ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
Realpolitik กับไทย-กัมพูชา
บทบาทของ ‘พี่ใหญ่’ จีน
“มีความรู้สึกในหมู่ผู้นำปักกิ่งว่า เศรษฐกิจจีนมีขนาดใหญ่มากและได้แทรกซึมเข้าไปในประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนเป็นการยากที่ประเทศเหล่านี้จะปลีกตัวออกไปจากจีนได้”
Odd Arne Westad
The Coming Storm (2026)
วันนี้ต้องยอมรับว่าจีนกำลังเติบโตเป็น “รัฐมหาอำนาจใหญ่” ที่กลายเป็นคู่แข่งอันดับ 1 ของสหรัฐ ซึ่งเป็นรัฐมหาอำนาจเก่าในการเมืองโลกอย่างเห็นได้ชัด และการแข่งขันของ 2 มหาอำนาจใหญ่เช่นนี้ มีส่วนอย่างสำคัญที่สุดในการกำหนดทิศทางและความเป็นไปของการเมืองโลกในอนาคต จนเราอาจต้องตั้งเป็นข้อสังเกตได้ว่า การแข่งขันดังกล่าวกำลังพาการเมืองโลกกลับสู่ยุคของอ็อตโต ฟอน บิส
มาร์ก (Otto von Bismarck) คือเป็นการเมืองของรัฐมหาอำนาจใหญ่ หรือที่เรียกในทางทฤษฎีว่าเป็น “Realpolitik”
ในสภาวะการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่เช่นนี้ ทำให้บรรดาผู้นำประเทศเล็กอาจต้องคิดมากขึ้นในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของตน เพราะการเมืองของรัฐมหาอำนาจใหญ่มักจะมีลักษณะอีกส่วนในการดึงเอาประเทศเล็กเข้ามาเป็นพันธมิตร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ฝ่ายตน และการเข้าเป็นพันธมิตรยังมีนัยถึงการขยายอิทธิพลของรัฐมหาอำนาจใหญ่เข้ามา “ควบคุม” พื้นที่ของรัฐเล็กที่เป็นพันธมิตรของตนด้วย
ดังนั้น การเดินทางเยือนรัฐมหาอำนาจใหญ่ของผู้นำรัฐเล็กนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าย่อมมีนัยทางการเมืองในตัวเองเสมอ หรือมีประเด็นที่ทำให้เกิดการตีความทางการเมืองอยู่เสมอเช่นกัน
จีน-ไทย-เขมร
สําหรับการเดินทางเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีไทยในวันที่ 16-20 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในเรื่องที่ไทยต้องการดึงการลงทุนของกลุ่มเทคโนโลยีระดับสูงของจีน เข้ามาช่วยเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการลงทุนทางด้าน AI และ Data Center และการเดินทางดังกล่าวเป็นผลจากการที่ผู้นำไทยได้รับการเชิญเข้าร่วมการประชุมด้าน AI ในระดับโลก (World AI Conference 2026) ที่จีนต้องการแสดงให้โลกเห็นถึง “ความเป็นมหาอำนาจทางวิทยาศาสตร์” ของจีน ที่อาจเหนือกว่าสหรัฐในยุคปัจจุบัน
การเดินทางครั้งนี้ยังรวมถึงเวทีการประชุมทวิภาคีของ 2 ผู้นำไทย-จีน ที่ครอบคลุมทั้งในประเด็นทางความมั่นคง เศรษฐกิจ และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งน่าตั้งคำถามว่าประเด็นความมั่นคงที่นายกฯ ไทยจะคุยในครั้งนี้คือเรื่องอะไร? มีเรื่องแก๊งจีนเทาที่กำลังขยายอิทธิพลในไทยหรือไม่ จะมีเรื่องของลูกจีนกับ “พ่อทิพย์ไทย” หรือไม่ หรือจะมีเรื่องมลพิษในแม่น้ำกกไหม แน่นอนว่าสำหรับรายละเอียดในข้อคุยของผู้นำในเรื่องความมั่นคงนั้น มักไม่เป็นที่เปิดเผยเท่าใดนักในเวทีสาธารณะ
ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ผู้นำไทยเดินทางเยือนจีนนั้น นายกฯ ฮุน มาเนต ของกัมพูชา ก็ได้เดินทางเยือนจีนเช่นกันด้วย และเข้าร่วมงานเดียวกัน อันทำให้เกิดคำถามในเรื่องของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาตามมาทันที แม้ข่าวของทางรัฐบาลแต่ละฝ่ายจะแถลงอย่างชัดเจนว่า การเดินทางครั้งนี้เป็นเรื่องของการลงทุนทางเศรษฐกิจและเรื่องของ AI ก็ตาม แต่อย่างน้อยในทางการเมืองระหว่างประเทศ จีนได้แสดงให้เห็นว่า จีนให้ความสำคัญกับชาติพันธมิตรทั้งสองและไม่ลืมที่จะชวนเข้าร่วมงานดังกล่าว
กระนั้น ก็มีคำถามตามมาอย่างแน่นอนว่าในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชานั้น จีนกำลังพยายามทำตัวเป็น “คนกลางหย่าศึก” โดยหาทางให้ผู้นำทั้ง 2 ประเทศหันกลับมาคืนดีกันใช่หรือไม่ เนื่องจากหากพิจารณาในบริบททางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการรักษาผลประโยชน์ของจีนในภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน เพราะเกิดปัญหาที่พันธมิตรที่ใกล้ชิดจีน 2 ประเทศรบกันเอง และเกิดการ “ลากจีน” เข้ามาพัวพันด้วยอย่างที่จีนไม่ต้องการ หรืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากมองทิศทางในการรักษาผลประโยชน์ของจีนในเอเชียแล้ว สงครามไทย-กัมพูชาที่เกิดถึง 2 ครั้งในปี 2568 นั้น อาจกลายเป็นช่องทางให้รัฐมหาอำนาจตะวันตกเข้าแทรกแซงได้เสมอ ดังเช่นบทบาทที่ปรากฏอย่างชัดเจนในการยุติศึกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (ที่แอบมีความหวังว่า อาจจะได้รางวัลโนเบลไปกับเขาบ้าง!) ซึ่งเท่ากับเป็นสัญญาณในตัวเองว่า ความขัดแย้งของชาติพันธมิตรทั้ง 2 ของจีน อาจกลายเป็นโอกาสของตะวันตก
ดังนั้น เราจึงอาจกล่าวในภาพรวมได้ว่า จีนมีความกังวลในเรื่องเช่นนี้มาตลอด รวมทั้งปัญหาในกรณีของสงครามกลางเมืองเมียนมาก็ไม่แตกต่างกัน…
จีนกลัวมหาอำนาจตะวันตกจะเข้าแทรกแซงในสงครามเมียนมาอย่างแน่นอน เพราะจีนมีผลประโยชน์หลายอย่างในประเทศนั้น หรือที่กล่าวกันในทางยุทธศาสตร์ว่า จีนไม่มีทาง “ยอมปล่อยมือ” จากการมีบทบาทในเมียนมาอย่างแน่นอน
สงครามหลังบ้านจีน
สําหรับปัญหาไทย-กัมพูชานั้น ยังเกิดคำถามต่อเนื่องว่า แล้วจะมีสงครามครั้งที่ 3 ในปี 2569 หรือไม่ ซึ่งหากเกิดการใช้กำลังครั้งที่ 3 ก็มีโอกาสที่จะเป็นการรบที่ใหญ่ขึ้นกว่าที่เห็นใน 2 ครั้งที่แล้ว ดังรายงานข่าวที่ปรากฏในสื่อ ที่เห็นถึงภาพของการเตรียมกำลังรบของทั้ง 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน และในการเตรียมเช่นนี้ ต่างก็ต้องการ “ขอพึ่งจีน” ในการให้ความสนับสนุนด้านยุทโธปกรณ์
