วิชา ‘วรรณกรรมแห่งความสิ้นหวัง’ ชั้นเรียนยอดนิยมใน ‘ไอวีลีก’
ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง
หลายคนอาจไม่เชื่อว่า ในท่ามกลางกระแสตื่นตัวตื่นเต้นกับเทคโนโลยีเอไอ หรือในภาวะวิกฤตทางสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ (ที่มีผู้ปรามาสว่า คนที่จบการศึกษาจากสาขาวิชาเหล่านี้ในยุคนี้ จะหาการหางานทำได้อย่างยากลำบาก)
หนึ่งในวิชาเรียนที่มีนักศึกษาต้องการลงทะเบียนสูงสุดของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย (1 ใน 8 มหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา หรือ “ไอวีลีก”) จะเป็นชั้นเรียนที่ไม่ได้สอนเนื้อหาเกี่ยวกับ “นวัตกรรม” หรือการแข่งขันเพื่อเอาตัวรอดในโลกทุนนิยม-เทคโนโลยียุคใหม่แต่อย่างใด
นอกจากนั้น วิชายอดฮิตดังกล่าวยังไม่มีจุดประสงค์ที่จะกระตุ้นให้นักศึกษาได้ใช้เวลาและทรัพยากรในชีวิตของตนเองเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุด (ทางเศรษฐกิจ)
ตรงกันข้าม ชั้นเรียนวิชานี้กลับมอบหมายให้คนหนุ่มสาวในมหาวิทยาลัยนั่งอ่านวรรณกรรมเนื้อหาเศร้าสร้อยไปยาวๆ 4-5 ชั่วโมง หลังจากนั้น จึงเปิดโอกาสให้พวกเขาและเธอได้สนทนาถกเถียงกับอาจารย์เจ้าของวิชาในบรรยากาศอันมืดมิดไร้แสงสว่าง
“สภาวะสิ้นหวังอย่างลึกซึ้ง” คือชื่อรายวิชาของชั้นเรียนอันแหวกแนวข้างต้น โดย “ศาสตราจารย์จัสติน แม็กแดเนียล” ผู้เปิดคอร์สนี้ขึ้นมา นิยามว่าสภาวะดังกล่าวคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต่างต้องเผชิญในชีวิต
ทั้งนี้ “ความสิ้นหวังอย่างลึกซึ้ง” ไม่ได้หมายถึงความเจ็บปวดที่เด่นชัดเป็นรูปธรรม เช่น ความเจ็บปวดจากการหย่าร้าง เลิกรา หรือถูกลบหลู่เหยียดหยามให้อับอาย
ทว่า “สภาวะสิ้นหวังอย่างลึกซึ้ง” มักเกี่ยวข้องกับความตาย, การก้าวเข้าสู่วัยชรา, ความป่วยไข้ และความเหงาโดดเดี่ยว ซึ่งมนุษย์เราไม่สามารถระบุสาเหตุของสภาวะเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน รวมทั้งยังไม่สามารถหลีกหนีหรือกระทั่งบังคับควบคุมมัน
ชั้นเรียนวิชานี้ถือกำเนิดขึ้นจากอารมณ์ผิดหวังของคนสอนหนังสือเมื่อหลายปีก่อน
ในเวลานั้น แม็กแดเนียลพยายามอ้างอิงถึงผลงานทางวัฒนธรรมที่สำคัญหลายๆ ชิ้น ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นพื้นฐานหลักสำหรับการเรียนรู้ของนักศึกษาในห้องเรียน แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมา คือ “ความเงียบงัน” จากบรรดาผู้เรียน
