สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
ชอบคำพูดของคุณสุชาติ ชมกลิ่น รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระหว่างให้นโยบายกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งเป็นหน่วยงานในการดูแลกำกับของกระทรวงทรัพยากรฯ ว่า “เราต้องทำที่บ้านเราให้สะอาดก่อน เราถึงไปกำกับดูแลคนอื่นได้”
คุณสุชาติบอกว่า กรมอุทยานฯ ต้องเร่งจัดการพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น หมู่เกาะพีพี หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะอ่างทองให้เป็นพื้นที่ขยะเป็นศูนย์ เพื่อให้เป็นต้นแบบแก่ภาคส่วนอื่นๆ
นโยบายนี้จะทำสำเร็จหรือเปล่ายังไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ เวลานี้แหล่งท่องเที่ยวหรือพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงทรัพยากรฯ ยังสกปรกแปดเปื้อนไปด้วยเศษขยะ ถุงขวดพลาสติกทั้งตามแนวชายหาดหรือใต้ท้องทะเล
แต่จะไปกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ เนื่องจากพื้นที่เหล่านั้นกว้างใหญ่ไพศาล เกินกว่าจะควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยกเว้นเสียแต่ว่านักท่องเที่ยวที่เข้าไปในพื้นที่อุทยานฯ มีจิตสำนึกสาธารณะหรือคนไทยทั้งประเทศเลิกทิ้งขยะรักสิ่งแวดล้อม
ประเด็นการดูแลสิ่งแวดล้อมให้สะอาดเจริญหูเจริญตา ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญระดับชาติ เพราะต้องสร้างวินัยเพื่อให้คนทั้งประเทศเกิดจิตสำนึกร่วมตระหนักรู้ว่าการรักความสะอาดไม่ใช่เฉพาะแค่ในบ้าน แต่หมายรวมถึงพื้นที่สาธารณะ โรงเรียน ถนนหนทาง แม่น้ำลำคลอง หรือท้องทะเล
การสร้างวินัยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะตั้งแต่วัยเด็กๆ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเป็นกรณีตัวอย่างดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในการบ่มเพาะวินัยรักความสะอาดจนกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคม
เด็กญี่ปุ่นทุกคนเรียนรู้การทำความสะอาดตั้งแต่อยู่ในบ้าน ที่โรงเรียน ในรถสาธารณะ หรือไปเดินห้าง วิ่งเล่นในสวนสนุก พ่อแม่มีส่วนสำคัญในการสั่งสอนให้เด็กๆ เรียนรู้ความสะอาดเป็นเรื่องแรกๆ ของวิถีชีวิต
เด็กญี่ปุ่นทุกครอบครัวต้องช่วยพ่อแม่แยกขยะ
การแยกขยะในญี่ปุ่นมีหลักๆ 4 ประเภท
ขยะเผาได้ มีทั้งเศษอาหาร พลาสติกชิ้นเล็กๆ เสื้อผ้าเก่าๆ
ขยะเผาไม่ได้ เป็นจำพวกเหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็กๆ แก้ว เซรามิก
ขยะรีไซเคิล เช่น ขวดแก้ว กระป๋องเครื่องดื่ม ขวดพลาสติก หนังสือพิมพ์ กล่องนม
และขยะชิ้นใหญ่ จำพวกเฟอร์นิเจอร์ ที่นอน จักรยาน
เมื่อเด็กๆ ไปโรงเรียน ครูจะสอนทั้งเรื่องการทำความสะอาด การคัดแยกขยะอีกครั้ง เป็นการตอกย้ำการสร้างวินัยให้กับอนาคตของชาติ
ในญี่ปุ่น การคัดแยกจำแนกประเภทขยะไม่เหมือนกัน บางแห่งอย่างเช่นเมืองคามิคัตสึ จังหวัดโทคุชิมะ เกาะชิโกกุ แยกขยะออกเป็น 45 ประเภท
