั้นหนังสือสำหรับลูกหลานพวกเขา การซื้อไว้เป็นสมบัติส่วนตัวจึงเป็นเรื่องที่แสนสามัญธรรมดา

เช่นเดียวกับเรื่องขนส่งมวลชน คนจำนวนมากโดยเฉพาะผู้มีอำนาจมักมีรถส่วนตัว จึงไม่ค่อยมีประสบการณ์ร่วมกับระบบขนส่งมวลชน และนึกถึงไม่ถึงว่า ขนส่งมวลชนนั้นสำคัญอย่างไร

ห้องสมุดก็อาจจะเป็นเพลงที่เล่นในทำนองเดียวกัน

พวกเขาอาจไม่เคยเข้าไปในห้องสมุดประชาชนที่ระบบสืบค้นใช้ไม่ได้ เมื่อขึ้นไปชั้นสองก็ปิดไฟมืดเพราะไม่มีคนใช้งาน บนหลังตู้มีปูนปลาสเตอร์ของบุคคลสำคัญของชาติที่เผยหน้าออกมาพร้อมกับแสงและเงาที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างมาอย่างน่าขนลุก

และอย่างที่กล่าวไปแล้ว ไม่ใช่แค่หนังสือที่มากทั้งคุณภาพและปริมาณ กิจกรรมต่างๆ ในห้องสมุดก็เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ ความรู้เช่นนี้จำเป็นต้องมีการถ่ายทอดความรู้และสั่งสมประสบการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นขุมพลังในการทำให้ห้องสมุดนั้นตอบสนองกับชีวิตผู้คนในท้องถิ่น

วัฒนธรรมการอ่านและเรียนรู้จำเป็นต้องค่อยๆ ฟูมฟัก ไม่ใช่แค่แคมเปญฉาบฉวยที่อัดฉีดงบประมาณไปเพียงส่วนเดียว แต่มันต้องการความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง

เวลาที่ผู้เขียนนึกถึงแคมเปญกรุงเทพฯ “เมืองหนังสือโลก” (2013) ทีไร ก็นึกสยองไม่หาย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“วรวงศ์” ห่วง FTA ไทย–ยูเออี “ได้ไม่คุ้มเสีย” ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก
อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ
อนุรักษนิยมไทยภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ?
กระทรวงเกษตรฯ ขอ ปชช.อย่าเพิ่งกังวล “UPOV1991” ยืนยันยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดี-ข้อเสียอย่างรอบด้าน ลั่น! ต้องปกป้องผลประโยชน์เกษตรกร-คนไทยเป็นหลัก
จาก IoT ถึง AIoT ก้าวสู่โลก AI เต็มรูปแบบ
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (24) สาร วิถี และมิตรใหม่
เมนูแฟรงเก้นสไตน์ ทำตามได้แต่อาจพัง
รู้จัก ‘หนู’ ผ่านเพลง King Rat สิ่งมีชีวิตที่ทำให้เรืออับปางได้ ในมหาสมุทรแห่งความโลภ
นาฬิกา เวลา ความหรูหรา และราคาที่นักการเมืองต้องจ่าย
‘ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ’ ก็ไม่เว้น นามนั้น สำคัญไฉน ทรัมป์วางชื่อ ‘ทาบ’ JFK แต่ไม่สำเร็จ
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (1)
รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร เดาฉากทัศน์ ทศวรรษ 2570 ‘พลังคนเดือนตุลา คือพลังของคนตาย’