หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
บ่ายกลางฤดูแล้ง บนเครื่องบินปีกหมุนลำเล็ก ผมโดยสารร่วมมากับเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ในภารกิจสำรวจไฟป่า
นักบินผู้คุ้นเคยกันดี บังคับเครื่องล่องไปตามลำห้วยที่อยู่ในช่วงเวลาซึ่งหาดทรายขยายกว้าง ระดับน้ำลด และใส มองเห็นพื้นกรวดทราย
บางช่วงสายน้ำเหลือเพียงร่องเล็กๆ บนหาดทรายที่ขยายกว้าง เต็มไปด้วยรอยตีนสัตว์ป่า
สภาพอากาศอันร้อนอบอ้าว และแหล่งน้ำเหลือเพียงที่ลำห้วยสายหลัก บริเวณลำห้วยจึงเป็นที่ชุมนุมของสัตว์ป่า
ระหว่างทางเราพบเสือโคร่ง 4 ตัว บางตัวนอนแช่น้ำตื้นๆ มันแหงนหน้าดู ขณะ ฮ. บินผ่าน พบเห็นเสือไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร เพราะเมื่อสัตว์กินพืชมาชุมนุมที่ใด นักล่าก็จะตามมา
ใกล้ถึงปลายลำห้วย เราพบควายป่าฝูงหนึ่ง หลายตัวนอนแช่น้ำ บางตัวเดินริมๆ ฝั่ง เสียงคำรามของเครื่องยนต์ที่บินข้ามหัว ทำให้พวกมันแหงนหน้ามอง พวกที่นอนแช่น้ำลุกขึ้นวิ่งเหยาะๆ และหยุดเมื่อ ฮ. ผ่านไป
ใกล้ๆ ฝูงควายป่า เราถึงปลายน้ำ จุดสิ้นสุดของลำห้วย ต่อจากนั้นคือ ทะเลสาปกว้าง ซึ่งเกิดขึ้นเพราะการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่
ที่ผมเห็นเบื้องล่างคือผืนน้ำกว้างไกล แต่สำหรับควายป่า นี่คือจุดสิ้นสุดขอบโลกของพวกมันแล้ว
สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นชัดขึ้นทุกปีจากการทำงานในป่า ไม่ใช่จำนวนสัตว์ป่าที่ลดลง หลายชนิดเพิ่มจำนวน บางชนิดซึ่งเคยเป็นสัตว์ป่าหายาก ก็ปรากฏกายให้เห็นเสมอๆ
แต่สิ่งซึ่งเห็นคือ “เส้นทาง” ที่กำลังหายไป
อีกสิ่งที่เห็นคือเมื่อเส้นทางหายไป เหล่าสัตว์ป่าเริ่มต้นปรับตัว
ในชุมชนใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ผู้คนคุ้นหน้าคุ้นตา ช้างหลายตัวที่เดินหาอาหาร ล้มต้นผลไม้ แวะตามบ้าน ร้านอาหาร ร้านขายของชำ บางครั้งเข้ารื้อครัว เพราะได้กลิ่นอาหาร
ดูเหมือนว่าช้างหลายตัวนี้จะปรับตัวเพราะความเปลี่ยนแปลง เป็นการปรับตัวที่ฉลาด และน่ากังวล
หลายตัวท่าทางเป็นมิตร ขณะมีบางตัวก้าวร้าว หงุดหงิดกับเสียงหมาเห่า ฝังใจกับเสียงประทัดที่คนปาไล่
เส้นทางที่สัตว์ป่าเคยใช้มาเนิ่นนานตั้งแต่ครั้งบรรบุรุษ ไม่ได้ถูกปักหมุดไว้ในแผนที่ แต่มันฝังอยู่ในความทรงจำรุ่นแล้วรุ่นเล่า
ช้างรู้ว่าฤดูแล้งควรเดินไปทางใดเพื่อพบน้ำ
กระทิงรู้ว่าระบัดจะมีที่ไหน เมื่อไฟป่าผ่านพ้นและรู้ว่าช่วงเวลาใกล้ๆ นั้นหน่อไม้ในดงไผ่เริ่มแทงยอดโผล่พ้นดิน
เสือรู้ว่าเวลาไหนพื้นที่ใดที่เหล่าสัตว์กินพืชจะมาชุมนุมและพื้นที่ใดควรหลีกเลี่ยงเพราะมีเจ้าถิ่นที่แกร่งกว่าครอบครอง