“ผมพยายามจะบรรยายเกี่ยวกับนิยายดังๆ, นักเขียนรางวัลโนเบล, บทเพลงเด่นๆ หรือผลงานจิตรกรรม ที่วัยรุ่นทุกคนควรรู้จัก และสิ่งที่พวกเขาตอบสนอง ก็คือการจ้องมองผมกลับมาด้วยสายตาเลื่อนลอยว่างเปล่า
“จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมก็รู้สึกโกรธถึงขีดสุดกับปฏิกิริยาเหล่านั้น ก่อนจะตะคอกใส่นักศึกษาแล้วเดินออกมาจากห้อง”
อย่างไรก็ตาม มีนักเรียนสองคนที่เดินตามแม็กแดเนียลมาในห้องพักอาจารย์ และบอกว่าพวกเขายังต้องการอ่านหนังสือในชั้นเรียนต่อไป อาจารย์ที่กำลังโกรธและผิดหวังยังไม่ค่อยเชื่อมั่นในความปรารถนาดังกล่าว และเสนอข้อแลกเปลี่ยนกลับไปว่า “ผมจะเปิดชั้นเรียนให้พวกคุณ ถ้าพวกคุณมานั่งอ่านหนังสือต่อหน้าผม”
วันเสาร์ถัดมา แม็กแดเนียลนัดนักศึกษาสองคนนั้นให้ไปพบเขาที่ห้องสมุดเล็กๆ แห่งหนึ่ง เขาใช้อำนาจยึดโทรศัพท์มือถือของทั้งคู่ และยื่นหนังสือนิยายความหนาเกือบ 500 หน้าให้ทั้งสองคน
8 ชั่วโมงถัดมา นักศึกษาคู่นั้นนั่งอ่านหนังสือนิยายจนจบ ส่วนผู้สอนอย่างแม็กแดเนียลก็ได้พานพบประสบการณ์ที่ล้ำค่า
“พวกเรามีบทสนทนาอันเยี่ยมยอดเกี่ยวกับหนังสืออย่างที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน พวกเขาสองคนฉลาดปราดเปรื่อง และมองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ผมมองไม่เห็น”

ปัจจุบันนี้ มีนักศึกษามาแสดงความประสงค์ขอลงทะเบียนเรียนวิชา “สภาวะสิ้นหวังอย่างลึกซึ้ง” กับแม็กแดเนียล หลายร้อยราย
ในแต่ละสัปดาห์ จะมีนักศึกษาแค่ 45 คนที่ได้รับการตอบรับอนุมัติให้เข้าชั้นเรียน โดยพวกเขาจะได้รับมอบหมายให้อ่านหนังสือหนึ่งเล่มในบ่ายวันนั้น แบบไม่รู้ข้อมูลล่วงหน้ามาก่อน
“ผมไม่ต้องการให้พวกเขาศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับนิยายเล่มนั้นๆ มาก่อน หรือไม่ต้องการให้พวกเขานำโน้ตย่อใดๆ เข้ามาเรียน” ศาสตราจารย์เจ้าของวิชาระบุ
ตรงกันข้าม สิ่งที่อาจารย์ผู้นี้ทำ คือการปล่อยให้นักศึกษาใช้สมาธินั่งอ่านหนังสือนิยายไป 4-5 ชั่วโมง ก่อนจะปิดไฟในห้องเรียนให้มืดมิดลง แล้วเริ่มต้นสนทนาเกี่ยวกับสิ่งที่แต่ละคนเพิ่งได้อ่านทำความเข้าใจ
แน่นอนว่าแนวทางการสอนหนังสือของแม็กแดเนียลนั้นดูย้อนแย้งกับวิธีการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษาสมัยใหม่ ที่พยายามบูรณาการองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นความรู้เชิงประยุกต์ที่สามารถนำไปใช้ “ปฏิบัติได้จริง” ในโลกการทำงานยุคปัจจุบัน เข้ามาหลอมรวมกับทุกๆ สาขาวิชา
