พลิกวิกฤต แบบเรียนเก่า ‘สกร.’ จุดเปลี่ยนการเรียนรู้ตลอดชีวิต
| การศึกษา
กลายเป็นดราม่าร้อนในแวดวงการศึกษา สำหรับกรณี “แบบเรียน สกร.เก่า ล้าสมัย” หลัง ส.ส.พรรคประชาชน และกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร นำแบบเรียนหลายวิชาออกมาตรวจสอบ ก่อนพบว่า บางเล่มยังใช้ข้อมูลเก่าหลายสิบปี มีการอ้างอิงบริบทสังคมที่เปลี่ยนไปแล้ว
รวมถึงมีบางข้อความที่ถูกวิจารณ์ว่า สะท้อนมุมมองทางเพศแบบเดิม ตีกรอบบทบาทชายหญิง และไม่สอดคล้องกับแนวคิดสิทธิมนุษยชนหรือความหลากหลายทางสังคมในปัจจุบัน
พร้อมทั้งมีข้อสังเกตว่า หลายเนื้อหาไม่ตอบโจทย์โลกการทำงานยุคใหม่ ทั้งเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ การเงินออนไลน์ การประกอบอาชีพยุคใหม่ หรือทักษะชีวิตที่จำเป็น
ขณะที่ผู้เรียน สกร. จำนวนมากเป็นแรงงาน คนทำงาน ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่หลุดออกจากระบบการศึกษาปกติ ซึ่งควรได้รับโอกาสเข้าถึงความรู้ที่ทันสมัยและใช้ต่อยอดชีวิตได้จริง
นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งกำกับดูแล สกร. ออกมาย้ำว่า เรื่องนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า การเรียนรู้ของประชาชนต้องได้รับการปรับให้ทันโลกมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้เรียนที่ต้องการ “โอกาสครั้งที่สอง” ทางการศึกษา
โดยได้สั่งการให้ สกร.ตรวจสอบแบบเรียนทุกหลักสูตร ทั้งเนื้อหา ภาษาที่ใช้ และความเหมาะสมกับบริบทสังคมปัจจุบัน
หากพบเนื้อหาใดล้าสมัย หรือสุ่มเสี่ยงสร้างความเข้าใจผิด ต้องเร่งปรับแก้ทันที พร้อมทั้งตั้งคณะทำงานร่วมกับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตร ครู และภาคประชาชน เพื่อช่วยกันออกแบบการเรียนรู้รูปแบบใหม่
ทั้งนี้ หลักสูตรควรเดินไปข้างหน้าและปรับปรุงให้มีความทันสมัย โดยแต่ละปีมีผู้มาเรียนกว่า 8 แสนคน ถ้าเรามีหลักสูตรที่ไม่มีคุณภาพ มาตรฐาน จะกลายเป็นปัญหา
“จากการหารือร่วมกับอธิบดี สกร. ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจรับหนังสือและคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพหนังสือ ซึ่งหลังจากนี้จะไม่มีการปล่อยปละละเลย 2 คณะกรรมการจะช่วยกันทำงานในระยะยาว สกร.เองก็ต้องทำงานอย่างต่อเนื่องเพราะการศึกษาไม่มีที่สิ้นสุด”
“ผมในฐานะที่กำกับดูแล สกร. มีนโยบายอยากให้ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นแนวนโยบายที่ชัดเจนไม่ใช่ว่าเปลี่ยนผ่านรัฐบาลไปแล้วยกเลิก” นายอัครนันท์กล่าว
ด้านนางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ชี้แจงว่า สาเหตุที่ยังไม่สามารถยกเลิกหลักสูตร ปี 2551 ได้ในทันที เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านระเบียบการถ่ายโอนและการจำหน่ายรายชื่อผู้เรียน อีกทั้งลักษณะของการเรียนรู้เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทำให้ยังมีผู้เรียนมากกว่า 60% ที่ยังศึกษาในหลักสูตรปี 2551 และยังไม่จบการศึกษา โดยผู้เรียนสามารถกลับเข้ามาเรียนต่อเพื่อให้จบได้ทุกเวลา
ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายชื่อเพื่อถ่ายโอนและจำหน่ายให้ครบถ้วนทั่วประเทศ เพื่อเตรียมเปลี่ยนผ่านสู่หลักสูตรปี 2567 ซึ่งเป็นหลักสูตรล่าสุด โดยมีการนำร่องแล้ว 10 จังหวัด และได้ขยายเพิ่มอีก 12 จังหวัด รวมเป็น 22 จังหวัด เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนใช้ทั่วประเทศ โดยกำหนดให้ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2570 เป็นต้นไป จะไม่มีการรับผู้เรียนใหม่ในหลักสูตรปี 2551 และเปลี่ยนเป็นหลักสูตรปี 2567 อย่างเต็มรูปแบบ