ชาวเมืองคามิคัตสึ ต้องเรียนรู้การแยกขยะแต่ละประเภท อย่างกระป๋องอะลูมิเนียมแยกออกจากขวดพลาสติก แยกฝาขวดพลาสติกออกมาต่างหาก
เอาขยะที่แยกแล้วไปส่งที่ศูนย์บริหารจัดการขยะด้วยตัวเอง เพราะไม่มีรถเก็บขยะ เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ฯ จะตรวจสอบขยะว่าแยกถูกต้องหรือไม่
ภายในห้องเรียนของญี่ปุ่นทั่วประเทศ จะฝึกฝนให้เด็กทำความสะอาดอย่างจริงใจให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ชีวิต เนื่องจากไม่มีภารโรงประจำเหมือนโรงเรียนในบ้านเรา
แต่ละวันเด็กและครูแบ่งหน้าที่ทำความสะอาดห้องเรียน ห้องน้ำ เก็บกวาดบริเวณรอบๆ โรงเรียน ระหว่างเก็บขยะ ครูจะสอนให้เด็กแยกขยะแต่ละประเภท ขยะชนิดไหนควรนำไปรีไซเคิล
การเรียนรู้เรื่องของการทำความสะอาดทั้งที่บ้านและโรงเรียนทำให้เด็กญี่ปุ่นเกิดเป็นนิสัยรักความสะอาด มีจิตสำนึกสาธารณะสูง
พื้นที่สาธารณะและบ้านเรือนทุกแห่งในญี่ปุ่นสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย
ด้วยเพราะทุกคนให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ตระหนักรู้ว่าเกิดทิ้งขว้างขยะสะเปะสะปะทำให้พื้นที่ส่วนรวมเสียหาย เกิดมลพิษทางสายตา
และไม่น่าแปลกใจเลย เมื่อเห็นชาวญี่ปุ่นพกถุงใส่ขยะเอาไปแยกทิ้งที่บ้าน และทุกเช้าจะพากันออกมากวาดขยะนอกบ้าน ริมถนนหนทางที่อยู่รอบๆ
เพราะถือว่าพื้นที่สาธารณะหน้าบ้านเป็นเขตบ้านของตัวเองด้วย
เด็กๆ ญี่ปุ่นยังได้รับการอบรมเรียนรู้เข้าใจเคารพในความเป็นธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิต ทั้งที่บ้านและโรงเรียนตามความเชื่อของศาสนาชินโตว่าทุกหนแห่งมีเทพเจ้าสถิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ก้อนหิน ต้นไม้ แม่น้ำลำธาร
และยังเน้นการอยู่ร่วมและเคารพในธรรมชาติ
เมล็ดข้าวเพียงเมล็ดเดียว ชาวนาญี่ปุ่นเชื่อว่ามีเทพเจ้าสถิตอยู่ถึง 88 องค์
ความเชื่อเช่นนี้ส่งผ่านต่อคำสอนจากครูและผู้ปกครองไปยังเด็กๆ ว่าจะต้องกินข้าวให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่เมล็ดเดียว
เพราะเมล็ดข้าวแต่ละเมล็ดนั้นทำมาได้ด้วยความยากลำบาก
ถ้ารู้ตัวว่ากินไม่หมด ให้แบ่งข้าวออกครึ่งหนึ่ง และไม่ควรไปแตะต้องอาหารที่รู้ว่ากินไม่หมด
ความเชื่อตามแนว “ชินโต” ช่วยให้ชาวญี่ปุ่นบ่มเพาะจิตสำนึก รักธรรมชาติ ไม่กินทิ้งกินขว้าง ลดการทิ้งขยะ และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

ฉะนั้น เรื่องของวินัยในการแยกและทิ้งขยะเทียบกับญี่ปุ่นห่างชั้นกันมาก บ้านเราทำๆ หยุดๆ ไม่ต่อเนื่อง บางยุค อย่างเช่นเมื่อปี 2557 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า คสช. ปลุกกระแสปัญหาและการจัดการขยะอย่างใหญ่โต ถึงขั้นออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
ในเวลานั้น ปริมาณขยะทั้งประเทศอยู่ที่ 28.71 ล้านตัน มีการรีไซเคิลกลับมาใช้ประโยชน์เพียง 12.58 เปอร์เซ็นต์
คสช.สร้างโรดแมปกำจัดขยะเร่งด่วน 6 จังหวัด ภายใน 6 เดือน เน้นเอาขยะไปเผาแปลงเป็นไฟฟ้า ระยะยาว 1 ปี 46 จังหวัดต้องกำจัดขยะเก่าให้หมด และมีแผนกระตุ้นวินัยของคนในชาติมุ่งสู่การจัดการขยะอย่างยั่งยืน
