รายงานพิเศษ | มงคล วัชรางค์กุล
พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์
เจาะลึกแดนประหารบางขวาง
มีโอกาสร่วมเป็นหนึ่งในทีม OSK CONNEX (กลุ่มเครือข่ายนักเรียนเก่าสวนกุหลาบฯ) เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ ที่ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี เมื่อไม่นานมานี้
พร้อมทั้งเข้าเยี่ยมชมภายในเรือนจำบางขวาง ชมแดนประหารของจริง
ทั้งนี้ ภายใต้คำเชิญและอำนวยความสะดวกจากอธิบดีกรมราชทัณฑ์ พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีคนที่ 38 ท่านเป็น OSK รุ่น 102 พร้อมเลี้ยงอาหารมื้อกลางวันเลิศรสที่ร้านอาหาร “Cook & Coff ณ บางขวาง” ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในบรรยากาศสายลมแม่น้ำอ่อยเอื่อย
มีสมาชิก OSK CONNEX เข้าเยี่ยมชมจำนวนหนึ่ง
พิพิธภัณฑ์จัดแสดงประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์ไทยที่น่าสนใจ ได้แก่
เครื่องพันธนาการและอุปกรณ์ลงฑัณฑ์โบราณ เช่น ขื่อคา, กรงขัง, ตรวนขนาดต่างๆ
เครื่องทรมานนักโทษในสมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ที่ใช้ให้เข็ดหลาบ เห็นแล้วน่ากลัวมาก
มีรูปหุ่นจำลองนักโทษขณะอยู่ในเครื่องทรมาน เช่น ขื่อค้ำคอ, เบ็ดเหล็กเกี่ยวใต้คางนักโทษเกี่ยวคอห้อยกับรอก, ค้อนตอกเล็บ ทำด้วยไม้แก่น ปลายไม้ข้างแหลมจะใส่เข้าไประหว่างเล็บและเนื้อแล้วใช้ค้อนตอกปลายแหลมเข้าไปในเล็บ
มีหุ่นจำลองนักโทษนั่งยองในที่คุมขังรูปหวายตะกร้อขนาดใหญ่, หีบทรมานและไม้บีบขมับ เป็นต้น
เครื่องมือทรมานนี้มีแสดงให้เห็นราว 10 ชนิด น่ากลัวสุดๆ
ถัดไปคือ นิทรรศการวิวัฒนาการการประหารชีวิต มีภาพจำลองให้เห็นตั้งแต่สมัยฆ่าตัดคอ ที่ให้นักโทษนั่งเหยียดขามัดแขนทั้งสองข้างไว้กับหลัก ผูกตา ให้เพชฌฆาตร่ายรำอยู่ข้างหน้า แล้วบั่นคอให้ขาดกระเด็น ถ้ายังคอไม่ขาดจะมีดาบที่สองที่อยู่ข้างหลังเข้าซ้ำ เพชฌฆาตแต่งชุดสีแดงทั้งตัว มีผ้ามงคลคาดหัวสีแดง
มีแท่นแสดงดาบสังหารชนิดต่างๆ เป็นสิบเล่มอยู่บริเวณนี้

ถัดไปคือ ภาพจำลองการประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า
มีหลักประหารชีวิตจริงให้ดู เห็นรูกระสุนกัดพรุนเป็นแถบ มีภาพจำลองเพชฌฆาตกำลังเล็งเป้าผ่านแผ่นผ้ามีวงกลมตรงกับหัวใจด้านหลังนักโทษ มีผู้คุมชูธงแดงให้สัญญาณลั่นกระสุน มีหุ่นนักโทษถูกมัดร้อยแขน 2 ข้างกับหลักประหาร มัดลำตัวบนล่างกับหลักประหาร มีผ้าผูกตา
ผู้บรรยายเล่าวิธีชันสูตรหลังจากประหารแล้วว่าทำอย่างไร เล่าแม้แต่การเอาทรายมากลบกองเลือด
ประวัติที่ผ่านมามีนักโทษถูกประหารชีวิต 319 คน ในจำนวนนี้เป็นนักโทษหญิง 2 คน ผู้บรรยายบอกชื่อ นามสกุล คดีอะไร เพราะนั่นคือความจริงที่บันทึกไว้
การประหารชีวิตด้วยการ “ยิงเป้า” (หมายถึงการใช้ปืนแบล็กแมน “ยิงเข้าเป้า” วงกลมบนแผ่นผ้าที่ขึงทาบตรงเบื้องหลังหัวใจของนักโทษประหาร) คนสุดท้ายทำในปี 2546
หลังจากนั้นเปลี่ยนมาเป็นการประหารชีวิตด้วยการฉีดยา เตียงฉีดยามี 2 เตียง ใช้ประหารชีวิตนักโทษ 2 คนได้พร้อมกัน
