bg-single

ช่องแคบฮอร์มุซ : ช่องชีวิตของเศรษฐกิจโลก

12.05.2026

ยุทธบทความ สุรชาติ บำรุงสุข

ช่องแคบฮอร์มุซ

: ช่องชีวิตของเศรษฐกิจโลก

“Open the Fuckin’ Strait, you crazy bastards, or you’ll be living in Hell – JUST WATCH!”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

Truth Social, April 5, 2026

บทความนี้ขอเปิดด้วยคำกล่าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และขอคงไว้เป็นคำกล่าวในภาคภาษาอังกฤษ เพราะถ้าแปลออกมาเป็นภาษาไทย คงเป็นคำไม่สุภาพอย่างแน่นอน…

ในทางภูมิรัฐศาสตร์วันนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ช่องแคบฮอร์มุซ” เพราะเป็นช่องแคบที่ชี้ชะตาโลกอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน โดยเฉพาะชะตากรรมทางด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก

ทุกคนวันนี้จึงเหมือนกับถูกจับเข้าเรียนวิชา “น้ำมันกับการเมืองระหว่างประเทศ” หรือลงเรียนวิชา “ภูมิรัฐศาสตร์ของน้ำมัน” ไปพร้อมๆ กันทั่วโลก และรับรู้กันเป็นข้อมูลพื้นฐานว่า ช่องแคบนี้เป็นทางผ่านของน้ำมันราวร้อยละ 20 ของน้ำมันโลก ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเกิดสงครามอิหร่านในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 และนำไปสู่การปิดช่องแคบดังกล่าว จึงส่งผลให้ร้อยละ 20 ของปริมาณน้ำมันหายไปจากตลาดโลกทันที

ดังนั้น การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจโลก” รอบใหม่ทันที สภาวะเช่นนี้จึงชวนให้เราต้องลองทำความเข้าใจในเรื่องของช่องแคบฮอร์มุซกันอีก

สิทธิเหนือช่องแคบ

ในทางภูมิศาสตร์แล้ว ช่องแคบ หมายถึง ช่องผ่านทางทะเลที่มีความกว้างของระยะทางไม่มากนัก และช่องแคบนี้จะทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมของทะเล 2 แห่ง ที่เรือสามารถแล่นผ่านจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งได้ และที่สำคัญ พื้นที่ชายฝั่งของช่องแคบแต่ละด้านเป็นเขตอธิปไตยของรัฐที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ด้านหนึ่งของแคบเป็นประเทศหนึ่ง และอีกด้านก็เป็นอีกประเทศหนึ่ง

ด้วยเงื่อนไขของช่องแคบที่ระยะความกว้างไม่ห่างกันมากนักเช่นนี้ จึงทำให้เกิดการตีความจากรัฐชายฝั่งแบบหนึ่ง และตีความจากรัฐอื่นๆ ที่เป็นผู้ใช้ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศอีกแบบหนึ่ง แต่โดยหลักของกฎหมายทะเลแล้ว สหประชาชาติกำหนดให้รัฐชายฝั่งมีอำนาจในการควบคุมพื้นน้ำไกลออกไปจากเส้นแนวชายฝั่งในทะเล 12 ไมล์ทะเล (13.8 ไมล์บก หรือคิดเป็น 22.08 กิโลเมตร)

ในสภาวะที่ระยะทางที่ไม่กว้างมากนักของช่องแคบ อาจทำให้รัฐชายฝั่งตีความไปในทิศทางของตนเองว่า ช่องแคบนี้อยู่ภายในเขตอธิปไตยทางทะเลของตนเอง หรือมีนัยว่าช่องแคบเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาณาเขต ซึ่งถ้ายึดหลักการนี้ รัฐเจ้าของย่อมมีสิทธิที่จะเก็บค่าผ่านทางของเรือแต่ละลำ หรือมีสิทธิที่จะควบคุมช่องแคบนี้อย่างสมบูรณ์

