เจาะข้อดี-เสีย รถเก่าแลกรถใหม่ ยานยนต์ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ
ยานยนต์ สุดสัปดาห์ | สันติ จิรพรพนิต
ต่อเนื่องจากฉบับที่แล้วกับการเจาะลึกนโยบายรถเก่าแลกรถใหม่ ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
หัวใจหลักของนโยบายนี้ไม่พ้นพยายามลดการใช้น้ำมัน ที่ยังทรงตัวในระดับสูง และอีกส่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
เพราะมีตัวอย่างชัดเจนจากโครงการรถคันแรกสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่แม้เจออุทกภัยครั้งใหญ่ช่วงปี 2554 และกินเวลานานหลายเดือน แต่ได้โครงการนี้ช่วยประคองเศรษฐกิจได้อย่างดี
เพราะเป็นที่รู้กันว่ารถยนต์ และที่อยู่อาศัย เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมและการค้าอื่นๆ จำนวนมาก
หากผู้บริโภคตัดสินใจซื้อรถยนต์ หรือที่อยู่อาศัย ในปริมาณมาก พลอยทำให้กิจการที่เกี่ยวเนื่องเฟื่องฟูไปด้วย
จึงเห็นได้ว่าในหลายๆ ช่วงเวลา หากเศรษฐกิจเริ่มนิ่งๆ รัฐบาลมักออกมาตรการลดภาษีการโอนที่อยู่อาศัย เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ แม้ช่วยไม่ได้ทั้งหมดแต่ก็พอประทังไปได้ประมาณหนึ่ง
กระทั่งมาถึงปัจจุบันกับวิกฤตพลังงาน และสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจย่ำแย่
รัฐบาลจึงต้องงัดมาตรการต่างๆ ออกมาแก้ปัญหา
หนึ่งในนั้นคือ รถเก่าแลกรถใหม่
โดยในระดับโลกนั้นโครงการคล้ายกันก็เคยออกมาหลายครั้ง ล่าสุดปี 2551-2552 ช่วงเกิดวิกฤตซับไพรม์ หรือปัญหาฟองสบู่สินเชื่อที่อยู่อาศัยในอเมริกาและยุโรป สหรัฐ เยอรมนี และญี่ปุ่นมีโครงการ Cash for Clunkers เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ประสบความสำเร็จในแง่ยอดขายรถระยะสั้นเช่นกัน
แบ่งออกเป็นเฟส-เปิดเงื่อนไข

หลังการออกมาประกาศปัดฝุ่นรถเก่าแลกรถใหม่ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 มีรายละเอียดหลายอย่างที่น่าสนใจ
โดยรัฐบาลเน้นย้ำว่า โครงการนี้ออกมาเพื่อลดการนำเข้าน้ำมันและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงแก้ปัญหามลพิษ PM 2.5 และฟื้นฟูตลาดรถยนต์ที่ซบเซามาหลายปี พร้อมส่งเสริมการจ้างงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
อย่างไรก็ตาม ด้วยเงื่อนไขงบประมาณที่มีจำกัด บวกกับต้องใช้เงินกับโครงการประชานิยม เช่น การแจกเงิน หรือลดค่าครองชีพ
รัฐบาลจึงแบ่งเป็นเฟสๆ โดยเฟสแรกในปีนี้คาดว่าจะมีโควตา 10,000-20,000 คัน ในลักษณะ “มาก่อนได้ก่อน”
จากนั้นอาจรองบประมาณที่รัฐกำลังเตรียมกู้เงินราวๆ 5 แสนล้านบาท หลังมีแผนขยับเพดานเงินกู้สาธารณะจาก 70% ต่อจีดีพี เป็น 75% รอท่าไว้แล้ว
เบื้องต้นวางกรอบเงื่อนไขไว้กว้างๆ ประกอบด้วย เป็นรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ครอบคลุม รถยนต์ไฟฟ้า (BEV), รถยนต์ไฮบริด (HEV), รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น
อายุรถที่เข้าโครงการกำลังพิจารณาว่าจะเลือกระดับ 20 ปีขึ้นไป หรือต่ำกว่านั้น
ส่วนลดสูงสุดหากต้องการจูงใจน่าจะเป็นระดับ 1 แสนบาท บวกลบ
เงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้กรมสรรพสามิตเร่งสรุปรายละเอียด ทั้งปริมาณรถ ราคา ขนาดแบตเตอรี่ และกระบวนการจัดการซากรถเก่า เพื่อเสนอกระทรวงการคลังพิจารณา ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569
ขณะเดียวกัน ธนาคารออมสินเตรียมซอฟต์โลนวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อรายเพื่อให้ลูกค้าเลือก แต่ดอกเบี้ยค่อนข้างสูง

