bg-single

พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (14) พระสารสาสน์ในฐานะกระบอกเสียงญี่ปุ่น

20.05.2026

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

พระสารสาสน์พลขันธ์

กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (14)

พระสารสาสน์ในฐานะกระบอกเสียงญี่ปุ่น

ภายหลังที่พระสารสาสน์ฯ ลี้ภัยจากไทยมาญี่ปุ่นครั้งที่ 2 (2481) นายอิเคดะ เซอิฮิน ผู้บริหารกลุ่มมิตซุย ต่อมาเป็นผู้ว่าการธนาคารชาติ เซอิฮินจ้างเขาให้ทำงานให้กับไทยรูม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มมิตซุยด้วยกลุ่มมีธุรกิจในไทย หน้าที่โดยเปิดเผยของหน่วยงานนี้คือ หน่วยเผยแพร่ข่าวสารให้ญี่ปุ่นรู้จักไทย พระสารสาสน์ฯ ทำงานที่หน่วยนี้นานตลอดที่เขาพำนักในญี่ปุ่น (Reynolds, 1994, 18-19)

อย่างไรก็ตาม หน้าที่ในทางลับของหน่วยงานนี้คือ การสืบราชการในประเทศไทย และในช่วงเมษายน – กรกฎาคม 2486 เขาเป็นโฆษกวิทยุโตเกียว (JOAK) ด้วย (อังคณา, หน้า 78, ภาคผนวก) ซึ่งต่อมาภายหลัง สงครามพัฒนาเป็น NHK

นายปรีดีเล่าว่า พระสารสาสน์ฯ เป็นคนกว้างขวางในญี่ปุ่น รู้จักข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายคน เช่น เจ้าชายโคโนเอะ นายโกกิ ฮิโรตะ นายกรัฐมนตรี “ไดโตอาโช่” หรือกระทรวงมหาเอเชียบูรพา รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรี นายอิเคดะ เซอิฮิน ผู้ว่าการธนาคารชาติญี่ปุ่น และเป็นเพื่อนสนิทกับนายโตยาม่า หัวหน้าพรรคมังกรดำ เป็นกลุ่มชาตินิยมยึดหลักบูชิโด อีกทั้งพระสารสาสน์ฯ ยังเป็นสมาชิกอาวุโสของพรรคมังกรดำด้วย (นายปรีดี, 2517, 68-69)

ทั้งนี้ ควรบันทึกด้วยว่า บุคคลสำคัญในญี่ปุ่นที่พระสารสาสน์ฯ รู้จักตามที่นายปรีดีเล่า เช่น นายโกกิ ฮิโรตะ (Koki Hirota ; 2421-2491) เขาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากนายเคสุเกะ โอคาดะ ที่ถูกกองทัพรัฐประหารลงเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2479 ซึ่งเป็นช่วงที่ฝ่ายกองทัพเริ่มเข้ามามีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือนอย่างมาก นโยบายสำคัญของรัฐบาลคือ การฟื้นฟูกฎระเบียบรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมที่ให้อำนาจมากเหนือรัฐบาล

นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลฮิโรตะคือเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่น จีนภายใต้อิทธิพลญี่ปุ่นและแมนจูกัวเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ รัฐบาลของเขาเป็นผู้ลงนามร่วมกับนาซี กติกาในสัญญาต่อต้านสากลคอมมิวนิสต์ ในปี 1936 หลังจากพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว เขาได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลของเจ้าชายโคโนเอะ (สมัยที่ 1) ในช่วงนี้เองที่เกิดเหตุการณ์สำคัญคือ เหตุการณ์สังหารหมู่นานกิง

พระสารสาสน์ฯ และนายปรีดีร่วมชมละครคาบูกิในโตเกียว 2479

เจ้าชายโคโนเอะ (Fumimaro Konoe ; 2434-2488) นั้นเคยเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วง 2480-2482 และ 2483-2484 เขามาจากตระกูลฟูจิวาระ ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่และทรงอิทธิพลที่สุดตระกูลหนึ่งในราชสำนักญี่ปุ่น

ครั้งที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีวาระแรก ได้เกิดเหตุการณ์สะพานมาร์โคโปโล ซึ่งนำไปสู่สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง และเขาเป็นผู้นำแนวคิด “ระเบียบใหม่ในเอเชียตะวันออก” (New Order in East Asia) มาใช้เพื่อให้ญี่ปุ่นมีอำนาจเหนือภูมิภาค พร้อมพยายามยุติอิทธิพลของตะวันตกในเอเชีย

