บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (31)
ฐานยิงมัสแตง
“ผาอิน” บันทึกสถานการณ์ระหว่างการถอนตัวของทหารปืนใหญ่ฐานยิงมัสแตงดังนี้
“ฝ่ายเราไม่สามารถควบคุมกันได้ในระหว่างการถอนตัว เนื่องจากข้าศึกไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิด นอกจากนั้นเครื่องบินฝ่ายเรายังมาทิ้งพลุส่องสว่างทั่วบริเวณ ทำให้ต้องรีบกระจายกำลังกันออกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยปะปนไปกับทหารราบหลบหลีกหนีข้าศึกไปในหลายทิศทาง และกลับไปยังพื้นที่ส่วนหลังได้ในลักษณะต่างๆ กัน
ส่วนที่หนีออกมาหลังสุดจากฐานยิงมัสแตงคือ นายทหารระดับหัวหน้าทั้งหมดซึ่งมารวมตัวกันอยู่ที่ศูนย์อำนวยการยิง
ฝ่ายเราต่างก็หนีกระเซอะกระเซิงไปในทิศทางต่างๆ กันท่ามกลางการยิงสกัดของข้าศึกอย่างรุนแรง จึงตกเป็นเหยื่อกระสุนของข้าศึกและถูกจับเป็นเชลยเป็นจำนวนมาก
ขบวนรถถังข้าศึกฉายไฟค้นหาฝ่ายเราและติดตามมาอย่างกระชั้นชิด เราจึงไม่สามารถนำผู้บาดเจ็บหนีออกมาได้ ต้องปล่อยให้เป็นเหยื่อข้าศึกอย่างน่าอนาถใจที่สุด บางคนที่ถูกยิงแขนขาด (บีซี 603 ร้อย 2 ซึ่งถอนตัวมารวมกับฐานยิงมัสแตง) ได้ขอร้องให้เพื่อนยิงตนทิ้งเสีย เพราะรู้ว่าไม่สามารถหนีออกมาได้
กำลังพลที่หนีออกมาได้ต่างก็หลบหนีข้าศึกอยู่ในทุ่งไหหินตลอดคืน ทางด้าน บีซี 603 ที่เหลืออีก 2 กองร้อยนั้น ร้อย 3 ซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือถูกข้าศึกล้อมไว้จนหมดกระสุนและถูกจับเป็นเชลยทั้งหมด ส่วน บก.พัน. และ ร้อย 1 ถอนตัวออกมาเมื่อเวลาประมาณ 24.00 น. แต่ก็กลับตกอยู่ในวงล้อมข้าศึกในตอนเช้าและถูกล้อมยิงแตกหนีมาสมทบ บีซี 608 ทางใต้ของภูเก็งในวันรุ่งขึ้นได้เพียง 40 นายเท่านั้น”
“จากการสำรวจในภายหลังทราบว่ากำลังพลทหารปืนใหญ่ของฐานยิงมัสแตงสูญหายไปเพียง 4 นาย ผู้บาดเจ็บนอกนั้นได้รับการช่วยเหลือส่งกลับส่วนหลังได้หมด เมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยข้างเคียงคือ บีซี 603 และ 607 ซึ่งสูญเสียกำลังพลไปกองพันละประมาณ 100 นายแล้ว นับว่าฐานยิงมัสแตงสูญเสียกำลังพลน้อยมาก ทั้งนี้ เนื่องมาจากการฝึกของ พัน. ป.ทสพ. 635 เกี่ยวกับการรบแบบกองโจรนั้นได้ผล กำลังพลของเราสามารถควบคุมกันเป็นหน่วยย่อยๆ ทำการหลบหลีกหนีข้าศึกมายังพื้นที่ส่วนหลังได้เกือบทั้งหมด”

ฐานยิงคอบร้าและบีซี 604
ทางด้านใต้ของการวางกำลังฝ่ายไทย ฐานยิงคอบร้าและบีซี 604 ที่ภูหลวงถูกข้าศึกกดดันด้วยอาวุธหนักตั้งแต่เย็นวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2514 อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน จนกระทั่งกำลังพลได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ทหารท้องถิ่นกรม GM-22 ของนายพลวังเปาถูกข้าศึกทุ่มกำลังเข้าตีจนต้องถอยร่นมาอยู่ระหว่างภูเซอกับภูห่วง เกิดการรบพุ่งอย่างรุนแรงในบริเวณนั้น แต่ฐานยิงคอบร้าและบีซี 604 ยังคงรักษาที่มั่นไว้ได้
ฐานยิงคิงคอง บีซี 606 และ 608