ส่วนสถานที่และอุปกรณ์การเรียน สกร.ระบุว่า จากข้อจำกัดด้านงบประมาณ และหลักการเดิมของ สกร. ที่ใช้การบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ทำให้บางพื้นที่ยังไม่มีอาคารเป็นของตนเอง จำเป็นต้องใช้สถานที่จากหน่วยงานภายนอก เช่น อบจ. เทศบาล วัด โรงเรียนของ สพฐ.ที่ยุบเลิกหรือยุบรวม หรือสถานที่เช่า แนวทางแก้ไขจะดำเนินการสำรวจพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อประสานขอใช้พื้นที่จากกรมธนารักษ์ หรือหน่วยงานราชการที่ไม่ได้ใช้งาน
รวมถึงที่ผ่านมาได้มีหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อขอใช้พื้นที่โรงเรียนขนาดเล็กที่มีการยุบรวมแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 153 แห่ง
ดังนั้น การขยายเพิ่มเติมจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาให้ใช้โรงเรียนที่ถูกยุบเลิก ยุบรวมของ สพฐ. และงบประมาณในอนาคต
นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา ให้ข้อแนะนำไว้น่าสนใจว่า ปัจจุบัน สกร.ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งใช้กับทุกโรงเรียน และทุกระบบการศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 ปรับปรุงล่าสุด ปี พ.ศ.2551 ส่งผลให้ตัวหลักสูตรมีความล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเป็นหลักสูตรที่ไม่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เพราะส่วนใหญ่จะวัดในเรื่องของความจำผู้เรียน เพื่อนำไปสอบและได้รับประกาศนียบัตร
“สกร.มีหน้าที่หลักในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มุ่งเน้นส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาทักษะอาชีพ ยกระดับการศึกษาให้ประชาชนทุกช่วงอายุ สามารถเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง และเท่าเทียม อย่างมีคุณภาพตามกฎหมาย เป็นการศึกษาที่ยืดหยุ่น เรียนเพื่ออัพสกิล รีสกิล แต่หลักสูตรของ สกร.ตอนนี้อิงกับการศึกษาในระบบมากเกินไป หนังสือเรียนไม่มีความทันสมัย ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพ” นายสมพงษ์กล่าว
การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่สำคัญให้ สกร.ปรับปรุงหลักสูตรและหนังสือเรียนใหม่ เพราะในอนาคตการศึกษาตลอดชีวิตที่มีความยืดหยุ่นจะเป็นแกนนำสำคัญของระบบการเรียนรู้ยุคใหม่ โดยการแก้ไขปัญหานี้ ควรนำหลักสูตรปี พ.ศ.2551 สามารถเป็นพื้นฐานแค่ 20%
ส่วนอีก 80% จะต้องมีการออกแบบหลักสูตรเองโดยยึดประโยชน์ของผู้เรียนเป็นหลัก เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้เรียนได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่การเรียนเพื่อได้รับประกาศนียบัตรหรือวุฒิการศึกษาเท่านั้น
“ผมเชื่อว่า สกร.จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ แต่อยากให้ลองยกเครื่องเรื่องระบบหลักสูตรของ สกร.ใหม่ เชื่อว่าจะทำให้คุณภาพการเรียนรู้สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ ทั้งนี้จุดเด่นของ สกร.มี พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 เป็นของตัวเอง และเป็นกฎหมายที่มีความทันสมัย นำหน้า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แต่ถ้าหนังสือเรียนยังไม่มีความทันสมัยตามไปด้วย ก็อาจทำให้การพัฒนาการจัดการศึกษาไม่สอดคล้องกับกฎหมายที่มีอยู่” นายสมพงษ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ผู้เรียน สกร.ไม่ควรถูกมองว่าเป็น “ผู้เรียนทางเลือก” ที่ได้รับคุณภาพต่ำกว่า แต่ต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพเทียบเท่าคนในระบบ เพราะหลายคนคือแรงงานหลักของประเทศ และบางคนต้องการกลับมาเรียนเพื่อยกระดับชีวิตตนเอง
ดราม่าแบบเรียน สกร.ครั้งนี้ จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ในการพัฒนาระบบการศึกษา และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในอนาคต
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
