วิวาทะ ‘โทน บางแค-บิ๊กเต่า’ วัดกันแบบปอนด์ต่อปอนด์ เบื้องหลังทวงหนี้ 2 พันล้าน
คอลัมน์ โล่เงิน
ฟังความสองข้างระหว่างนายโทนทอง สุขแก่น หรือโทน บางแค อายุ 43 ปี เซียนพระชื่อดัง กับ บิ๊กเต่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. นายตำรวจมือปราบ โดยเฉพาะคดีทุจริตคอร์รัปชั่น และผู้มีอิทธิพล
สังคมอนุมานได้ว่าต้นทุนทางสังคมแต่ละคนเป็นอย่างไร
โทน บางแค เปิดฉากว่า 1 พฤษภาคม เข้าร้องเรียน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ถูกบิ๊กเต่าข่มขู่ทวงหนี้ที่ชั้น 27 อาคารสอบสวนกลาง เมื่อวันที่ 17 เมษายน
เหตุเกิดราวบ่ายสองโมง ที่ห้องทำงาน ภายในห้องมีคู่กรณีเป็นเจ้าหนี้ ทนายความ เลขานุการ และบุคคลที่อ้างว่าเป็นพนักงานอัยการหญิง ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับหนี้สินของโทน
เจ้าตัวอ้างว่าระหว่างเจรจาถูกกดดันให้ยกเลิกสัญญารับสภาพหนี้เดิม และให้ทำสัญญาฉบับใหม่ที่มีเงื่อนไขเสียเปรียบ
พร้อมมีการนำเอกสารและภาพทรัพย์สินส่วนตัว เช่น รถยนต์ นาฬิกา รวมถึงภาพภรรยา มาแสดงประกอบการพูดคุย
ต่อมานัดหมายอีก 24 เมษายน แต่ได้มอบทนายความไปแทน การหารือเรื่องเดิม เร่งรัดให้ชำระหนี้ทันที และให้ยกเลิกสัญญาเดิม
โทน ยืนยันว่า สัญญารับสภาพหนี้เดิมกำหนดระยะเวลาชำระ 5 ปี ถึงปี 2573 และมีการนำอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน จัดทำโดยบริษัทกฎหมายของคู่กรณี แต่กลับถูกระบุภายหลังว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ต่อมาเจอตัวกลาง ผู้ประสานนัดให้เซียนพระมาพบนายตำรวจมือปราบ คือ ป๋อง สุพรรณ คนบ้านเดียวกับบิ๊กเต่า
ป๋องยอมรับพร้อมกับโชว์แชตไลน์ระหว่างตัวเองกับโทน ว่า โทนเป็นคนขอให้ช่วยนัดหมาย เข้าคุยบิ๊กเต่า 17 เมษายนจริง
พร้อมระบุว่าไม่รู้ว่าโทนเป็นหนี้ใคร เป็นหนี้เท่าไหร่ ไม่ยุ่ง ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น
ส่วนบิ๊กเต่าเป็นคนตรงๆ เขาไม่อยากเข้ามาวุ่นวาย แต่ยอมให้พบเพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ที่มีมากว่า 30 ปี
ต่อมา 1 พฤษภาคม น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือ มาดามเก่ง มอบอำนาจทนายแจ้งความดำเนินคดีเซียนพระชื่อดัง และบุคคลที่เกี่ยวข้องในความผิดฐานฉ้อโกงและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง
สืบเนื่องจากมิถุนายน 2565 น.ส.ดรณ์ รู้จักกับเซียนพระชื่อดัง เข้ามาตีสนิทพร้อมเสนอตัวต้องการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมราคาสูง นำไปขายเอาส่วนต่างราคา
ต่อมา เซียนพระได้มีการมาจำนองที่ดิน ซื้อขายที่ดินกับผู้เสียหายหลายแปลง พร้อมจ่ายเป็นเช็คแทนเงินสด
