สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
“แลนด์บริดจ์” อภิมหาโปรเจ็กต์ 1 ล้านล้านบาทที่รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” ขุดขึ้นมาในห้วงเวลาโลกกำลังผันผวนจากวิกฤตสงครามสหรัฐ-อิหร่าน กระทบกับการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่กองกำลังอิหร่านและกองเรืออเมริกันแย่งกันชิงพื้นที่
ถ้ามองในมุมโอกาสนี่เป็นการหยิบฉวยที่ดีที่สุดของรัฐบาลมานำเสนอต่อสาธารณะ แต่คนไทยทั้งประเทศจะเชื่อมั่นในโครงการนี้ได้ ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจัดทำโครงการนี้ให้เกิดความโปร่งใสเป็นธรรมและให้มีผลกระทบกับระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดได้อย่างไร
“พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม แกนหลักที่เคลื่อนไหวผลักดันเรื่องนี้บอกกับสื่อว่า แลนด์บริดจ์เป็นโครงการเชื่อมการขนส่งระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน และการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ นอกจากเปิดเส้นทางการขนส่งใหม่ของโลกแล้ว จะเกิดการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับประเทศไทยไม่น้อยกว่า 2 แสนคน
ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา นายกฯ อนุทินเอาเรื่องแลนด์บริดจ์มาพูดสอดรับกับ “พิพัฒน์” ว่า วันนี้ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยน การมองโครงการควรมองให้ลึกและรอบด้านยิ่งขึ้น เพราะมีโอกาสทางเศรษฐกิจและสิ่งที่ดีที่ตามมาในพื้นที่จังหวัดภาคใต้
“แลนด์บริดจ์” เป็นเมกะโปรเจ็กต์มีมานานไม่น้อยกว่า 23 ปี สมัยรัฐบาล “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” รมว.คมนาคมในเวลานั้นชื่อ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” หยิบโครงการนี้มาปัดฝุ่นใหม่สั่งให้สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. ศึกษาพื้นที่ที่จะก่อสร้างโครงการอย่างเข้มข้น
ต่อมามีผลการศึกษาสรุปว่า ท่าเรือน้ำลึกที่เหมาะสมที่สุดคือฝั่งอันดามัน เป็นแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง แต่ต้องถมทะเล 6,975 ไร่ พื้นที่ท่าเทียบเรือ 5,633 ไร่
ฝั่งอ่าวไทย ท่าแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร ต้องถมทะเล 5,808 ไร่ พื้นที่ท่าเทียบเรือ 7,580 ไร่
จากนั้น ครม. “ประยุทธ์” เห็นชอบให้จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราชเป็นพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ มีโครงการรถไฟเชื่อม 2 ฝั่งทะเล เป็นทางรถไฟขนาดกลาง 1.435 เมตร 2 ทาง ขุดอุโมงค์ 3 แห่ง รวมระยะทาง 89.35 กิโลเมตร เริ่มจากแหลมริ่ว สิ้นสุดที่แหลมอ่าวอ่าง รองรับการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์และวางท่อขนส่งน้ำมันสำเร็จรูป ก๊าซธรรมชาติ
นอกจากนี้ยังมีโครงการมอเตอร์เวย์ 6 เลน เชื่อมระหว่าง อำเภอหลังสวน อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ระยะทาง 87.50 กม. 6 เลน
“ศักดิ์สยาม” วางเป้าโครงการแลนด์บริดจ์ไว้ว่า ไม่ควรทำแยกส่วนแต่ควรใช้รูปแบบให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐหรือพีพีพี (Public-Private Partnership) ครอบคลุมตั้งแต่ท่าเรือ มอเตอร์เวย์ รถไฟ ระบบท่อขนส่งน้ำมัน และการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์
ระหว่างนั้น สนข.จัดทำรายงานสรุปผลการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โครงการพัฒนาท่าเรือบริเวณแหลมริ่ว อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร และแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง
การพัฒนาท่าเรือแหลมริ่ว จะต้องก่อสร้างเขื่อนกันคลื่น ขุดลอกและถมทะเล ก่อสร้างพื้นที่ท่าเรือ รองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เข้าข่ายประเภทโครงการซึ่งต้องศึกษาและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental and Health Impact Assessment) หรือ EHIA
รายงาน สนข.สรุปประเด็นข้อสงสัยของผู้เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นทั้งในเรื่องของการคุ้มค่าการลงทุน ข้อกังวลเรื่องจะมีการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมัน พื้นที่พัฒนาโรงไฟฟ้า ประเด็นผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม การฟุ้งกระจายของตะกอนในทะเลที่มีผลต่อชาวประมง การกัดเซาะชายฝั่ง กระแสน้ำที่เปลี่ยนแปลงหลังการสร้างเขื่อน รวมไปถึงการชดเชยความเสียหาย
ทีมงาน สนข.ยืนยันว่า โครงการสร้างท่าเรือแหลมริ่ว ยึดหลักการพัฒนาแบบยั่งยืน ให้โครงการอยู่ร่วมกับชุมชนได้ ส่งเสริมและสนับสนุนอาชีพของคนท้องถิ่น รับซื้อผลิตภัณฑ์ของชุมชน
ส่วนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมอ่าวอ่างนั้น ในรายงานของ สนข.สรุปว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะจะสร้างโอกาสที่ดีทำให้ไทยก้าวสู่การเป็นเส้นทางเดินเรือใหม่ของโลก เป็นศูนย์กลางของการขนส่งและเศรษฐกิจใหม่ทางทะเล

ต่อมา สนข.นำร่างรายงาน EHIA โครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร ออกมาเผยแพร่ ปรากฏว่า กลุ่มภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมออกมาทักท้วงกันยกใหญ่ บางคนว่า “สอบตก” ทั้งด้านการจัดทำระเบียบวิจัยมีปัญหา การมีส่วนร่วมชุมชนก็เป็นปัญหาเช่นกัน เรียกง่ายๆ ว่า ล้มเหลวทั้งกระบวน
กลุ่มภาคประชาสังคมยกตัวอย่างกรณีการศึกษาที่ตั้งโครงการก่อสร้างท่าเรือแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง อยู่ในรัศมีเพียง 5 กิโลเมตร แต่ชุมชนบนเกาะพยามอยู่ในรัศมี 5 กม. ไม่อยู่ในการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
อีกจุดหนึ่งได้แก่ ดอนตาแพ้ว อยู่ด้านหลังเกาะพยาม เป็นดอนขนาดใหญ่ราว 2,000-3,000 ไร่ อยู่ใกล้ๆ กับโครงการแลนด์บริดจ์ เป็นขุมทรัพย์กลางทะเลระนอง มีสัตว์น้ำอาศัยจำนวนมากมีความหลากหลายทางชีววิทยา ระบบนิเวศสมบูรณ์
ในประเด็นป่าชายเลนระนองมีความสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ในรายชื่อจ่อขึ้นทะเบียนมรดกโลก และยังเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่ได้รับการประกาศตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์และเพื่อการใช้พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างยั่งยืน
นักวิชาการตั้งคำถามว่า เราจะเอาโครงการท่าเรือแลนด์บริดจ์หรือจะนำพาระนองไปเป็นพื้นที่มรดกโลกทางทะเล?
ร่างรายงาน EHIA ของ สนข.อ้างผลวิเคราะห์พื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์มีแพลงก์ตอนและสัตว์ทะเลหน้าดิน เฉลี่ย 47.57 ตัวต่อตารางเมตร แต่นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลพบสัตว์ทะเลหน้าดินเฉลี่ย 1,685 ตัว/ตร.ม. หรือคิดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ 32 ล้าน ตร.ม. มีสัตว์หน้าดินสูญเสียไป 53,953 ล้านตัว
ตัวเลขต่างกันกับร่างรายงาน EHIA ของ สนข. มากถึง 52,429 ตัว
นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลอย่างอาจารย์ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงรู้สึกว่า รายงานของ สนข.มีข้อมูลน่าเคลือบแคลง ขาดความเชื่อมั่น