ฐานยิงสนับสนุนเหนือสุดของพื้นที่การรบที่ภูเก็งคือฐานยิงคิงคอง พร้อมด้วยกำลังทหารราบ บีซี 606 และ 608 ซึ่ง “CAMPAIGN Z” กำหนดความสำคัญให้เป็นที่หมายสำคัญรองจากภูเทิงซึ่งฝ่ายเวียดนามเหนือยึดไว้ได้แล้วเมื่อ 18 ธันวาคม “ผาอิน” บันทึกว่า
“ทางด้านเหนือของทุ่งไหหินคือที่ภูเก็ง พัน. ทสพ.606 และ 608 ยังคงยึดที่มั่นไว้อย่างเหนียวแน่นภายใต้การยิงสนับสนุนโดยใกล้ชิดของฐานยิงคิงคอง สามารถสังหารข้าศึกลงได้นับร้อยศพ ฝ่ายเราพยายามร้องขอกำลังทางอากาศ โดยเชื่อว่าหากได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จะสามารถรักษาที่มั่นไว้ได้อย่างแน่นอน ทั้งทหารราบและทหารปืนใหญ่ต่างก็ติดต่อกันทางวิทยุให้ความมั่นใจว่าจะร่วมมือร่วมใจกันต่อสู้จนถึงที่สุด แต่ก็ไม่ได้รับการสนองคำขอเลย แม้แต่เฮลิคอปเตอร์ที่จะรับศพผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และเครื่องบินทิ้งเสบียงอาหารและกระสุนเพิ่มเติมก็ไม่มาสนับสนุน จนกระทั่งเสบียงอาหารและกระสุนร่อยหรอลงตามลำดับ
18 ธันวาคม 2514
04.00 น. ข้าศึกระดมยิง ป. 130 ค. 82 ค. 120 และ ป. 85 มายังทุกฐานปฏิบัติการที่ภูเก็งอย่างต่อเนื่อง
10.00 น. โภคิน (ร้อยโทสมเกียรติ รัศมีนาวิน) รอง ผบ.ฐานยิงคิงคอง เสียชีวิตเนื่องจาก ป. 130 ข้าศึกขณะออกไปดูแลกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บนอกบังเกอร์
06.00 น. ถึง 10.00 น. ข้าศึกเข้ามาตั้ง ค. และ ปรส. ใกล้ฝ่ายเรา ฝ่ายเราได้ใช้ ป.105 ต่อต้าน สามารถสังหารข้าศึกได้ประมาณ 30 นาย ข้าศึกใช้อาวุธหนักยิงกดฝ่ายเราไม่ให้มีโอกาสรับส่งอุปกรณ์ ส่งผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิตกลับส่วนหลังจาก ฮ. ขณะเดียวกันก็เคลื่อนกำลังทหารราบเข้าประชิดภูเก็งทางทิศเหนือประมาณ 5 กองพัน และทางทิศตะวันออกประมาณ 2 กองพัน
19 ธันวาคม 2514
ข้าศึกยิงเตรียมก่อนเข้าตีอย่างหนัก ฝ่ายเราบาดเจ็บ 8 นาย กระสุน ป.155 105 และ ค.4.2 เหลือน้อยและไม่ได้รับเพิ่มเติมเลย
สิ้นแสงตะวันรอน ข้าศึกเข้าตีใหญ่พร้อมกันทุกจุด ฝ่ายเรายังคงรักษาที่มั่นไว้ได้อย่างเหนียวแน่น”
ฐานยิงสติงเรย์และบีซี 610
ฐานยิงสติงเรย์ที่ภูเซอ นอกจากเป็นที่ตั้งหน่วยยิงปืนใหญ่สนามแล้ว ยังเป็นที่ตั้ง “ศูนย์ประสานการยิงสนับสนุนส่วนหน้า-ศปยส. ส่วนหน้า” ซึ่งเป็นเสมือนกองบัญชาการรวมของทหารปืนใหญ่อีกด้วย โดยมีกำลังคุ้มกันจาก บีซี 610 จำนวน 2 กองร้อย ในช่วงเวลาที่เกิดการรบใหญ่ครั้งนี้ ศปยส. ส่วนหน้าทำการควบคุมโดย “ทับทิม” และ “ผาอิน” มีกำลังพลจากฐานยิงคอบร้ามาร่วมปฏิบัติงานด้วย 11 นาย
18 ธันวาคม 2514 เวลา 16.30 น. ข้าศึกเริ่มยิง ค.60 ค.82 และ ป.85 มาเป็นระยะๆ กำลังพลของ ศปยส. ส่วนหน้าจากฐานยิงคอบร้าทั้ง 11 นายแปรสภาพเป็นส่วนระวังป้องกันของฐานยิงสติงเรย์
19 ธันวาคม 2514 ฐานยิงสติงเรย์และบีซี 610 (2 กองร้อย) ยังคงยืนหยัดต่อสู้อย่างเหนียวแน่น แม้จะมีกำลังพลน้อยกว่าส่วนอื่น และต้องคุ้มครองพื้นที่กว้างขวางก็ตาม
ข้าศึกเข้ามาตั้งอาวุธหนักทางด้านหลังคือด้านตะวันตกของภูเซอแล้วระดมยิงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อสามารถขับไล่ทหารท้องถิ่นกรม GM-22 แตกถอยไปแล้ว ข้าศึกส่วนนี้คาดว่าเป็นกรม 866 ก็เคลื่อนกำลังเข้าประชิดภูเซอและส่งกำลังเข้าตีเป็นระลอกๆ ตลอดคืน ฝ่ายเราเสียชีวิต 12 นาย บาดเจ็บ 24 นาย