“ผมไม่มีปัญหาอะไรกับการเรียนการสอนที่เน้นภาคปฏิบัติเหล่านั้น แต่ผมจะไม่เรียกมันว่า ‘การศึกษา’ ผมเรียกสิ่งดังกล่าวว่า ‘การฝึกอบรมวิชาชีพ’ เพราะการศึกษาจะไม่ให้คำตอบต่างๆ ที่แน่นอนตายตัว การศึกษาไม่ควรจะเป็นแค่การแนะนำคู่มือการใช้ชีวิตให้แก่คุณ”
อาจารย์สอนวรรณกรรมผู้นี้ยังโต้แย้งอีกว่า การให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพขั้นสูงสุด นั้นจะทำให้แก่นสารคุณค่าบางอย่างสูญหายไปจากประสบการณ์ของมนุษย์
“ถ้าพวกเราอยากจะมีประสิทธิภาพกันจริงๆ พวกเราย่อมไปถึงจุดนั้นได้ แต่มีใครหรอกที่จะกินดีไปทุกมื้อ นอนหลับสนิทได้ทุกคืน หรือสามารถเลือกคู่ครองที่สมบูรณ์แบบที่สุดให้กับตนเอง การดำรงอยู่ของพวกเราไม่ได้ถูกนิยามด้วยความสมเหตุสมผล แต่พวกเราดำรงอยู่ได้ด้วยความไร้เหตุผลต่างหาก”
สําหรับ “ศาสตราจารย์จัสติน แม็กแดเนียล” การเรียนการสอนวิชาวรรณกรรมอาจไม่ได้เป็นเครื่องมือรับประกันที่จะช่วยให้มนุษย์มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย แต่วิชานี้จะช่วยให้มนุษย์ยอมรับและเข้าใจในคนอื่น ว่ายังมนุษย์รายอื่นๆ ที่ประสบกับภาวะหัวใจแหลกสลาย, ความป่วยไข้, ความอับอาย หรือความสูญเสีย เช่นเดียวกัน
ยังมีมนุษย์รายอื่นๆ ณ ห้วงเวลาก่อนหน้านี้ ซึ่งเคยคิดแบบเดียวกับที่พวกเรากำลังครุ่นคิดลงมือทำในปัจจุบัน
“ถ้าเราต้องส่งคนรุ่นใหม่ในมหาวิทยาลัยออกไปยังโลกภายนอก เพื่อให้พวกเขาประกอบอาชีพเป็นศัลยแพทย์ระบบประสาทหรือนายธนาคาร เราก็ควรจะตระเตรียมพวกเขาให้มีอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้งซับซ้อนเพียงพอ
“ผมต้องการให้นักเรียนของผมมีชีวิตที่สวยงาม แต่ผมก็ตระหนักดีว่า พวกเขาไม่อาจหลบหลีกความเจ็บปวดนานัปการไปได้พ้น และบางทีพวกเขาก็อาจไม่มีทรัพยากรใดๆ ที่จับต้องได้เป็นรูปธรรม ซึ่งจะใช้รับมือกับปัญหาดังกล่าวด้วยซ้ำ
“แต่มันยังมีนิยาย ภาพยนตร์ ผลงานศิลปะ และบทเพลง เป็นล้านๆ เรื่อง ล้านๆ ชิ้น ที่เคยสำรวจตรวจตราประสบการณ์ทั้งหลายของมนุษยชาติเอาไว้อย่างละเอียดลออ
“เราสามารถสอนให้พวกเขาเรียนรู้ถึงวิธีการที่มนุษย์คนอื่นๆ เคยพยายามสรรค์สร้างความหมายต่างๆ มาตลอดช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ ว่าคนเหล่านั้นเคยล้มเหลวอย่างไร คนเหล่านั้นเคยสำเร็จอย่างไร หรือคนเหล่านั้นเคยผิดหวังอย่างไร
“นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าพวกคุณไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่เพียงเดียวดาย”
ข้อมูลและภาพประกอบจาก https://english.elpais.com/culture/2026-04-19/justin-mcdaniel-the-professor-who-created-a-class-to-deal-with-existential-despair.html