แน่นอนว่าการตีความเช่นนี้จะถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะโดยหลักกฎหมายทะเลแล้ว ไม่มีรัฐใดมีสิทธิ์ที่จะกล่าวอ้างว่าช่องแคบอยู่ภายใต้อธิปไตยของตน เนื่องจาก ในทางกฎหมายนั้น ทุกรัฐสามารถใช้ “สิทธิในการผ่านอย่างเสรี” (free passages) ดังนั้น การเรียกเก็บค่าผ่านทางของเรือจากรัฐเจ้าของ ย่อมเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

สภาวะของการตีความ 2 แนวทางเช่นนี้ เห็นได้ชัดจากปัญหาสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ซึ่งอิหร่านถือว่าช่องแคบฮอร์มุซเป็นเขตอธิปไตยทางทะเลของอิหร่าน แต่สำหรับทางฝ่ายสหรัฐ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีทางยอมรับหลักการดังกล่าวได้เลย และทัศนะดังที่กล่าวแล้ว เป็นความเห็นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เสมือนหนึ่งทั้ง 2 ฝ่ายอยู่กันคนละโลก

ฉะนั้น ในสภาวะที่อิหร่านถูกโจมตีจากสหรัฐและอิสราเอลนั้น อิหร่านจึงเชื่อว่าตนเองมีสิทธิและอำนาจอันชอบธรรมที่จะถือว่าช่องแคบฮอร์มุซเป็นของตน และใช้อำนาจอธิปไตยของตนในการเข้าควบคุมพื้นที่นี้

หลักการ

แต่หากพิจารณาจากหลักกฎหมายแล้ว กฎหมายทะเลคือเครือข่ายของกฎหมายระหว่างประเทศ ประเพณี และข้อตกลง ที่กำหนดมูลฐานในการใช้ทะเลของประเทศต่างๆ ในการมีสิทธิที่จะเข้าถึง และการควบคุมพื้นที่ทางทะเล

กฎหมายทะเลที่สำคัญคือ “The United Nations Convention on the Law of the Sea” (UNCLOS) กฎหมายชุดนี้ทำเสร็จในปี 1982 และมีผลบังคับใช้ในปี 1994 กฎหมายนี้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อให้เกิดเสถียรภาพในการใช้พื้นที่ทางทะเล และทุกฝ่ายมีข้อยุติที่ชัดเจนว่า ใครจะสามารถทำอะไรได้ในทะเล/มหาสมุทร โดยเฉพาะข้อกำหนดในการใช้พื้นที่ เช่น ช่องแคบระหว่างประเทศ

กฎหมายนี้ได้รับการให้สัตยาบันจาก 171 ประเทศ และกลุ่มสหภาพยุโรป แต่ประเทศที่ไม่ให้สัตยาบันคือ อิหร่าน และสหรัฐ กล่าวคืออิหร่านลงนามในกฎหมายนี้ แต่ไม่ได้ให้สัตยาบัน ส่วนสหรัฐนั้น ทั้งไม่ลงนามและไม่ให้สัตยาบัน

ภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดความยุ่งยากอย่างมาก เพราะเกิดการ “มองต่างมุม” อย่างสิ้นเชิงในปัญหา “อำนาจในการควบคุม vs สิทธิในการใช้” ดังนั้น เมื่ออิหร่านตัดสินใจใช้การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นอาวุธในการต่อสู้กับการโจมตีและการปิดล้อมอิหร่านแล้ว สิ่งที่เกิดตามมาอย่างชัดเจนคือ “สงครามการเมืองเหนือช่องแคบ” หรือโดยนัยคือ ภูมิรัฐศาสตร์ของช่องแคบกลายเป็นศูนย์กลางของประเด็นทางยุทธศาสตร์ในสงครามระหว่างสหรัฐ/อิสราเอลกับอิหร่าน เพราะผลกระทบจากการปิดช่องแคบนั้นคือ จุดเริ่มต้นของวิกฤตชุดใหญ่ในการเมืองโลก และส่งผลกระทบกับประเทศทั่วโลก รวมทั้งสหรัฐเองด้วย