สงครามในปี 2568 จึงอาจกล่าวในด้านหนึ่งได้ว่า สงครามไทย-กัมพูชาคือ “การทดสอบระบบอาวุธจีน” ที่รัฐคู่พิพาทต่างก็ได้รับความสนับสนุนจากจีน ขณะเดียวกัน ก็เป็น “การทดสอบฝีมือทางการทูต” ของความเป็น “พี่ใหญ่” ว่า จีนจะสามารถมีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้คู่พิพาททั้ง 2 ฝ่ายยอมยุติความขัดแย้งต่อกันหรือไม่
ดังนั้น ทางออกในเชิงนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อจีนคือ ชาติพันธมิตรของจีนทั้ง 2 ประเทศในภูมิภาคนี้ จะต้องไม่หันกลับมาสู่เวทีสงครามอีกครั้ง เพราะการแทรกแซงของรัฐมหาอำนาจตะวันตกย่อมไม่เป็นสิ่งที่ไม่ตอบสนองต่อผลประโยชน์จีน และเป็นสิ่งที่จีนจะต้องป้องกันให้ได้ เพื่อไม่ให้สงครามครั้งใหม่กลายเป็นโอกาสให้สหรัฐขยายอิทธิพลด้วยการเข้าแทรกแซงในปัญหาที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ หากพิจารณาในเชิงเปรียบเทียบแล้ว เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า ถ้าลาตินอเมริกาเป็น “หลังบ้าน” ของสหรัฐฉันใด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็อาจถูกตีความจากจีนว่าพื้นที่ภูมิภาคนี้เป็น “หลังบ้าน” ของจีนฉันนั้น และมีแนวโน้มไม่แตกต่างกัน ถ้าสหรัฐจะเพิ่มความเข้มแข็งในการควบคุมลาตินอเมริกาเช่นใด จีนก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มความเข้มข้นในการควบคุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นนั้น (แม้จีนจะมีปัญหาข้อพิพาทกับรัฐในภูมิภาคในปัญหาทะเลจีนใต้ก็ตาม)
ความเป็นหลังบ้านจากการตีความทางยุทธศาสตร์ของจีนเช่นนี้ จึงไม่ใช่เพียงจีนจะต้องหาทางให้ทั้งไทยและกัมพูชามีลู่ทางที่จะประนีประนอมกันได้เท่านั้น หากยังรวมถึงการผ่อนคลายสถานการณ์ที่จีนเอง ก็ไม่อยากเข้ามาติดกับดัก ดังเช่นข่าวของการให้ความสนับสนุนด้านอาวุธของจีนต่อกัมพูชา ซึ่งได้กลายเป็น “กระแสต้านจีน” อย่างมากในสื่อสังคมออนไลน์ของไทย จนสถานทูตจีนที่กรุงเทพฯ ต้องคอยพยายามแก้ข่าว เพื่อไม่ให้กระทบกับภาพลักษณ์ของจีนในสังคมไทย
ในกรณีนี้ ยังน่าสนใจเมื่อนายกฯ ไทยออกมาแถลงแก้ตัวให้จีนว่า “รถถังจากจีนไปยังกัมพูชา จีนแจงว่า เข้าใจความกังวลของรัฐบาลและชาวไทยเป็นอย่างดี แต่คำสั่งซื้อเกิดขึ้นก่อนการสู้รบ จีนทราบถึงความอ่อนไหว จึงได้ชะลอส่งมอบ แต่ท้ายที่สุด ก็ต้องปฏิบัติตามสัญญา…” (นายกฯ เผยผลการหารือทวิภาคีกับผู้นำจีน, 17 กรกฎาคม 2569) ซึ่งในทางการทูตแล้ว คำแถลงนี้ควรมาจากฝ่ายจีน ไม่ใช่มาจากการแถลงของนายกฯ ไทย
จีนจะไม่เลือก!
