อินฟลูฯ โดนข้อหากรรโชกทรัพย์ จิตสาธารณะหรือซ่อนเร้น? บทเรียนกลไกรัฐล้มเหลว
คอลัมน์ โล่เงิน
ประชาชนยังคาใจเกิดอะไรขึ้นกับนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ฉายา “โคนันเมืองไทย”
ชายที่มีภาพลักษณ์ช่วยเหลือผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม เปิดโปงความจริงนำข้อมูลเบื้องลึกกระทำผิดกฎหมายมาแฉ
โดยเฉพาะบิ๊กๆ วงการสีกากีต่างรู้จักชื่อนี้ดี หลายคนเกรงอกเกรงใจ
แต่ภายหลัง “โคนันเมืองไทย” ถูกดำเนินคดี นายตำรวจหลายคนออกมาพูดจาให้สติประชาชนโดยภาพรวม ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่ามาจากกรณีไหน
ทำนอง ผู้ที่เป็นฮีโร่ประชาชน ต้องทำงานเสียสละทั้งกายและใจ ไม่ใช่แอบแฝง อย่าทำแบบปากอ้างว่าทำเพื่อสังคมแต่กลับนำไปเป็นเครื่องมือเรียกรับผลประโยชน์

อย่าง บิ๊กเต่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตัวเอง เพื่อกระตุกสังคมว่า ที่ผ่านมาเห็นมาเยอะแล้ว ผู้ที่ตั้งตนช่วยเหลือประชาชน ทำตัวเป็นนักรบ นักสู้เพื่อความยุติธรรม ทำตัวเป็นจิตอาสา ถ้าทำโดยไม่มีผลประโยชน์ ช่วยเหลือประชาชนอย่างบริสุทธิ์ใจ ไร้แอบแฝงก็เห็นด้วย แต่ที่ผ่านมา คนที่ทำหน้าที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์จิตอาสาช่วยเหลือประชาชน ต้องใช้เงินดำเนินการ ส่วนใหญ่ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น จึงขอเตือนประชาชน
ย้อนเหตุการณ์ไปเมื่อวันที่ 21 เมษายน ตำรวจกองบังคับการปราบปรามได้จับกุมนายอัจฉริยะที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านริมคลองประปา หลังศาลออกหมายจับคดีกรรโชกทรัพย์ ร่วมกับผู้ต้องหาอีก 5 คน พร้อมกัน 6 จุดทั่วประเทศ
ภายหลัง พ.ต.อ.วัชรพล กาญจนกันทร ผกก.3 บช.สตม. ผู้เสียหายและพวก แจ้งความถูกข่มขู่เรียกเงิน 2.5 ล้านบาท เพื่อแลกกับการไม่ไลฟ์สดโจมตีการทำงานกรณีลักลอบนำผู้ต้องหาชาวจีนออกจากห้องกัก ตม.สวนพลู แต่ต่อมายังมีการแฉอยู่จนต้องตัดสินใจเข้าแจ้งความเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์
นายอัจฉริยะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันความบริสุทธิ์ตัวเอง บอกถูกกลั่นแกล้ง เนื่องจากเคยไปร้องเรียนข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมและภรรยาวิ่งเต้นคดีช่วยคนจีน พร้อมประกาศจะฟ้องกลับผู้ที่แจ้งจับด้วย
ต่อมา ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผกก.1 บก.ป. เปิดเผยว่า แผนประทุษกรรมกลุ่มผู้ต้องหาแบ่งหน้าที่เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ผู้มีความน่าเชื่อถือ, กลุ่มข่มขู่สร้างเงื่อนไข และกลุ่มรับเงิน
จากการรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งคำให้การผู้เสียหายและร่องรอยการจ่ายเงิน ทำให้เห็นความเชื่อมโยงชัดเจน แม้ผู้เสียหายจะยอมจ่ายเงิน 2.5 ล้านบาทไปแล้ว แต่ผู้ต้องหาก็ยังคงเปิดเผยข้อมูลบางอย่างที่ทำให้ผู้เสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียงอยู่ จึงตัดสินใจแจ้งความเมื่อ 12 มกราคมที่ผ่านมา จนนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดี
หลังจากนั้นตำรวจได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเส้นทางการเงิน จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 6 ราย ประกอบไปด้วย 1. นายอัจฉริยะ 2. พ.ต.อ.กวินศักดิ์ พีรยศธนนนท์ รองผู้การ ตชด.ภาค 4 3. น.ส.วิภาดา ทนายความ 4. ส.อ.สิทธิชัย คนขับรถนายอัจฉริยะ 5. นายจิรโรจน์ และ 6. น.ส.วลาลักษณ์ ภรรยา (รับเงิน)
ขณะที่บิ๊กเต่าชี้ให้เห็นว่าคดีนี้มีแผนประทุษกรรมคล้ายคดีนายศรีสุวรรณ จรรยา กรณีเรียกรับเงินจากอธิบดีกรมการข้าว
ด้าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ โฆษก ตร. ระบุ คดีกรรโชกทรัพย์ กับการตรวจสอบข้อเท็จจริงการปล่อยตัวผู้ต้องกักของ ตม.สวนพลูนั้นแยกตรวจสอบเป็นคนละส่วนกัน หากพบตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้อง ต้องดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด
เบื้องต้นคดีการปล่อยตัวผู้ต้องกักนั้น ตรวจสอบทั่วประเทศ และในส่วนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ให้ออกและไล่ออกตำรวจไปแล้ว 7 นาย และคดีอยู่ในชั้นพิจารณาของ ป.ป.ช. นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาความผิดทางวินัยอีก 4 นาย ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 2, 3, 4 และ 7 ส่วนที่เหลือที่อาจมีเพิ่มเติมก็อยู่ระหว่างขยายผล
ล่าสุด จเรตำรวจได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พ.ต.อ.วัชรพล เกี่ยวกับการปล่อยตัวผู้ต้องกักแล้ว
ต่อมา พนักงานสอบสวนกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม (กก.1.บก.ป.) นำตัวนายอัจฉริยะ พร้อมพวกไปส่งผัดฟ้องฝากขังที่ศาลอาญาผัดแรก พร้อมแนบคำร้องขอคัดค้านการประกันตัว
พฤติการณ์แห่งคดีมีดังนี้ 8 ธันวาคม 2568 พ.ต.อ.วัชรพลทราบว่า นายอัจฉริยะจะไลฟ์สดเปิดโปงขบวนการนำตัวผู้ต้องกักชาวจีนออกจากห้องกัก ตม. ข้อมูลนั้นอาจคลาดเคลื่อน จึงไปพบนายอัจฉริยะที่บ้านพักย่านพระประแดง เมื่อ 2 มกราคม ชี้แจงเรื่องขั้นตอนการทำงานห้องกักตัว ตม.
ต่อมา พ.ต.อ.กวินศักดิ์โทรศัพท์มาพูดคุยอ้างว่าทราบเรื่องที่ พ.ต.อ.วัชรพลเข้าไปพบนายอัจฉริยะ ขอเสนอตัวเป็นคนกลางเคลียร์ หากยอมจ่ายเงินให้
จากนั้น 2-3 วันต่อมา น.ส.วิภาดาโทร.ติดต่อผู้กล่าวหาอื่นๆ อีกหลายคนว่า จะถูกนายอัจฉริยะแฉเรื่องขบวนการห้องกักตัว โดยหากหยุดเรื่องดังกล่าว ให้หาเงินมาเพื่อเคลียร์ผ่าน พ.ต.อ.กวินศักดิ์ 2 ล้านบาท
ต่อมา พ.ต.อ.กวินศักดิ์ได้แจ้งขอเพิ่มเป็น 2.5 ล้านบาท โดยบอกกับ พ.ต.อ.วัชรพลว่าให้นำเงินไปส่งมอบแก่ ส.อ.สิทธิชัย
9 มกราคม กลุ่มผู้กล่าวหาได้มอบให้ลูกน้องนำเงินไปมอบให้ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งย่านเลียบด่วนรามอินทรา พบนายจิรโรจน์ กับ น.ส.วลาลักษณ์ สามีภรรยา
ปรากฏว่า 12 มกราคม นายอัจฉริยะยังไลฟ์สดแฉต่อ
โดยพฤติการณ์กลุ่มผู้ต้องหาที่มีการมาข่มขู่ ขู่เข็ญ เรียกรับเงินดังกล่าว จนกลุ่มผู้กล่าวหาเกรงกลัวว่าจะได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียต่อชื่อเสียง ตำแหน่งหน้าที่ การงานความเจริญก้าวหน้า ตลอดจนอาจต้องถูกตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และยินยอมมอบเงินให้กันกลุ่มผู้ต้องหา จึงเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมาย ทำให้กลุ่มผู้กล่าวหาได้รับความเสียหาย จนเป็นที่มาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับ จับกุมผู้ต้องหา ในวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา
เป็นกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 309 วรรคแรก 337 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4
ชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
จากการสืบสวนสอบสวนพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาเป็นขบวนการ ที่ร่วมกันกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำในการขู่เข็ญ เรียกรับเงินจากตำรวจ ทนายความ และบุคคลในกระบวนการยุติธรรม คือเป็นการกระทำที่บั่นทอนความเชื่อในการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้กระทบต่อภาพลักษณ์กระบวนการยุติธรรม นอกจากคดีนี้แล้ว ยังพบว่ามีการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันกันผู้เสียหายรายอื่นๆ อีก
ศาลอนุญาตรับฝากขัง ต่อมา ผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ศาลอนุญาตให้ประกันตัว โดยนายอัจฉริยะกำหนดวงเงินประกันตัว 400,000 บาท ส่วน พ.ต.อ.กวินศักดิ์ วงเงิน 200,000 บาท น.ส.วิภาดา วงเงิน 100,000 บาท
สำหรับคดีนี้สังคมผุดคำถามเรื่องเส้นแบ่งระหว่างจิตอาสากับผลประโยชน์ และที่มาปัญหาเกิดจากกลไกรัฐทำงานล้มเหลวหรือไม่ จนประชาชนต้องพึ่งพาอินฟลูเอนเซอร์