แม้ผู้นำอเมริกันจะคิดเอาเองว่าสหรัฐมีน้ำมันภายในของตน และไม่ต้องพึ่งพาจากภายนอก แต่เขาอาจจะลืมไปว่า ในความเป็นจริงนั้น ราคาน้ำมันในตลาดอเมริกาถูกกำหนดจากราคาน้ำมันในตลาดโลก สหรัฐไม่สามารถกำหนดราคาภายในได้เองอย่างเสรี โดยไม่จำเป็นต้องอ้างอิงกับราคาตลาดโลก ซึ่งถ้าราคาน้ำมันในตลาดโลกขึ้นเช่นใด ราคาน้ำมันในตลาดอเมริกาก็ขึ้นเช่นนั้น และจะมีผลต่อปัญหาค่าครองชีพในสังคมด้วย

ภาวะเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่า ช่องแคบฮอร์มุซคืออาวุธสำคัญของอิหร่านที่ใช้ในการตอบโต้กลับต่อการกดดันของสหรัฐ กล่าวคือ ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือในการ “Counteroffensive” ต่อการรุกของผู้นำสหรัฐอย่างได้ผล เพราะหากอิหร่านไม่มีช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับสหรัฐแล้ว อิหร่านจะไม่มีอำนาจต่อรองในเวทีสากลเหลืออยู่เลย และสงครามคงจบลงในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ช่องแคบคือเส้นเลือด

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์ของโลกในตัวเอง เพราะในบริบทของที่ตั้งทางภูมิศาสตร์แล้ว จะเห็นได้ว่าช่องแคบนี้เป็นจุดเชื่อมของเส้นทางระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาระเบีย ด้านเหนือของช่องแคบคืออิหร่าน และด้านใต้คือโอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่วนที่เป็นดังระเบียงของการเข้าออกช่องแคบ มีความกว้างประมาณ 50 กิโลเมตร (31 ไมล์) และส่วนที่แคบที่สุดของตัวช่องแคบมีความกว้างประมาณ 32 กิโลเมตร (20 ไมล์) แม้ช่องแคบจะมีความกว้างไม่มากนัก แต่ร่องน้ำมีความลึกมากพอที่สามารถรองรับการเดินทางของเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่เป็น Supertankers ได้

ความสำคัญไม่เพียงเป็นช่องแคบที่รายล้อมด้วยประเทศผู้ผลิตน้ำมันและส่งออกก๊าซธรรมชาติ 6 ประเทศ ได้แก่ อิหร่าน อิรัก กาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับอิเมเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย หากแต่ช่องแคบนี้เป็นดัง “เส้นเลือด” ของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก ดังจะเห็นได้ว่าในปี 2025 นั้น น้ำมันและผลผลิตที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 20 ล้านบาร์เรล/วัน (ข้อมูลจาก The US. Energy Information Administration หรือ EIA) หรือคิดเป็นมูลค่าของราคาพลังงานเกือบ 600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี

การขนส่งพลังงานเช่นนี้ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญและหนาแน่นที่สุดของโลกเส้นหนึ่ง อีกทั้งจะเห็นได้ว่าน้ำมันและพลังงานฟอสซิลอื่นๆ ที่ขนผ่านช่องแคบนี้ในปี 2022 ร้อยละ 82 ไปยังตลาดเอเชีย (ข้อมูลจาก US EIA) อีกทั้งร้อยละ 90 ของน้ำมันอิหร่านที่ส่งออกนั้นไปยังจีน อันสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซต่อเศรษฐกิจจีน

นอกจากเรื่องของการผลิตน้ำมันแล้ว ประเทศในอ่าวเปอร์เซียยังเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติ หรือก๊าซเหลว LNG รายใหญ่ของโลกเช่นกัน และไม่ต่างกับน้ำมัน ก๊าซ LNG ส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซประมาณร้อยละ 20 ของโลกเช่นกัน สำหรับประเทศที่ส่งก๊าซออกรายใหญ่ที่สุดคือ กาตาร์ โดยในปี 2024 กาตาร์ส่ง LNG ออกประมาณ 9.3 พันล้านคิวบิกฟุต/วัน และส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ส่งออกประมาณ 0.7 พันล้านคิวบิกฟุต/วัน (ข้อมูลรัฐบาลอเมริกัน)