“เราทราบดี เรื่องเศรษฐศาสตร์สีน้ำเงิน หรือ Blue Economy มีท่าเรือฝั่งอันดามันทำให้ประเทศชาติได้ประโยขน์ เป็นไปได้ไหม พัฒนาท่าเรือที่มีอยู่แล้ว เราพร้อมหรือยังกับการลงทุนโครงการ 1 ล้านล้าน เปลี่ยนธรรมชาติและพัฒนา แต่ทำไปแล้ว ทะเลโดนถมแล้ว ใครจะรับผิดชอบ สิ่งที่ต้องการมากที่สุด ระดับเปลี่ยนแปลงพื้นที่ไข่แดง มรดกโลกคือความเชื่อมั่น”
อาจารย์ธรณ์ชี้ว่า ประเทศต้องการพัฒนา นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลศึกษาแล้วข้อมูลไม่ตรงกัน ก็ต้องทำให้เชื่อมั่นทางวิชาการ
อาจารย์สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นนักวิชาการอีกคนที่มีคำถามถึงโครงการแลนด์บริดจ์ว่า ในเมื่อเป็นแลนด์บริดจ์เป็นโครงการถมทะเลใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จะกระทบกับชายฝั่งมากน้อยแค่ไหน ท่าเรือจะเปลี่ยนกระแสทิศของน้ำหรือไม่ ทะเลหน้าบ้านจะทำมาหากินได้ต่ออีกหรือไม่
อาจารย์สมปรารถนาบอกว่า คำถามนี้จะตอบได้ก็ต่อเมื่อมีการทำแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงของชายฝั่ง แต่ร่างรายงาน EHIA ของ สนข.ตอบไม่ได้ เพราะไม่มีการศึกษาประวัติการเปลี่ยนแปลงของชายฝั่งและไม่ได้จำลอง ประเมินสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มีเพียงข้อมูลพื้นฐานที่ดึงมาจากกรมทรัพยากรชายฝั่ง
ส่วนการขุดลอกไม่ใช่ขุดครั้งเดียวแต่เป็นการขุดร่องน้ำระยะยาว 11 กิโลเมตร ถ้าน้ำขุ่น สัตว์ ปะการัง หญ้าทะเลก็อยู่ไม่ได้ น้ำตื้นก็เอาเรือออกไม่ได้ ชาวบ้านจะได้รับผลกระทบทันที จำเป็นต้องใช้แบบจำลองมาคำนวณการตกตะกอนที่มาจากการขุดลอกร่องน้ำ แต่รายงาน EHIA ฉบับดังกล่าวไม่มีแบบจำลองที่วิเคราะห์คลื่นจึงประเมินไม่ได้ว่า ตะกอนจะพัดไปในทิศทางไหน การวิเคราะห์การกระจายตัวของตะกอนน้ำและน้ำขึ้นน้ำลงต่ำกว่าความเป็นจริง
“การวิเคราะห์คลื่นสำคัญต่อการประเมินโครงสร้างชายฝั่ง แต่โครงการถมทะเลใหญ่ที่สุดในประเทศไทยไม่มีการทำแบบจำลองคลื่นได้หรือ?” เป็นคำถามของอาจารย์สมปรารถนาผ่านเว็บไซต์ของกรีนพีซ
แม้ผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ของ สนข.จะถูกท้วงติงจากกลุ่มภาคประชาสังคม นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล แต่ผลการศึกษาชิ้นนี้กลับได้รับการผลักดันในรัฐบาลชุดต่อๆ มา
รัฐบาล “เศรษฐา ทวีสิน” นำผลการศึกษาของ สนข.ไปชี้แจงกับนักลงทุนต่างประเทศ และส่ง “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.คมนาคม เป็นหัวหน้าทำโรดโชว์โครงการแลนด์บริดจ์อีกทีม แต่รัฐบาลเศรษฐาเจอพิษการเมือง ล้มคว่ำไม่เป็นท่า
“แพทองธาร ชินวัตร” นั่งนายกฯ แทน “เศรษฐา” ก็ยังสานต่อโครงการแลนด์บริดจ์ เป็นหัวหน้าทีมไปคุยกับผู้บริหารท่าเรือของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างการประชุมเวิลด์อิโคโนมิกฟอรั่ม และที่ประชุมสุดยอดอาเซียน
เวลานั้น นายกฯ แพทองธาร ชูแลนด์บริดจ์เป็นโครงสร้างกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ ประเมินมูลค่าการลงทุนไว้ที่ 1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น 4 ระยะ ระยะแรกประมาณ 5.2 แสนล้านบาท
การเมืองพ่นพิษอีกครั้ง “แพทองธาร” หลุดเก้าอี้นายกฯ โครงการแลนด์บริดจ์ล้มพับตาม
เมื่อพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียงข้างมาก นายกฯ อนุทินตั้งพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็น รมว.คมนาคม เพื่อผลักดันอภิมหาโปรเจ็กต์แลนด์บริดจ์ท่ามกลางวิกฤตสงครามสหรัฐ-อิหร่าน และวิกฤตเศรษฐกิจซึ่งรัฐบาลน่าจะประเมินแล้วว่า ถ้าทำโครงการนี้สำเร็จเท่ากับพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส
แต่อภิมหาโครงการแลนด์บริดจ์ต้องแลกกับเงื่อนไขสารพัด โดยเฉพาะระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมอันสมบูรณ์ ดังนั้น ก็ต้องพิสูจน์กันว่า รัฐบาลจะพลิกเป็นโอกาสได้จริงหรือไม่