เจาะลึกข้อดี-ข้อเสีย
พลันที่ประกาศนโยบายนี้ออกมา เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ทั้งข้อดี-ข้อเสีย
ข้อดีในเชิงเศรษฐกิจนั้นแน่นอนว่าเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อทันที และไม่ใช่แค่รถยนต์แต่รวมถึงอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ พลอยได้อานิสงส์ไปด้วย
รักษาการจ้างงานในอุตสาหกรรมยานยนต์และห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งมีแรงงานจำนวนมาก
ลดปัญหามลพิษ PM 2.5 โดยปลดระวางรถเก่าที่ปล่อยไอเสียเกินมาตรฐาน ซึ่งจากข้อมูลพบว่ารถยนต์นประเทศไทยมีราวๆ 2 ล้านคันที่อายุเกิน 20 ปี
ส่งเสริมไทยในฐานะฐานการผลิตยานยนต์ในภูมิภาค
วางรากฐานเศรษฐกิจหมุนเวียน จากการรีไซเคิลซากรถอย่างเป็นระบบ
กระตุ้น GDP ประเทศ ซึ่งปัจจุบันเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายมาหลายปีต่อเนื่อง
ส่วนข้อดีอีกอย่างคือความปลอดภัย เพราะรถรุ่นใหม่ๆ มีเทคโนโลยีการขับขี่และความปลอดภัยมากขึ้น
ส่วนข้อเสียที่เห็นชัดเจนแรกสุดไม่พ้นตลาดรถยนต์ชะลอตัวทันที เพราะผู้บริโภครอดูเงื่อนไขในโครงการนี้ก่อน เห็นได้จากเสียงของค่ายรถที่ออกบูธงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา ซึ่งมียอดจองเกิน 1 แสนคัน แต่ลูกค้าเลื่อนการรับรถออกไปจำนวนมาก
ถัดมาคือ อาจทำให้คนไทยเป็นหนี้มากขึ้น ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่แล้ว
โครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จอาจไม่เพียงพอ ฯลฯ

เรียกร้องปิ๊กอัพร่วมขบวน
แม้หลายฝ่ายจะออกมาสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) รวมถึงค่ายรถที่มีโรงงานในประเทศ
แต่ก็มีเสียงสะท้อนว่าควรครอบคลุมรถปิ๊กอัพ ที่เคยเป็น Product Champion ของไทย ใช้ชิ้นส่วนในประเทศกว่า 90% และมีบทบาทสำคัญในการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจ
โดยช่วงหลายปีที่ผ่านมาตลาดรถปิ๊กอัพโดยกระทบอย่างหนัก ยอดขายตกลงอย่างน่าสนใจ ปัญหาทั้งจากภาพรวมเศรษฐกิจ ราคาพืชผลทางเกษตร และการปฏิเสธสินเชื่อ
การช่วยอุ้มตลาดปิ๊กอัพ อาจพอให้หายใจหายคอโล่งขึ้นบ้าง
ในภาพรวมรถเก่าแลกรถใหม่ ที่ออกมาตอนนี้ถือว่าเหมาะสมในระดับหนึ่ง เพราะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดมลพิษ และเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์สะอาดมากขึ้น
หลายประเทศพิสูจน์แล้วว่าโครงการลักษณะนี้ ดึงเม็ดเงินเข้าสู่ระบบในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซาได้จริง
แต่ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องหามาตรการรับมือด้วยเช่นกัน ทั้งออกแบบอย่างรัดกุม และมีมาตรการรองรับผลข้างเคียง
สำคัญที่สุดควรเร่งประกาศเงื่อนไขโดยเร็ว เพราะตลาดรถยนต์ขณะนี้ชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด
ขณะที่ผู้บริโภคต้องระมัดระวังการตัดสินใจ โดยยึดโยงกับฐานการเงินของตัวเองเป็นหลักด้วยเช่นกัน
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