ช่วงแรกสามารถขึ้นเงินได้ แต่ช่วงหลังเช็คเด้ง
ก่อนที่ 2 เมาายน 2567 เซียนพระมาขอพบ ทำหนังสือรับสภาพหนี้ พร้อมขอผ่อนชำระ 84 งวด งวดละ 5,760,000 บาท และนำพระเครื่อง 152 องค์ เป็นหลักทรัพย์ประกัน
ช่วงแรกเช็คที่ให้ขึ้นเงินได้แต่ภายหลังเด้งอีก
กระทั่ง 2 กรกฎาคม 2568 เซียนพระได้นัดหมายให้ผู้เสียหายไปพบที่บริษัท เพื่อทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญารับสภาพหนี้
โดยก่อนทำบันทึกเซียนพระให้ผู้เสียหายดื่มเหล้าจนเมามาย จนทำให้ขาดสติลงลายมือชื่อในบันทึกที่ทำให้เสียเปรียบ ซึ่งถ้าผู้เสียหายมีสติครบถ้วนคงไม่ลงลายมือชื่อ
ต่อมา มีนาคม 2569 ผู้เสียหายนำพระเครื่องที่เซียนพระชื่อดังนำมาเป็นหลักประกันพร้อมที่ดินที่จำนองไปประเมินราคา
พบว่าราคาประเมินสูงกว่าราคาในท้องตลาดเกือบเท่าตัว
นอกจากนี้ ของแบรนด์เนมที่นำไปนั้นไม่ได้นำไปขายจริง แต่กลับนำไปใช้ส่วนตัว
จึงเป็นไปได้หรือไม่ เซียนพระไม่ได้ต้องการจะซื้อขายสินค้าแบรนด์เนมและไม่ได้ต้องการชำระหนี้จริง
ปัญหาทั้งหมดนำไปสู่ความเครียดสะสมของ น.ส.ดรณ์ จนป่วยซึมเศร้า
รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมดประมาณ 300 ล้านบาท จึงได้มาแจ้งความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ต่อมา 5 พฤษภาคม นายโทนทอง แจ้งความดำเนินคดี พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ข้อหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทวงถามหนี้หรือสนับสนุนการทวงถามหนี้มิใช่ของตน ให้ปากคำนานกว่า 3 ชั่วโมง
จากนั้นไปยื่นเรื่องอัยการสูงสุดให้ตรวจสอบพฤติกรรมบุคคลที่อ้างเป็นพนักงานอัยการนั้น เป็นจริงหรือไม่ แล้วถ้าเป็นจะมีความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทวงถามหนี้หรือไม่
โทน บางแค บอกว่าแจ้งความเพราะต้องการปกป้องสิทธิของตน ยอมรับว่ากลัว ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะถูกคุกคามหรือจะโดนอะไรหรือไม่ เพราะคู่กรณีเป็นคนมีอำนาจ
มั่นใจว่าไม่ได้กระทำความผิด ไม่กังวลหากเกิดถูกออกหมายจับหรือมีคดีจริง ไม่ได้หนักใจ
ไม่กี่อึดใจบิ๊กเต่าชี้แจงว่า เรื่องเริ่มต้นปี 2568 มาดามเก่ง มาร้องขอความเป็นธรรมว่าถูกกลุ่ม 7 คน เจตนาฉ้อโกงทรัพย์สินความเสียหายกว่า 1 พันล้านบาท ตำรวจสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน จนดำเนินคดีไป 2 คน ต่อมาปี 2569 ทราบว่าโทนมีส่วนร่วม ยอดความเสียหายพุ่งกว่า 2 พันล้านบาท ได้แจ้งความเพิ่มโทนเป็นผู้ต้องหาที่ 3
ส่วนชนวนเหตุการโกงมาจากการหลอกขายพระ บิ๊กเต่าเรียกว่า ขบวนการเซียนกระดาษ
