My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระสารสาสน์พลขันธ์
กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (13)
วาตะชิวะพระสารสาสน์ฯ
ภายหลังที่พระสารสาสน์ฯ กลับมาไทยเมื่อ 2480 แล้ว ต่อมาลี้ภัยการเมืองออกไปญี่ปุ่นอีกครั้งภายหลังล้มเหลวในการเสนอโครงการตั้งบริษัทการค้าและถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการกบฏ 2481 ระหว่างที่เขาลี้ภัยอยู่ในญี่ปุ่นครั้งหลังนี้เขาได้เขียนหนังสือ นวนิยายการเมืองเรื่องการกู้ชาติ ชื่อ Whom The Gods Deny ที่เขียนค้างเมื่ออยู่ที่ฝรั่งเศสต่อจนสำเร็จ
ในคำนำนวนิยายเรื่องนี้ เขาเขียนอุทิศให้แก่ รพินทรนาถ ฐากุร ด้วยความชื่นชมอย่างจริงใจในการเผยแผ่วัฒนธรรมของท่าน โดยเนื้อหาในนวนิยายเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกอบกู้และการเสียสละในการกอบกู้เอกราชของ “มิสาปุระประเทศ” โดยมีเจ้าหญิง “ศรีสิมาเทวี” ผู้รักชาติเป็นตัวเอก และมีพระอมรมหาเดช กงสุลใหญ่ของสยามประจำกรุงกัลกัตตามีส่วนในความช่วยเหลือ เรื่องจบลงด้วยการกอบกู้เอกราชของประเทศสำเร็จ แต่ต้องแลกด้วยชีวิตของเจ้าหญิงที่เสียสละ
ทั้งนี้ ภูมิหลังของเขาเคยเป็นกงสุลสยามประจำกัลกัตตา เขาจึงอาจนำตนเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนวนิยายเรื่องนี้ด้วย ในคำนำที่เขาเขียนให้กับการแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “ดินฟ้าไม่อาทร” (2502 ) ว่า เรื่องนี้เขาเขียนขึ้นที่ฝรั่งเศสก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง เขียนจบในขณะที่พำนักในญี่ปุ่น และส่งให้ที่สำนักพิมพ์ Heath Cranton ที่ลอนดอนจัดพิมพ์ (2483)
เขาเล่าว่า สำนักพิมพ์ในลอนดอนแย่งชิงสิทธิ์ในการพิมพ์ครั้งแรก เมื่อวางขายมีคนวิจารณ์ไปทั่วถึงออสเตรเลีย และแอฟริกาใต้ นวนิยายเรื่องนี้เขาถูกวิจารณ์ว่า ผู้เขียนมีความรู้แต่เหตุใดจึงแต่งนวนิยาย ต่อมา มีสำนักพิมพ์จะพิมพ์ใหม่อีกครั้งแต่อยู่ในภาวะสงครามกระดาษขาดแคลนมาก การพิมพ์ซ้ำครั้งหลังจึงไม่สำเร็จ
เขาเล่าว่า นิยายเรื่องนี้บริษัทโอเปร่าในญี่ปุ่นเคยทำเป็นบทละครเล่นเผยแพร่อยู่ถึงสามเดือน และถูกแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นในช่วงสงคราม หนังสือเล่มนี้เป็นที่ต้องการของคนญี่ปุ่นมาก นอกจากนี้ เขาเขียน My Country Thailand (2485) ขึ้น งานชิ้นนี้เป็นงานชั้นเยี่ยมที่ประมวลความคิดทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของเขาเอาไว้อย่างสมบูรณ์ดังจะกล่าวต่อไปข้างหน้า

ถูกเรียกตัวกลับไทย