ช้างรับหน้าที่บุกเบิกเส้นทางเหล่านี้ไว้ก่อนเราจะตัดถนนเส้นแรกเสียอีก
เมื่อป่าผืนใหญ่ถูกแบ่งออกเป็นแปลงย่อยด้วยถนน เขื่อน ไร่พืชเชิงเดี่ยว รีสอร์ต เมืองที่ขยายตัว เส้นทางเก่าเหล่านั้นก็ขาดสะบั้นลง
สัตว์ป่าไม่ได้หายไปไหน พวกมันหลายชนิดเพิ่มจำนวนประชากรด้วยซ้ำ
พวกมันยังอยู่ อยู่ในบ้านที่ไม่เหมือนเดิม
เมื่อทางไปแหล่งอาหารตามฤดูกาลถูกปิด เมื่อป่าที่เคยเชื่อมถึงกันกลายเป็นเกาะกลางบก เพราะความเจริญ สัตว์จำนวนมากจึงต้องปรับตัว เช่นเดียวกับช้าง ที่ป่าเขาใหญ่ ช้างจำนวนไม่น้อยเดินออกจากป่า เข้าสวนผลไม้ เข้านา เข้าหมู่บ้าน
พวกมันคล้ายจะเข้ามาบุกรุก รบกวนคน ช้างไม่ได้ตั้งใจเช่นนี้ แต่เพราะเส้นทางเดิมไปไม่ได้อีกแล้ว
ความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าจึงเป็นปัญหาซึ่งใหญ่ขึ้นทุกวัน
ไม่ใช่เรื่องของความดุร้าย แต่เป็นเรื่องของ “พื้นที่” และ “ความไม่เข้าใจ”
เมื่อคนสูญเสียผลผลิต ย่อมเจ็บปวด และโกรธแค้น เสียใจ เมื่อมีชีวิตสูญเสีย
เมื่อช้างถูกไฟฟ้าชอร์ต ถูกยิง เหยียบตะปู ถูกวางยา ก็สูญเสียไม่ต่างกัน
ดูคล้ายกับว่า ต่างฝ่ายต่างปกป้องสิ่งที่ตัวเองมี อีกทั้งความสูญเสียนี้ไม่ผิดนักหากจะเรียกว่า โศกนาฏกรรม
คนคิดว่าการอนุรักษ์คือการกันพื้นที่บางส่วนไว้ แล้วจบ
แต่ความจริง ป่าไม่ใช่กรงขัง สัตว์ป่าไม่ใช่นักโทษ
โครงสร้าง แนวทาง รวมถึงวิธีคิดในการแก้ไขปัญหาแบบเดิมๆ คงต้องหาหนทางใหม่ ในโลกที่ความเปลี่ยนแปลงส่งผลถึงทุกชีวิต
การรักษาชีวิตไม่ใช่เพียงรักษาพื้นที่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ต้องรักษา “การเชื่อมต่อ”
ในหลายประเทศ รวมถึงบ้านเรา แนวคิดเรื่อง wildlife corridor หรือ “ทางเชื่อมผืนป่า” จึงสำคัญอย่างยิ่ง
สะพานลอยสำหรับสัตว์ อุโมงค์ลอดใต้ถนน หรือการฟื้นฟูป่าที่เชื่อมผืนป่าเข้าหากัน นี่ไม่ใช่แค่ทางผ่าน มันคือโอกาสรอดเพราะเมื่อสัตว์สามารถเดินทางได้ พวกมันจะหาอาหารได้ตามฤดูกาล ขยายอาณาเขตได้ พบคู่ต่างสายเลือดได้
การถูกตัดขาดจากกันนานเกินไป ทำให้สัตว์บางกลุ่มผสมพันธุ์ในวงจำกัด เกิดภาวะเลือดชิด ความอ่อนแอทางพันธุกรรม และลดโอกาสรอดในระยะยาว ทางลอดถนน ในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติทับลาน คือสิ่งอันทำให้รู้ว่า คนเริ่ม ฟัง ในสิ่งที่สัตว์ป่าพยายามบอก
ถนนของคน ทำให้เราใกล้กันขึ้น ไปมาหากันได้ง่ายรวดเร็ว
แต่ถ้ามันทำให้โลกของสัตว์แคบลง ความจริงคือ เรากำลังสร้างความเจริญในอันจะทำให้หลายชีวิตสูญพันธุ์
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะสร้างสะพานเชื่อมป่าได้มากเพียงใด หากมนุษย์ยังมองสัตว์ป่าเป็นเพียงผู้บุกรุก หรือมองป่าเป็นแค่พื้นที่รอการใช้ประโยชน์ ทางเชื่อมนั้นก็อาจเป็นเพียงโครงสร้างที่ไร้หัวใจ