ด้วยการที่ LNG เป็นก๊าซเหลวจึงสามารถขนส่งได้ง่าย เนื่องจากจะใช้พื้นที่น้อยกว่าในการขนส่ง และเมื่อขนส่งถึงประเทศเป้าหมายแล้ว ก๊าซนี้คือสิ่งที่จะนำมาใช้ในการหุงต้ม การให้พลังงานความร้อน หรือใช้ในการให้พลังงานตามที่ต้องการ เช่น ใช้ในยานพาหนะ เป็นต้น ฉะนั้น ปัญหาการปิดช่องแคบนี้ที่สำคัญอีกส่วนคือ การนำไปสู่ความขาดแคลนเชื้อเพลิงในชีวิตประจำวันของหลายครอบครัว โดยเฉพาะในกรณีของก๊าซหุงต้มอาหาร ที่ใช้ทั้งในบ้าน และในภัตตาคาร

สินค้าสำคัญอีกประการที่ต้องเดินทางผ่านช่องแคบนี้คือ ปุ๋ย ประเทศในอ่าวเปอร์เซียเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยรายใหญ่ของโลก ประมาณว่า 1 ใน 3 ของการส่งออกปุ๋ยนั้น ส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้น การปิดช่องแคบนี้จึงส่งผลอย่างมากกับการทำเกษตรกรรมของหลายประเทศ ทั้งยังจะส่งผลอย่างมากกับปัญหาความมั่นคงด้านอาหาร เนื่องจากความขาดแคลนปุ๋ยจะส่งผลต่อการผลิตอาหารในหลายประเทศ

นอกจากสินค้าดังที่กล่าวแล้ว ประเทศในอ่าวเปอร์เซียยังส่งออกอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีอื่นๆ ผ่านช่องแคบนี้ด้วย

ความผันผวน

สภาวะของการขนส่งเช่นนี้ ทำให้ช่องแคบเป็นจุดสำคัญในทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และความสำคัญนี้สะท้อนให้เห็นจากจำนวนเรือประมาณ 3,000 ลำ ที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซในแต่ละเดือน และเป็นเรือที่นำมาซึ่งชีวิตทางเศรษฐกิจและพลังงานของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศในเอเชีย

ดังนั้น สำหรับหลายประเทศแล้ว สิ่งที่เกิดไม่ใช่เพียงวิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตพลังงานเท่านั้น หากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ “วิกฤตชีวิตประจำวัน” (daily-life crisis) เพราะความขาดแคลนและ/หรือราคาพลังงานที่สูงขึ้นคือ ผลกระทบอย่างชัดเจนในชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคม ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดค่าครองชีพที่สูงขึ้นเท่านั้น หากแต่ความขาดแคลนพลังงานทำให้หลายสังคมต้องจัดระบบชีวิตใหม่ ทั้งยังนำไปสู่การเป็นวิกฤตทางการเมืองได้ด้วย

สำหรับทรัมป์ วิกฤตชีวิตประจำวันของชาวอเมริกันจะตอบด้วยผลการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้อย่างแน่นอน!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย
นักวิชาการแนะ ‘2 ยุทธศาสตร์’ กู้ระเบิดเวลา ศก.ไทย!!
สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาหันคา 2 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
รัฐบาลสายลมแสงแดด (กับ Singing Cabinet) | สุรชาติ บำรุงสุข
ไพร่ติดมหาวิทยาลัย และกิจกรรมภาคบังคับ ประวัติย่อของนักศึกษาไทย ที่ผู้มีอำนาจไม่ยอมให้เติบโต
เพื่อทุกความฝันจะมีวันมั่นคง : หนังสือบันทึกความหวังและการต่อสู้ทีมประกันสังคมก้าวหน้า
ตลาดแฝดอสังหาฯ
All-New Lexus ES อลังการขึ้น เจาะ 2 ขุมพลังใหม่ไฟฟ้าและไฮบริด
ผัดพริกหยวกหมูสไลซ์
‘โนเล่’ กับการนับถอยหลังบนเส้นทางลูกสักหลาด?
ยาดีจากหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ สมุนไพรใกล้ตัวแก้พิษงู แก้พิษสัตว์กัดต่อย รักษาแผลน้ำกัดเท้ายามฝน