ช่วงที่พระสารสาสน์ฯ อยู่ที่ญี่ปุ่นนั้น สงครามโลกครั้งที่สองฝั่งยุโรปได้ระเบิดขึ้นแล้ว เขาได้เขียนจดหมายมาถึงจอมพล ป. และนายปรีดี พร้อมแนะนำว่า ไทยควรมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีต่อญี่ปุ่น หากญี่ปุ่นบุกไทยในอนาคต ไทยจะต้องไม่เสียเปรียบ (สมหวัง สารสาสน์, 2540, 52-53) ต่อมาในปี 2484 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกภาคใต้ของไทยได้ 15 วัน นายปรีดีได้โทรเลขเรียกให้พระสารสาสน์ฯ กลับจากญี่ปุ่นเพื่อสอบถามถึงท่าทีและนโยบายของญี่ปุ่น เขาและพระสารสาสน์ฯ ได้พบกันเพื่อประเมินสถานการณ์ ด้วยการลองหยั่งท่าที เมื่อพระสารสาสน์ฯ เห็นว่า “ญี่ปุ่นจะชนะ” เขาจึงไม่ชวนพระสารสาสน์ฯ เข้าร่วมการต่อต้านญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม นายปรีดีคาดการณ์ถึงความไม่พอใจของคนไทยต่อรัฐบาลว่า หากในอนาคตสภาผู้แทนราษฎรอาจลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลจอมพล ป. เขาขอให้พระสารสาสน์ฯ ช่วยชี้แจงให้ญี่ปุ่นเข้าใจสถานการณ์การเมืองไทยด้วย และเขาได้ทาบทามพระสารสาสน์ฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีหากญี่ปุ่นชนะสงคราม (นายปรีดี, 2517, 26)
แต่พระสารสาสน์ฯ ไม่รับตำแหน่ง เขาจึงได้ถามพระสารสาสน์ฯ ถึงบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีที่จะสามารถทำงานร่วมกับญี่ปุ่นได้ พระสารสาสน์ฯ เสนอพระยาพหลฯ หลวงสินธุสงครามชัย รายชื่อบุคคลที่เหมาะสมตามข้อเสนอของพระสารสาสน์ฯ นั้นสอดคล้องกับรัฐบาลญี่ปุ่นซึ่งพอใจทั้งสองคน
ทั้งนี้ พระยาพหลฯ ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับญี่ปุ่น เขาเคยไปประจำการที่ญี่ปุ่น 3 ปี (2462 – 2464) เคยเป็นทูตสันถวไมตรีเดินทางไปญี่ปุ่น (2485) ด้วย ส่วนหลวงสินธุฯ นั้น ได้เคยซื้ออาวุธจากญี่ปุ่น สั่งต่อเรือรบและเคยเยือนญี่ปุ่น (2478) นอกจากนี้ ญี่ปุ่นถือว่าพวกนิยมญี่ปุ่นมี จอมพล ป. นายวณิช ปานะนนท์ นายประยูร ภมรมนตรี แต่ไม่มีหลวงวิจิตรวาทการ (Flood, 271)

เป็นมือไม้ให้ญี่ปุ่น
ในช่วงที่พระสารสาสน์ฯ อยู่ในไทยระหว่างปี 2484-2485 เขาได้ทำการซื้อหุ้นหนังสือพิมพ์ Bangkok Chronicle เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับญี่ปุ่น ในการสู้ข่าวสารกับหนังสือพิมพ์ Bangkok Times ซึ่งมีอังกฤษหนุนหลัง
ในช่วงเวลาที่พระสารสาสน์ฯ ผู้นิยมญี่ปุ่นเข้าซื้อหุ้นของ Bangkok Chronicle เพื่อสร้างกระบอกเสียงสู้กับ Bangkok Times ของอังกฤษนั้น บุตรีและบุตรเขยของเขา ผู้นิยมอังกฤษเป็นคอลัมนิสต์คนสำคัญที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายพันธมิตรกับญี่ปุ่นของรัฐบาลจอมพล ป. คือ หม่อมงามจิตต์ สารสาส บุตรสาวของพระสารสาสน์ฯ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตรไชยากร สามีของเธอ แปลสนธิสัญญาและข้อตกลงระหว่างญี่ปุ่นกับไทยลงใน Bangkok Times นอกจากนี้ เธอยังเล่าอีกว่า สามีของเธอเป็นผู้รับผิดชอบคอลัมน์ที่ชื่อ “The Passing Hours” ในหนังสือพิมพ์ Bangkok Times ช่วงสงคราม