ทางเชื่อมที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ทางที่ลอดผ่านป่า
แต่คือทางเชื่อมที่อยู่ในใจคน

มีความจริงที่เราต้องยอมรับ มนุษย์ไม่ได้อยู่เหนือธรรมชาติ แม้มีบ้างบางคนจะคิดเช่นนั้น
เราพูดกันมาเนิ่นนานแล้วว่า เราเป็นเพียงส่วนหนึ่งในระบบเดียวกัน
มีข้อมูลมากมายสรุปให้เห็นว่าเมื่อสัตว์ป่าอยู่ไม่ได้ หมายถึงสมดุลบางอย่างของโลกกำลังสั่นคลอน
และเมื่อสมดุลนั้นพังลงถึงจุดหนึ่ง ผลกระทบจะย้อนกลับมาหาเราเสมอ
คนแบ่งโลกออกเป็นส่วนๆ ด้วยเส้นเขตแดน จนบางครั้งลืมไปว่า ทุกชีวิตต่างต้องการสิ่งคล้ายกัน พื้นที่ปลอดภัย อนาคต และโอกาสส่งต่อชีวิตต่อไป
การอยู่รอดอย่างแท้จริง อยู่ที่การรู้ว่าจะใช้พื้นที่ร่วมกันอย่างไร
ในป่า ผมเห็นต้นไม้ใหญ่ไม่ได้เติบโตเพราะแย่งแสงจนทุกอย่างตายหมด แต่มันอยู่ได้เพราะทั้งระบบยังอยู่ และต้นไม้ใหญ่ล้มลงเพื่อเปิดทางแสงให้ ต้นไม้เล็ก ได้เติบโต
ในป่ามีน้ำ มีแมลง มีผึ้ง มีนก มีเห็ดรา ต่างทำหน้าที่ของตัวเอง
การเติบโตในระบบที่สิ่งอื่นยังอยู่รอด คือความมั่นคงแท้จริง
เราพูดกันว่าหากอยากเห็นโลกยั่งยืน คงต้องเริ่มจากการสร้างทางเชื่อมในระดับเล็กที่สุดก่อน ในครอบครัว ในชุมชน ในนโยบาย และสำคัญที่สุดคือในใจ
เพราะการ “อนุรักษ์” ที่แท้จริง คือรักษาความสามารถของคนในการทำความเข้าใจว่า เราไม่อาจอยู่รอดได้บนโลกที่เหลือเพียงมนุษย์
กล้องเป็นเครื่องมือที่ผมใช้ เพื่อเรียนรู้บทเรียนจากสัตว์ป่า
แต่เมื่อผมละสายตาจากช่องมองภาพ มองสัตว์ป่าด้วยสายตา ผมไม่ได้เห็นแค่ตัวสัตว์ แต่เห็นเรื่องราวของการดิ้นรน การปรับตัว การสูญเสีย และความพยายามมีชีวิตต่อในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นคือภาพที่มันยังคงเดินตามเส้นทาง ซึ่งได้รับความรู้มาจากบรรพบุรุษ เดินมุ่งหน้าไป ทั้งที่เส้นทางนั้นไม่มีอยู่แล้ว เหล่าสัตว์ป่าคล้ายจะ “ติดเกาะกลางบก”
คงจะดีหากเราสร้างโลกที่มีทางเชื่อม ให้ทุกชีวิตเดินต่อไปได้ เพราะในวันที่ทางเชื่อมสุดท้ายขาดลงสิ่งที่สูญหายอาจไม่ใช่แค่สัตว์ป่าแต่เป็นหัวใจของความเป็นมนุษย์เราเอง
อยู่ในป่า ผมพบเจอซากสัตว์ป่าเสมอๆ ควายป่าที่กำลังวิ่งเหยาะๆ อยู่บนผืนทรายเบื้องล่าง ทำให้ผมนึกถึง ซากควายป่า ที่ล้มอยู่กลางลำห้วย
นั่นไม่ใช่ภาพน่าสะเทือนใจ ชีวิตมันจบสิ้นเพราะนักล่าตัวหนึ่งทำงานสำเร็จ
แต่ภาพสะเทือนใจจริงๆ คือ ภาพที่แสดงให้เห็นว่า ควายป่าฝูงหนึ่ง ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สุดท้าย และถอยมาอยู่ ณ จุดที่สิ้นสุดโลกของพวกมันแล้ว