วิธีประหารจะมัดนักโทษกับเตียงแล้วฉีดยา 3 เข็ม ตอนฉีดจะค่อยเปิดไฟ 3 สีตามจังหวะการฉีด 3 เข็ม คือสีส้ม สีแดง สีเขียวม่วง เข็มแรกเป็นยานอนหลับให้หลับลึก เว้นระยะหนึ่งแล้วฉีดเข็มที่สองเป็นยาคลายกล้ามเนื้อ อันนี้สำคัญมาก นักโทษประหารต้องมีกล้ามเนื้อที่ผ่อนคลาย หลังจากนั้นอีก 5 นาที จึงฉีดยาพิษโพแทสเซียมคลอไรด์สังหารชีวิต
มีนักโทษถูกประหารด้วยการฉีดยาพิษมาแล้ว 7 คน รายสุดท้ายทำในปี 2561 ปัจจุบันไม่มีการประหารชีวิตด้วยการฉีดยามานานถึง 8 ปีแล้ว
แต่ตำแหน่งเพชฌฆาตยังมีอยู่ เมื่อไม่มีการประหารชีวิตก็ทำงานอื่นในเรือนจำไป

ขึ้นไปชั้นบน เป็นมุมจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับ “การคุกการตะรางกับกาลเวลาที่เปลี่ยนไป” เป็นบอร์ดเล่าเรื่องการคุกการตะรางของไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น และสมัยรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 ต่อมาจนถึงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลปัจจุบัน
ในตู้กระจกจัดแสดงลายพระราชหัตถเลขาในหมายปล่อยตัวนักโทษของรัชกาลที่ 5, รัชกาลที่ 6, รัชกาลที่ 9 และรัชกาลปัจจุบัน
มีการจัดแสดงภาพกิจวัตรประจำวันของนักโทษ ภาพโรงอาบน้ำ ภาพโรงอาหาร ผู้บรรยายเล่าว่า นักโทษมีเครื่องแต่งกาย 2 สี สีฟ้า คือชุดนักโทษเด็ดขาดที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว ส่วนชุดสีน้ำตาล คือนักโทษที่ยังอยู่ในระหว่างรอคำพิพากษาขั้นสุดท้าย
มีภาพและสิ่งของเครื่องใช้สมัยโบราณที่ใช้งานได้จริงสมัยนั้น ได้แก่ ไม้คทา, กล้องโบราณ, ปืนพกลูกโม่, สมุดรายวันรับราชการ, หมวกกะโล่, อาวุธผู้ต้องขัง, บัญชีผู้ต้องขังหลบหนี, อุปกรณ์การหลบหนี และอุปกรณ์การพนันในคุก
โซนกิจวัตรประจำวันของนักโทษ เป็นการจำลองบรรยากาศและจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ภายในเรือนจำ เช่น ห้องขัง, ช่องลม, โครงกระดูก, เครื่องโม่โบราณ, ฆ้อง, ภาชนะใส่อาหารของผู้ต้องขัง, ท่อส่งน้ำโบราณ, กระทะหุงต้มอาหารสามารถหุงข้าวได้ทั้งกระสอบเลี้ยงคนได้ 400 คน แถมด้วยครกไม้โบราณ
ภาพเรือนจำจังหวัดต่างๆ สมัยก่อน ภาพเรือนจำเกาะเต่า ภาพเรือนจำเกาะตะรุเตา ภาพเครื่องพิมพ์ดีดที่สอ เสถบุตร ใช้พิมพ์ต้นฉบับพจนานุกรมอังกฤษ-ไทย ลักลอบส่งออกมาจากเกาะตะรุเตา จนเป็นพจนานุกรมอังกฤษ-ไทยฉบับมาตรฐาน

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้ก้าวเข้าสู่ประตูคุกบางขวาง ทุกชีวิตที่เข้ามาในเขตบางขวางจะต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด
กล่าวคือ ประการแรก จะต้องปลดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด เช่น โทรศัพท์มือถือ นาฬิกาดิจิทัล เพาเวอร์แบงก์ และอื่นๆ ทุกสิ่งจะต้องฝากไว้ที่ล็อกเกอร์ในอาคารแรกที่เข้าสู่ดินแดนบางขวาง
ผู้บัญชาการเรือนจำบางขวาง นายยุทธนา นาคเรืองศรี มารอต้อนรับด้วยตนเอง พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ผู้ติดตาม
