| การศึกษา
หลังการมอบนโยบายขับเคลื่อนการศึกษาของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง หรือครูไก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
ภาพใหญ่ที่ถูกวางไว้มีทั้งการลดภาระครู รื้อโครงสร้างงบประมาณ ลดความเหลื่อมล้ำ ปรับหลักสูตรสู่ฐานสมรรถนะ และเร่งผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ภายในรัฐบาลนี้
ได้รับเสียงตอบรับไปในทางบวก สำหรับคนแวดวงวิชาการ
แต่การศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาถึงจะเห็นผล โดยเฉพาะเรื่องสำคัญ คือ “การเรียนฟรีมีงานทำ” ที่รัฐบาลผลักดัน โดยเฉพาะการเรียนฟรีมีจริง ยังเป็นเรื่องที่พูดง่าย ทำยาก ยิ่งในภาวะวิฤตพลังงาน ต้นทุนชีวิตมนุษย์อยู่ในภาวะเสี่ยงและอาจส่งผลให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้น
การเรียนสายอาชีพ ที่สามารถทำงานระหว่างเรียนได้ อาจเป็นอีกหนึ่งคำตอบของปัญหาดังกล่าว
ล่าสุด ในการประชุมคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) นายประเสริฐได้มอบนโยบาย ทิศทางการพัฒนาการอาชีวศึกษาไว้น่าสนใจ โดยสะท้อนประเด็นปัญหาที่สำคัญหลายเรื่อง ทั้งโครงสร้างด้านกำลังคนที่ยังไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีนักเรียนสามัญ ต่ออาชีพ 70 : 30 แต่เป้าหมายกำลังคนอยู่ที่ 45 : 55 หมายถึงเราผลิตคน ยังไม่ตรงกับความต้องการของประเทศ
นายประเสริฐระบุว่า สมัยเป็นรองนายกรัฐมนตรี และเป็นคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC พบว่า ความต้องการกำลังคนมีกว่า 50,000 คนต่อปี ทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส. ) ซึ่งพบว่าช่างอุตสาหกรรมและแรงงานไทยยังมีทักษะไม่สูงนี่คือความท้าทายแรก
ขณะที่ช่องว่างทางการศึกษาและทักษะโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน กำลังจะพูดที่การศึกษาที่ต้องปรับตัว เรามี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 ผ่านมา 27 ปี พ.ร.บ. มีการแก้ไขเป็นระยะๆ แต่ยังไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก
ยกตัวอย่างเช่น ไม่มีการพูดถึงทักษะในการเข้าไปทำงานในโรงงานและนำทักษะเหล่านั้นมาแปลงเป็นหน่วยกิตสะสม ในเครดิตแบงก์ หรือธนาคารหน่วยกิต ตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่ท้าทาย
รวมถึงการผลิตกำลังคน เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีนักลงทุนชาวจีนสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่เรายังไม่มีกำลังคนรองรับ
สิ่งเหล่านี้จึงเป็นโจทย์สำคัญของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการผลิตกำลังคนได้เพียงพอกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
ขณะที่ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม ยังไม่เป็นระบบแบบไร้รอยต่อ แม้จะมีระบบทวิภาคีแต่ยังขาดมาตรฐาน ดังนั้น อนาคตต้องเชิญบริษัทต่างๆ เข้ามาพูดคุยกันต้องปรึกษาว่าเราควรจะเริ่มต้นอย่างไรดีที่จะทำให้เรื่องงานบางแห่งฝึกงานไม่ตรงกับสาขา หรือใช้เป็นภาคแรงงาน
อาชีวะถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ เห็นได้จากในต่างประเทศ เช่น เยอรมนี หรือประเทศในแถบยุโรป หรือประเทศญี่ปุ่น จะให้ความสำคัญกับการเรียนอาชีวศึกษาอย่างมาก แต่ในประเทศไทยกับมองภาพลักษณ์ของเด็กอาชีวะอีกมุมหนึ่ง ทั้งที่คนที่จบอาชีวะจบไปแล้วเงินเดือนควรสูงกว่าคนจบปริญญาตรีบางแผนกเสียด้วยซ้ำ เพราะเป็นการเรียนทักษะ ที่ใช้เวลาเรียนน้อยกว่า โอกาสหางานทำได้มากกว่า
ซึ่งคงต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรให้ค่านิยมเหล่านี้หมดไป
ยกตัวอย่างช่างเชื่อมใต้น้ำ ซึ่งจากข้อมูลจากกรมพัฒนาฝีมีอแรงงาน บริษัทจ้างเป็นรายชั่วโมง ชั่วโมงละ 4,000-5,000 บาท เป็นกำลังแรงงานคุณภาพสูง เป็นต้น
จากความท้าทายนี้ จึงคิดว่า จะขับเคลื่อนการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านกลไกที่เรียกว่า Human Capital Super board ซึ่งจะเป็นบอร์ดที่มีรองนายกฯ เป็นประธาน บูรณาการการทำงาน เชื่อมโยงกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รับผิดชอบการวางแผนการผลิตบุคลากร เพื่อพัฒนาประเทศ
เกิดเป็นนโยบาย คือ “ได้งาน ได้เงิน ได้วุฒิ ให้เป็นมาตรฐาน” เพราะหัวใจของการเรียนรู้ของอาชีวะคือการปฏิบัติการเรียนรู้จากการทำงานจริง พัฒนาระบบโดยอิงกับระบบ Dual System ของเยอรมัน ที่ยืนอยู่ 3 เสาหลัก
เสาหลักที่ 1 ด้านมาตรฐานสมรรถนะด้านวิชาชีพ เราจะจัดทำมาตรฐานกับหน่วยงานที่สำคัญหลายอย่าง เช่น สภาอุตสาหกรรมฯ สภาหอการค้า สมาคมวิชาชีพต่างๆ เรายังมองว่ากลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในปี พ.ศ.2570 จะต้องมีอย่างน้อยครบ 10 สาขาที่เป็นความต้องการของประเทศ
เสาหลักที่ 2 คือชั่วโมงการฝึกงานมาตรฐาน ที่ต้องมีการกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสม
เสาหลักที่ 3 สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้าร่วม ผลักดันผ่าน Human Capital
“นอกจากเรื่องเหล่านี้แล้ว ยังต้องเร่งปฏิรูปหลักสูตรให้ทันโลกและเทคโนโลยี เรื่องอุตสาหกรรมและเรื่องการศึกษาต้องก้าวหน้าไปพร้อมๆ กันเรื่องของหลักสูตร เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ หรือเรื่องโรบอต มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้น หลักสูตรจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง มีการสร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนทั้งหมดนี้นำไปสู่การยกระดับภาพลักษณ์อาชีวะ ที่จะต้องเร่งทำให้อาชีวะไม่ใช่อาชีพทางเลือกแต่เป็นอาชีพแห่งความสำเร็จ” นายประเสริฐกล่าว
โจทย์ใหญ่อาชีวะที่ ‘ครูไก่-ประเสริฐ’ วางไว้ ถือว่าเดินมาถูกทางในเชิงโครงสร้าง
ที่ต้องวางเป้าหมายการผลิตกำลังคน
เชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับเศรษฐกิจ รวมถึงดึงภาคเอกชนร่วมผลิตกำลังคน
และการยกระดับทักษะให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคต
แต่ในทางปฏิบัติยังคงเป็นท้าทาย ว่าจะสามารถขับเคลื่อนได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่
การปฏิรูปอาชีวะครั้งนี้ จะสำเร็จหรือไม่ จึงไม่ได้วัดแค่จำนวนผู้เรียนที่เพิ่มขึ้น
แต่ต้องวัดจากคุณภาพกำลังคนที่ผลิตออกมาว่า สามารถทำงานได้จริง มีรายได้จริง และมีเส้นทางเติบโตจริงหรือไม่
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