19 ธันวาคม 2514 วันที่ 2 ของการรบ ฝ่ายเราต้องสูญเสียที่ตั้งฐานยิงสนับสนุนไป 2 แห่งจาก 6 แห่ง คือ ฐานยิงไลอ้อนและฐานยิงมัสแตง คงยังเหลือปฏิบัติการรบอีก 4 ฐานยิง คือ ฐานยิงคิงคอง ฐานยิงสติงเรย์ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “ศูนย์ประสานการยิงสนับสนุนส่วนหน้า” ฐานยิงคอบร้า และฐานยิงแพนเทอร์
วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2514
ฐานยิงคอบร้าและ พัน. ทสพ.604
ข้าศึกยังคงยิงอาวุธหนักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายเราขอกำลังทางอากาศมาช่วย สามารถลงรับผู้บาดเจ็บได้สำเร็จ
บก.ฉก.วีพีสั่งการให้ทุกฐานถอนกำลังไปบ้านนาหรือถ้ำตำลึง ขณะที่ข้าศึกเริ่มเคลื่อนกำลังเข้าประชิดฐานยิง กำลังพลฐานยิงคอบร้าพร้อมกับ พัน. ทสพ. 604 จึงถอนตัวมุ่งสู่ทิศเหนือในขณะที่ข้าศึกกำลังระดมยิงอาวุธหนักเข้าสู่ฐาน ต่อมา ฮ.สามารถรับกำลังพลทั้งหมดไปยังล่องแจ้งเมื่อ 24 ธันวาคม
โดยเหตุที่ฐานยิงนี้อยู่ใต้สุดได้รับความกดดันจากข้าศึกน้อยกว่าฐานยิงอื่น และใช้เวลาเดินทางกลับถึงส่วนหลังเพียง 4 วันโดยไม่มีการสูญเสีย จึงได้รับมอบหมายให้สร้างฐานยิงขึ้นที่ศาลาพีดีเจ ล่องแจ้ง เพื่อยิงสนับสนุนให้กับ พัน. ทสพ.616 และ 618 ที่รักษาล่องแจ้ง และ พัน. ทสพ.617 ที่บริเวณภูล่องมาด
ฐานยิงสติงเรย์และศูนย์ประสานการยิงสนับสนุนส่วนหน้า
11.00 น. ข้าศึกระดมยิงตลอดเวลาจนทำให้คลังกระสุน ป. 155 ระเบิด และเกิดเพลิงไหม้ ป.155 ทั้ง 2 กระบอกของฐานยิงสติงเรย์เสียหายใช้การไม่ได้ ต่อมาได้รับคำสั่งให้ถอนตัวไปบ้านนาหรือถ้ำตำลึงจึงได้ประสานกับ พัน. ทสพ.610 กำหนดเวลาถอนตัวในเวลา 20.00 น.
16.30 น. พัน. ทสพ.610 กองร้อย 3 ได้ถอนตัวมารวมกับ บก.พัน. ทสพ.610 กลุ่มถอนตัวนี้จึงประกอบด้วย พัน. ทสพ. 610 2 กองร้อย ฐานยิงสติงเรย์ และศูนย์ประสานการยิงสนับสนุนส่วนหน้า
พัน. ทสพ. 603 และ 607 ซึ่งแตกมาจากทางด้านตะวันออก รวมทั้งกำลังพลส่วนหนึ่งของฐานยิงมัสแตงจำนวน 65 นายได้เข้ามาสมทบขบวนถอนตัวนี้และเริ่มถอนตัวเร็วขึ้นเมื่อเวลา 17.30 น.
การถอนตัวประสบกับการขัดขวางจากข้าศึกตลอดเวลา จนกระทั่งเดินทางถึงถ้ำตำลึงจึงเคลื่อนย้ายด้วย ฮ. มายังล่องแจ้งในที่สุด
ฐานยิงแพนเทอร์และ พัน. ทสพ.610 ร้อย 2
หลังจากข้าศึกได้รับความสำเร็จในการเข้าตียึดที่มั่นฝ่ายเราทางทิศตะวันออก ก็ปรับขบวนใหม่พุ่งเข้าหาที่ตั้งฝ่ายเราที่ยังเหลืออยู่ ฐานยิงแพนเทอร์ซึ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ร่วมกับกำลังระวังป้องกันจาก พัน. ทสพ.610 ร้อย 2 เพื่อเพิ่มเติมอำนาจการยิงให้แก่พื้นที่ภูเก็ง โดยฐานยิงแห่งนี้เพิ่งเปิดฉากการยิงได้เมื่อ 18 ธันวาคม ก็ถูกโจมตีจากข้าศึกทันที แต่ก็สามารถยิงสนับสนุนกำลังฝ่ายเราที่ภูเก็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จนกระทั่งข้าศึกส่งกำลังรถถังรุกเข้าประชิดฐานยิง จึงต้องถอนตัวออกไปทางตะวันตก พร้อมด้วยกำลังพลของ พัน. ทสพ.610 ร้อย 2 และกำลังพลส่วนที่แตกหนีออกมาจากทางด้านตะวันออก