รัฐบาลโคโนเอะลงนามกติกาสัญญาไตรภาค (Tripartite Pact) ร่วมกับเยอรมนีและอิตาลีในปี 2483 ต่อมา รัฐบาลของเขาถูกกดดันจากกองทัพที่นำโดยพลเอกฮิเดกิ โตโจ ทำให้เขาตัดสินใจลาออกในเดือนตุลาคม 2484 เพียงไม่กี่เดือนก่อนการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์

สำหรับนายมิตซุรุ โตยามา (Mitsuru Toyama ; 2398-2487) เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลทางการเมืองอย่างกว้างขวาง เขาเป็นนักเคลื่อนไหวฝ่ายชาตินิยมสุดโต่ง (Ultranationalist) และเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมลับ Genyosha (Black Ocean Society) และ Kokuryukai (Black Dragon Society) สมาคมเหล่านี้ทำหน้าที่เผยแพร่แนวคิดชาตินิยม และยังมีบทบาทในงานจารกรรม การแทรกซึมทางทหาร และการใช้ความรุนแรงทางการเมืองเพื่อผลักดันให้ญี่ปุ่นขยายอำนาจเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ของเอเชีย

โตยามามีความเชื่อว่า ชาติในเอเชียควรสามัคคีกันเพื่อต่อต้านจักรวรรดินิยมตะวันตก โดยมีญี่ปุ่นเป็นผู้นำหรือ (Pan-Asianism) แนวคิดของเขาส่งเสริมลัทธิทหาร (Militarism) อย่างรุนแรง

ทั้งนี้ สมาคมมังกรดำเป็นพวกชาตินิยมสุดขั้ว มีนโยบายขวาจัด เป็นพวกทหารนิยม ต่อต้านคอมมิวนิสต์และสนับสนุนแนวคิด “แพน-เอเชียน” (Pan-Asianism) ภายใต้การนำของจักรวรรดิญี่ปุ่น สมาคมดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการกวาดล้างนักการเมืองสายเสรีนิยม และฝ่ายซ้ายคนสำคัญหลายคนออกจากเวทีการเมืองญี่ปุ่นในขณะนั้น

การรัฐประหารล้มรัฐบาลโอคาดะ เมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2479 และหนังสือชื่อ รัฐประหารในญี่ปุ่น (2479)

แนวคิด “แพน-เอเชียน” นั้นเป็นแนวทางการเมืองที่มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือและความเป็นปึกแผ่นของกลุ่มประเทศในทวีปเอเชีย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อต่อต้านการล่าอาณานิคมและอิทธิพลของจักรวรรดินิยมตะวันตก ด้วยเชื่อว่า ชาวเอเชียมีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และชะตากรรมร่วมกัน ดังนั้น ชาวเอเชียจึงควรหันมารวมตัวกันเพื่อปกป้องตนเองจากการครอบงำของจักรวรรดินิยมตะวันตก

แนวคิดนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ด้านคือ ด้านการปลดปล่อยเอเชีย เป็นทั้งอุดมคติและความหวังของนักปฏิวัติเอเชียทั้งหลายที่ต้องการเอกราชจากจักรวรรดินิยมตะวันตก ทำให้นักเคลื่อนไหวชาตินิยมในเอเชียที่เห็นว่า ญี่ปุ่นคือชาติเดียวในเอเชียที่ปฏิรูปจนทันสมัยและเป็น “แสงสว่างแห่งความหวัง” และเป็นพี่ใหญ่ที่จะช่วยพี่น้องชาวเอเชียให้พ้นจากโซ่ตรวนของตะวันตกได้ แต่อีกด้านหนึ่ง แนวคิดดังกล่าวสนับสนุนการขยายอำนาจของรัฐบาลและกองทัพญี่ปุ่นเพื่อใช้เป็น “เครื่องมือสร้างความชอบธรรม” ในการทำสงครามรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้คำขวัญว่า “วงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา” (Greater East Asia Co-Prosperity Sphere) เพื่ออ้างว่าญี่ปุ่นไม่ได้มารุกราน แต่มาเพื่อ “ปลดปล่อย” เอเชียจากชาติตะวันตก ภายใต้การนำของญี่ปุ่นเพียงผู้เดียว