ฉะนั้น ในบริบทของการแข่งขันระหว่างจีนกับตะวันตกเช่นในปัจจุบัน จีนไม่สามารถทิ้งกัมพูชา เพื่อเลือกไทย ในทำนองเดียวกัน จีนก็ไม่สามารถทิ้งไทย เพื่อเลือกกัมพูชา เนื่องจากใน “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงจีน” ปักกิ่งจำเป็นต้องออกแรง “ดึง” ให้ทั้ง 2 ประเทศต้องในค่ายของตนเองให้ได้
การสูญเสียประเทศใดประเทศหนึ่งในทางการเมือง ย่อมไม่เป็นผลดีต่อผลประโยชน์ของจีนอย่างแน่นอน ผู้นำไทยอาจต้องเลิกจินตนาการด้วยความเชื่อเอาเองว่า “จีนรักไทยมากกว่าเขมร”… จินตนาการเช่นนี้ไม่ใช่มุมมองของรัฐมหาอำนาจใหญ่อย่างแน่นอน เพราะทั้งไทยและกัมพูชา ที่อาจจะต้องรวมถึงลาว และเมียนมาด้วยนั้น อยู่ใน “เขตอิทธิพลจีน” ที่ผู้นำจีนจะต้องรักษาไว้ให้ได้
อีกทั้งสังคมไทยอาจต้องทำความเข้าใจมากขึ้นด้วยว่า ในการเมืองแบบ Realpolitik นั้น รัฐมหาอำนาจมีความชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงในเขตอิทธิพลของตน ไม่ใช่ประเด็นว่าจะรักชาติใดมากกว่าชาติใด
ดังนั้น ในสภาวะของการแข่งขันที่มีความเข้มข้นมากขึ้นนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไทยกับกัมพูชาต้องถูกทำให้ “อยู่กับจีน” เท่านั้น และจีนไม่มีทางปล่อยให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นในพื้นที่ “หลังบ้าน” ของตนอย่างแน่นอน อย่างน้อยในพื้นที่นี้ 4 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา ไทย ลาว และกัมพูชา เนื่องจากผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์นั้นใหญ่เกินกว่าที่จีนจะปล่อยให้ “ไทยตีกับเขมรไม่หยุด” จนกลายเป็นวิกฤตการณ์ใหญ่อีกชุดของภูมิภาค และเปิดโอกาสให้ตะวันตกเข้าแทรกแซงได้ง่าย
ในอีกด้านของปัญหาความมั่นคงในภูมิภาค จีนเองก็เข้าไปมีบทบาทในการควบคุมสงครามกลางเมืองเมียนมา และสงครามก็ยังไม่มีทิศทางที่จะจบลงได้จริง ในกรณีนี้น่าติดตามว่า จีนจะขอให้ไทยดำเนินการอย่างไรในเรื่องของเมียนมา
ความท้าทายที่ไม่จบ
สุดท้ายนี้ ถ้าผู้นำจีนสามารถ “กดดัน” ให้ผู้นำทั้งไทยและกัมพูชา กลับสู่การประนีประนอมด้วยการเจรจาได้จริง ก็ยังมีคำถามอย่างมากว่า แล้วกระแสชาตินิยมที่ถูกปลุกในสังคมไทย (และอาจรวมในสังคมกัมพูชาด้วย) จนกระแสนี้ยังไม่สามารถลดเพดานได้นั้น จะทำอย่างไร เช่น ข้อมูลต่างๆ ในเรื่องของเส้นเขตแดนถูกสร้างให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน มากกว่าจะเป็นความเข้าใจที่จะช่วยแก้ปัญหา
อีกทั้งบทบาทของสื่อและบรรดาผู้นำ “ปีกขวาจัด” ทั้งหลาย ที่อาจไม่ตอบรับทิศทางของการประนีประนอมเช่นนั้น ประกอบกับตัวนายกฯ ก็ชอบที่จะแสดงบทบาทเป็น “นักชาตินิยม” ในการเรียกเสียงสนับสนุนทางการเมืองด้วย ภาวะเช่นนี้จึงส่งผลให้เวทีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ยังไม่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งก็คือภาพสะท้อนให้เห็นถึงอาการ “ลงไม่ได้” ของกระแสชาตินิยมสุดโต่ง
ดังนั้น การ “ถอดชนวนสงคราม” ชายแดนไทย-กัมพูชา จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างมาก และทั้งยังต้องจับตามองบทบาทของ “พี่ใหญ่จีน” ในเรื่องนี้ด้วย เพราะถ้าปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ถูกลากไปเรื่อยๆ ปัญหานี้จะมีปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ของรัฐมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต… คำถามคือ ชนชั้นนำและผู้นำไทยมีความพร้อมเพียงใดกับการรับมือกับสถานการณ์เช่นนั้น!