กล่าวได้ว่า รัฐบาล “ประยุทธ์” วางแนวนโยบายบริหารจัดการปัญหาขยะชัดเจนจริงจังมากที่สุดตั้งแต่ประเทศนี้มีรัฐประหาร มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
แต่นโยบายดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้ประเทศนี้มีขยะน้อยลง ตรงกันข้ามยังคงเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติเช่นเดิม
สถานการณ์ขยะหลังผ่านยุค “ประยุทธ์” มา 10 ปี ปริมาณขยะเฉลี่ยปีละ 27 ล้านตัน หรือราว 73,000 ตันต่อวัน ในจำนวนนี้เป็นขยะพลาสติกราว 13 – 14 ล้านตัน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของขยะทั้งหมด
ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า การจัดการขยะหรือการรณรงค์ให้คนไทยลดปริมาณขยะ รีไซเคิลขยะยังไร้ประสิทธิภาพ
มาปีนี้ กระทรวงทรัพยากรฯ ยุค “สุชาติ ชมกลิ่น” มีโรดแมปจะนำพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2570 หรืออีก 1 ปีข้างหน้า โดยผ่านมาตรการ 3 ด้าน 1. คัดแยกขยะที่ต้นทาง 2. ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว 3. เพิ่มประสิทธิภาพในการรีไซเคิล
นี่เป็นเรื่องที่ต้องจับดูว่า แนวนโยบาย “ทำบ้านเราให้สะอาด” ของคุณสุชาติ ชมกลิ่น จะประสบผลสำเร็จหรือไม่
จะทำให้แหล่งท่องเที่ยวที่กระทรวงทรัพยากรฯ กำกับดูแล มีความสะอาด พื้นที่ตรงนั้นขยะเป็นศูนย์ และเป็นต้นแบบให้หน่วยงานอื่นๆ ทำตาม
คุณสุชาติมองว่า การขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความยั่งยืน ภาครัฐปฏิบัติฝ่ายเดียวทำไม่ได้ ต้องมีเอกชนมาช่วย และที่สำคัญคือภาคประชาชน สถาบันการศึกษาจะต้องร่วมสร้างการรับรู้และปลูกฝังคนรุ่นใหม่
คุณสุชาติยกตัวอย่างบทบาทภาคเอกชน อย่างเช่นเครือเจริญโภคภัณฑ์, ซีพี แอ็กซ์ตร้า และภาคีเครือข่ายกว่า 20 แห่ง จับมือกับกรมควบคุมมลพิษ ประกาศยกระดับการจัดการขยะพลาสติกและลดผลกระทบจากพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ
โครงการดังกล่าวมีชื่อว่า “Axtra Circular Impacts” ตั้งเป้าหมายรวบรวมขยะพลาสติกให้ได้ 10.5 ล้านขวดภายในปี 2569 เพื่อลดปริมาณขยะ ลดต้นทุนในการจัดหาวัตถุดิบใหม่ สร้างภาพลักษณ์ในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ส่งเสริมให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
ซีพี แอ็กซ์ตร้าใช้เครือข่ายห้างแม็คโครและโลตัส 2,600 สาขาเป็นจุดรับคืนวัสดุ สร้างแรงจูงใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น โครงการขวดพลาสติกแลกไข่ ติดตั้งเครื่องรับคืนขวดพลาสติกอัตโนมัติ สะสมแต้มได้
การเซ็นเอ็มโอยูระหว่างกระทรวงทรัพยากรฯ กับภาครัฐ ภาคเอกชนในโครงการ Axtra Circular Impacts เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นแผนยกระดับการจัดการขยะพลาสติกครั้งใหญ่ของไทยอีกครั้ง
ทั้งนโยบาย “ทำบ้านเราให้สะอาด” และ Axtra Circular Impacts จะช่วยเมืองไทยหลุดพ้นวงจรขยะเน่าๆ ได้หรือไม่ สำหรับผู้สนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างยิ่ง