ในช่วงต้นสงครามจนถึงปลายสงคราม (2485 – 2487) พระสารสาสน์ฯ กล่าวโฆษณาแก่บุคคลหลายคนที่โตเกียว และเป็นกรรมการบริษัทโตโยโซโก๊ะ (อังคณา, ภาคผนวก, 78) ตลอดจนพระสารสาสน์ฯ มีทรัพย์สินในแมนจูเรียด้วย (Stowe, 374) ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลก่อนหน้าที่เขาให้ว่าเคยทำการค้าในต่างประเทศ และกำลังดำเนินการอยู่ในเมืองไทยในขณะนั้น (หจช.สร. 0201.8/85 เรื่องพระสารสาสน์พลขันธ์)

สถานี JOAK ที่เนินเขาอาตาโกะ ราว 2483 และพระสารสาสน์ฯ โฆษกวิทยุแห่งไทยรูม

ความเคลื่อนไหวของพระสารสาสน์ฯ ในญี่ปุ่นหลังเดินทางออกจากไทยในช่วงต้นสงคราม เมื่อปี 2485 นั้น หลวงวิจิตรวาทการ รัฐมนตรีต่างประเทศ รายงานถึงจอมพล ป.ว่า นายดิเรก ชัยนาม เอกอัครราชทูตประจำโตเกียวรายงานลับมาว่า พระสารสาสน์ฯ มีบทบาททางการเมืองในญี่ปุ่นโดยได้เป็นโฆษกกล่าวปราศรัยทางวิทยุโตเกียวทุกวันอังคารและวันศุกร์ มีเนื้อหาเกี่ยวกับความร่วมมือทางการเมืองระหว่างญี่ปุ่นกับไทยว่า ไทยยังไม่เร่งกระชับความร่วมมือกับญี่ปุ่นเท่าที่ควร

นายดิเรกให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากข่าวในทางลับ ความคิดริเริ่มให้พระสารสาสน์ฯ ปราศรัยทางวิทยุมาจากกระทรวงมหาเอเชียบูรพา คำปราศรัยต่างๆ ที่ออกอากาศเหล่านั้นผ่านการตรวจสอบจากกระทรวงมหาเอเชียบูรพาแล้วด้วย ขณะนั้น นายดิเรกกำลังหาบทความที่ปราศรัยเพื่อรายงานกลับมา ทั้งนี้ จอมพล ป.บันทึกสั่งการว่า ให้ดำเนินการตรวจสอบประวัติของพระสารสาสน์ฯ และให้รายงานให้ทราบ ต่อมากระทรวงกลาโหมได้รายงานประวัติของพระสารสาสน์ฯ ให้ทราบ (หจช.สร. 0201.8/85 เรื่องพระสารสาสน์พลขันธ์)

ทั้งนี้ ชีวิตของพระสารสาสน์ฯ ในญี่ปุ่นตกอยู่ท่ามกลางพายุทางการเมืองระหว่างประเทศ และสงครามแย่งชิงอิทธิพลเหนือเอเชียระหว่างจักรวรรดินิยมตะวันตกกับจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น ที่พัดพาให้ชีวิตของเขา งานเขียนและนวนิยายของเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของสงครามในครั้งนั้น ดังจะกล่าวถึงนวนิยายกู้ชาติของเขาเรื่องหนึ่งที่คณะละครทาคาราซึกะในโตเกียวหยิบไปดัดแปลงทำละครเวทีเพื่อโฆษณาชวนเชื่อในช่วงสงคราม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘อนุทิน 2’ คะแนนร่วง กระทุ้ง รมต.โลกลืม …ฟื้นเชื่อมั่น!
สูตรแคร์ : บทเรียนสิบปีของบอร์ดที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
ส่องลึกอิหร่าน: 11) ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในอิหร่าน
ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว
ซีซาร์สลัดอะโวคาโดไส้กรอก
พาส่อง JAECOO 6T REEV เอสยูวี ราคาต่ำล้าน-เด่นที่ขุมพลัง
เจาะลึกผลงาน ‘ตบสาวไทย’ เปลี่ยนผ่านคืนสู่ทีมชั้นนำโลก?
Cash is King
ราตรีสีทอง
ฟีฟ่ากับแนวทางฟุตบอลโลก 64 ทีม ให้โอกาสหรือเพิ่มรายได้?
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569
E-DUANG | กรณี TH-AI PASSPORT คือ เทคโนโลยี ผสาน การเมือง