พระองค์มักเขียนการโจมตีญี่ปุ่นด้วยการซ่อนไว้ในลีลาภาษา เช่น “Soon there will be an Eclipse of the Sun” ซึ่งแปลตรงตัวคือ “อีกหน่อยจะมีสุริยคราส” แต่ในความหมายที่แฝงเร้นของพระองค์เจ้าเปรมฯ คือ อำนาจของญี่ปุ่นซึ่งคุมประเทศไทยจะหมดอำนาจเหมือนอาทิตย์หมดแสง (B.A, Batson,1996, 157 ; บุรฉัตรานุสรณ์, 2524, 82-83) ต่อมาภายหลังหนังสือพิมพ์ Bangkok Chronicle ปิดตัวลงในช่วงสิ้นสุดสงคราม

ถูกทาบทามให้ร่วมงานรัฐบาล
พระสารสาสน์ฯ เคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ในช่วงต้นสงครามว่า ญี่ปุ่นจะชนะสงคราม และเห็นด้วยกับจอมพล ป. ในการประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร รวมทั้งการชักชวนให้คนไทยเข้าร่วมกับฝ่ายญี่ปุ่น เขาพบหลวงอดุลเดชจรัสแจ้งให้ไทยเข้าร่วมกับญี่ปุ่นโดยเห็นว่า ญี่ปุ่นชนะสงครามแน่นอน (อังคณา, 78) ในช่วงธันวาคม 2484 พระสารสาสน์ฯ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ และในช่วงมกราคม-มีนาคม พ.ศ.2485 พระสารสาสน์ฯ ได้ส่งบทความชื่อ “จดหมายจากโตเกียว” ให้กับหนังสือพิมพ์สุภาพสตรีพิมพ์เผยแพร่
การกลับมาไทยในช่วงปลาย 2484 นั้น เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อิทธิพลทางการเมืองของญี่ปุ่นจะผลักดันให้เขากลับสู่ตำแหน่งทางการ เช่น ทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และมีรายงานว่าเขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจอมพล ป. นายกรัฐมนตรี ซึ่งญี่ปุ่นให้ความไว้วางใจ และเขาเดินทางไปพบนายกฯ ในช่วงเวลานั้นด้วย (สังข์ พัธโนทัย, 2499, 101)
ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งให้เขาเป็นที่ปรึกษา ทูตทสุโบกามิ ออท.ประจำไทยด้านการเงินและการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นเท่านั้น ด้วยตระหนักดีว่า ภูมิหลังของเขาขัดแย้งกับจอมพล ป. ผู้นำของไทย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นต้องการวางพระสารสาสน์ฯ ให้อยู่เบื้องหลังฉากการเมืองมากกว่าหน้าฉาก (Reynolds, 1994, 188-189) และโดยทั่วไปแล้ว พระสารสาสน์ฯ ปฏิเสธความทะเยอทะยานทางการเมือง แต่พบว่า ในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งของเขาในหนังสือพิมพ์ Bangkok Chronicle นั้น มีนัยยะแฝงถึงความเป็นไปได้ที่เขาจะได้เข้าร่วมงานรัฐบาลว่า “ไม่ใช่ถามข้าพเจ้าแต่ควรให้ชาติถามคำถามนี้ “(Batson, 159)
ชีวิตของพระสารสาสน์ฯ เป็นตัวละครในประวัติศาสตร์ที่มีสีสันและมีความย้อนแย้งกันในหลายเหตุการณ์ แม้แต่ในช่วงสงคราม ที่เขา-ผู้นิยมญี่ปุ่น แต่มีบุตรีและบุตรเขย-นิยมอังกฤษ ชีวิตเขาจะมีความน่าตื่นเต้นอย่างไรต่อไป ติดตามต่อในตอนหน้า