ในเรือนจำบางขวาง รถกอล์ฟพาคณะผู้เยี่ยมชมเข้าสู่ดินแดนบางขวาง อันเป็นอีกโลกหนึ่งที่ไม่มีใครเข้ามารู้เห็นได้ง่ายๆ
จุดแรกที่วิ่งผ่าน คือบริเวณเยี่ยมญาติที่เป็นเรือนแถวยาว 2 ฟากถนน จัดซอยเป็นห้องเล็กๆ ให้ญาติได้เข้าเยี่ยมนักโทษ เห็นพวกญาตินั่งหันหลังให้ ส่วนนักโทษอยู่ในห้องด้านใน
ต่อไปเริ่มเข้าสู่บริเวณที่คุมขังที่เรียกเป็นแดนต่างๆ แดนแรกที่แลเห็น มีนักโทษในเครื่องแต่งกายชุดสีน้ำตาลนั่งขัดตะหมาดบนพื้นซีเมนต์เป็นแถวยาวซ้อนหลายชั้นหน้าห้องขัง ผู้คุมยืนคุมด้านซ้ายและขวา เสียงผู้คุมสั่งให้นักโทษนั่งก้มหน้า
นักโทษในชุดสีน้ำตาลคือพวกที่คดียังไม่สิ้นสุด ยังไม่มีคำตัดสิน ยังไม่เป็นนักโทษเด็ดขาด ส่วนนักโทษในชุดสีฟ้าคือนักโทษเด็ดขาดที่ศาลมีคำตัดสินแล้ว
รถพาวิ่งผ่านอาคารคุมขังของแดนต่างๆ แต่ทุกแห่งปิดประตูเงียบ ไม่มีนักโทษให้เห็น
จนเข้าสู่จุดไฮไลต์ที่พามาดู คือแดนประหาร
ก่อนเข้าสู่แดนประหารจะมีศาลาอยู่ด้านหน้าให้นักโทษนั่งพัก นักโทษจะถูกเบิกตัวมาสู่แดนประหารโดยรถกอล์ฟที่พวกเรานั่งมานั่นแหละ
ที่นี่นักโทษจะได้กินอาหารมื้อสุดท้าย ถ้าอยากกินอะไรทางเรือนจำจะจัดสั่งมาให้ นักโทษประหารจะนั่งที่เก้าอี้ตัวเดียวของศาลานี้ เพื่อได้โทรศัพท์คุยกับญาติเป็นครั้งสุดท้าย และเพื่อเขียนพินัยกรรม
ถ้าอยากจะเห็นผ้าเหลืองก่อนตายก็จะนิมนต์พระจากวัดบางแพรกใต้เข้ามาทางประตูที่นำศพนักโทษออก เข้ามาทำพิธีให้
เมื่อกระบวนการเสร็จสิ้นแล้ว นักโทษจะถูกนำเข้าสู่หลักประหารในอาคารข้างๆ ที่สมัยก่อนใช้วิธียิงเป้า หลักประหารมัดนักโทษของจริงยังอยู่ แท่นปืนก็ยังอยู่
มีคำถามจากผู้เยี่ยมชมว่า เคยมีนักโทษหนังเหนียวที่ยิงไม่ออกบ้างไหม
ผบ.เรือนจำบางขวางตอบว่า “มี”
“นักโทษคนนั้นมีเหรียญหลวงพ่อแดงวัดเขาบันไดอิฐ”
นี่คือเหรียญที่เหนียวจริง พิสูจน์จากแดนประหารบางขวาง
ท่าน ผบ.ก็มีเหรียญนี้ด้วย ปลดให้ดูจากพวงในคอ
สมัยนั้น เมื่อนักโทษถูกประหารแล้ว หลังการชันสูตรพลิกศพ จะนำร่างออกทางประตูเข้าวัดบางแพรกใต้ ที่เปิดออกด้านข้างแดนประหาร เพื่อส่งศพให้ญาติ
มีนักโทษถูกประหารด้วยการยิงเป้า 319 คน ในจำนวนนี้เป็นนักโทษหญิง 2 คน
หลังจากหมดยุคการ “ยิงเป้า” มาสู่ยุคการประหารด้วยการ “ฉีดยา”
ห้องฉีดยาอยู่ข้างห้องยิงเป้า ภายในอาคารเดียวกัน มีเตียงฉีดยา 2 เตียงอยู่คู่กัน ฉีดยาได้ 2 คนพร้อมกัน
นักโทษประหารที่ฎีกาขออภัยโทษตกไป ไม่พระราชทานอภัยโทษให้ จะถูกเบิกตัวมายังแดนประหาร ทำพิธีเบื้องต้นในซุ้มนอกแดนประหารเหมือนสมัยยิงเป้า แล้วส่งตัวเข้าห้องประหาร
ภายหลังการชันสูตรศพ ร่างนักโทษที่ประหารด้วยการฉีดยาจะไม่นำส่งผ่านประตูออกไปยังวัดบางแพรกใต้ แต่จะให้รถมูลนิธิฯ เข้ามารับศพออกไป
นับจากเริ่มการประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษครั้งแรกในปี 2547 มีนักโทษถูกฉีดยาพิษมาแล้ว 7 คน คนสุดท้ายทำในปี 2561
จนถึงปัจจุบันไม่มีการฉีดยาพิษสังหารมา 8 ปีแล้ว