พฤติการณ์กลุ่มนี้จะทำทีขอเข้าไปเช่าพระเครื่อง ยกตัวอย่าง เช่า 10 ล้านบาท จ่ายเช็คค้ำประกันไว้ แล้วขอพระเครื่องไปก่อน แล้วจะมีอีกกลุ่มหนึ่งมาขอเช่าพระเครื่องในราคาที่สูงกว่า แล้วจ่ายเช็คค้ำประกันไว้ด้วยราคาที่สูงกว่า
ต่อมา 2 กลุ่มนี้แกล้งทะเลาะกัน จึงเอาพระเครื่องไปจำนำไว้ 20 ล้าน
มาดามเก่งก็ไปไถ่ออกมา เพราะเกรงว่าพระเครื่องจะถูกยึด
จากการตรวจสอบพบว่ากลุ่มนี้ทำลักษณะนี้กับหลายคน จนพบความเสียหายมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท
บิ๊กเต่าระบุถึงข้อครหาว่า งานนี้ได้รับค่าคอมมิชชั่นทวงหนี้ 30% ไม่เป็นความจริง
“ยืนยันว่าไม่ได้บังคับขู่เข็ญ และไม่เคยพูดกับโทนว่า ‘ถ้าไม่พร้อมคุย ก็เดินออกไปได้เลย’ แต่พูดว่า ‘ถ้าไม่พร้อมคุยก็กลับได้เลย'”
เพราะต้องการความสมัครใจในการไกล่เกลี่ย ผลการเจรจาวันนั้นไม่จบ
เนื่องจากโทนบอกว่า ไม่มีทรัพย์สินอะไรแล้ว แต่จากการตรวจสอบพบว่าโทน ยังมีทรัพย์สินหลายรายการรวมแล้วกว่า 60 ล้านบาท
กระทั่งวันที่ 24 เมษายน ทนายของโทน นำกระเป๋าแบรนด์เนม 5-6 ใบ และทะเบียนหรู แต่มีมูลค่ำต่ำกว่าราคาเช็คค้ำประกัน จึงทำให้การเจรจาไม่เป็นผลอีกครั้ง
นอกจากนี้ บิ๊กเต่าอยู่ระหว่างพิจารณาว่าสิ่งที่ โทน บางแค พูดเป็นไปตามข้อเท็จจริงหรือไม่หรือทำให้เสียหาย
เนื่องจากอยู่ในช่วงใกล้วาระการแต่งตั้งกลางปี ดังนั้น จะสงวนสิทธิ์ปรึกษาฝ่ายกฎหมายพิจารณาฟ้องกลับหรือไม่
วงการเซียนพระรู้กันดีว่า กลุ่มคนเหล่านี้มักจะหลอกแบบนี้ซ้ำๆ ตำรวจจึงต้องดำเนินการให้เด็ดขาด
ส่วน โทน รู้ตัวว่าอาจจะโดนคดีไปด้วย จึงพยายามติดต่อผ่าน ป๋อง สุพรรณ และพยายามติดตามไปเจรจาบิ๊กเต่าที่วัดพระธาตุหมื่นหิน จ.กาฬสินธุ์ แต่ได้ปฏิเสธบอกให้ไปเจรจาเจ้าหนี้เอง เพราะมูลหนี้เยอะ
ครั้งที่ 2 ยังตามไปอีก แต่ก็ปฏิเสธอีก
จนครั้งที่ 3 ไปขอให้ ป๋อง สุพรรณ นัดให้
จึงเป็นที่มาการมาพบกันที่สำนักงานเมื่อ 17 เมษายน นั่นเอง
ต่อมา 6 พฤษภาคม มาดามเก่งปรากฏตัวพร้อมทนาย ที่ บช.ก. ได้แถลงต่อสื่อมวลชน โดยได้ยกมือไหว้พร้อมร้องไห้ ฝากคำกล่าวขอโทษไปถึงบิ๊กเต่าที่ทำให้ต้องเดือดร้อน
“รู้สึกเสียใจมาก และเรื่องนี้ไม่ยุติธรรมกับบิ๊กเต่า เขาไม่เคยรับเงินแม้แต่บาทเดียว” มาดามเก่งกล่าว
ก่อนจะฝากบอกถึงโทนว่า “ไม่อยากให้น้องต้องมาต่อสู้อะไร ที่ไม่ใช่เรื่องที่เจรจาไม่ได้ ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว”
ดังนั้น ต้องติดตามต่อไป เซียนพระก๊วนนี้ คนไหนถูกดำเนินคดีอีก
ประเด็นที่ยังคาใจคือบรรทัดฐานการใช้อำนาจหน้าที่เจ้าพนักงานในข้อพิพาททางแพ่งนั้น ต้องรอฟังผลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป
