ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
สหรัฐ vs อิหร่าน!
ปัญหาการนิยามชัยชนะในสงคราม
“เราจะต้องยอมรับว่า สงครามคือความจำเป็น และถ้าเราพร้อมที่จะเผชิญกับความจริงเช่นนี้แล้ว เราก็จะพบว่า ศัตรูของเรามีความน่าเกรงขามน้อยลง”
Thucydides
On Justifying a War
คําถามสำคัญในทางยุทธศาสตร์ต่อปัญหาสงครามอิหร่านก็คือ ใครจะเป็นผู้ชนะ และรูปแบบของชัยชนะในสงครามนี้ จะมีลักษณะเป็นเช่นไร?
แน่นอนว่าการคาดคะเนการสงครามไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจจะตอบตรงๆ ไม่ได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ ดังที่กล่าวเป็นข้อเตือนใจนักเรียนในสาขา “สงครามศึกษา” ว่า เป็นสิ่งที่ยากมากๆ ในการคาดถึงการสิ้นสุดของสงคราม หรือในทางทฤษฎีคือปัญหาเรื่อง “The Termination of War” ว่าสุดท้ายแล้วสงครามจะสิ้นสุดอย่างไร
พลวัตสงคราม
สภาวะเช่นนี้เป็นผลมาจากพลวัตที่เกิดขึ้นในสงครามนั้น มีสูง หรือในบางกรณีอาจมีสูงมากด้วย จนหลายครั้งในประวัติศาสตร์ทหารจะพบว่า ผู้นำที่พาประเทศเข้าสงคราม มีความคาดหวังในเบื้องต้นไม่แตกต่างกันว่า สงครามจะจบลงอย่างรวดเร็ว และรัฐตนจะเป็นผู้ชนะในสงคราม
นอกจากนี้ ความคาดหวังในจิตวิทยาการสงครามว่า ฝ่ายเราจะมีขีดความสามารถที่จะมีอิทธิพลและ/หรือควบคุมแนวโน้มของกิจการในเวทีโลก และสุดท้ายแล้ว เราจะเป็นผู้ที่ทำให้สงครามเดินไปสู่จุดสุดท้ายในแบบที่เราต้องการ อีกทั้งเราจะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขของสันติภาพ หรือในอีกมุมหนึ่ง อาจกล่าวเป็นข้อสังเกตในทางทฤษฎีได้ว่า “ฝ่ายที่เริ่มสงครามคิดเสมอว่า ตนเองจะเป็นผู้ชนะ” และฝ่ายตนในฐานะรัฐผู้ชนะ จะเป็นผู้ที่ปิดฉากสงคราม… ทุกรัฐที่เข้าสงครามล้วนมีความคาดหวังเช่นนี้เสมอ
อีกทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติมักจะพบว่า รัฐที่เป็นผู้เริ่มสงครามนั้น มีความเชื่ออยู่เสมอว่า หากพวกเขาสามารถดำรงวัตถุประสงค์ในช่วงต้นของสงครามไว้ได้แล้ว พวกเขาจะไม่ยอมปรับลดวัตถุประสงค์ดังกล่าวลงตามข้อเรียกร้องของอีกฝ่ายแต่อย่างใด ซึ่งจะทำให้การยุติสงครามเป็นไปได้ยาก แม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะพบว่า การตัดสินใจเริ่มต้นสงครามเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงก็ตาม ฉะนั้น ผลที่ตามมาอย่างชัดเจนก็คือ ระยะเวลาของสงครามจะถูกลากให้ยาวออกไป
กระนั้น ก็หวังว่าเวลาของสงครามที่ทอดยาวออกไปนั้น เป็นโอกาสที่ปัจจัยต่างๆ ในเวทีสากลจะปรับเป็นคุณแก่ฝ่ายตน และเอื้อให้ชนะสงครามในที่สุด มุมมองเช่นนี้ทำให้เกิดข้อเรียกร้องในแบบ “มากเกินไป” จนคู่ขัดแย้งไม่อาจยอมรับได้
บางทีข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้นในสงครามเช่นนี้ กลับเป็นข้อเรียกร้องมากกว่าที่เคยตั้งไว้ในยามสันติก่อนที่จะเกิดสงครามเสียอีก จนทำให้การสิ้นสุดของสงครามเป็นไปได้ยาก ซึ่งสงครามอิหร่านสะท้อนให้เห็นข้อสังเกตทางทฤษฎีที่กล่าวไว้ในข้างต้นอย่างชัดเจน ถ้าเช่นนี้แล้ว ชัยชนะในสงครามนี้จะปรากฏในรูปแบบใด
วัตถุประสงค์สงคราม
ความยุ่งยากประการสำคัญของรัฐคู่สงครามนั้น มาจากปัญหาวัตถุประสงค์การสงคราม ซึ่งสำหรับทางฝ่ายสหรัฐและอิสราเอลนั้น มีวัตถุประสงค์ที่ขยับไปมาตั้งแต่ 1) การทำลายศักยภาพของโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน หรือ 2) การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ด้วยการโค่นล้มระบอบ “ศาสนนิยม” ของรัฐอิหร่าน หรือ 3) จะเป็นเรื่องของการลดทอนศักยภาพทางทหารของอิหร่าน เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านมีสถานะเป็นภัยคุกคามต่อรัฐในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย อันมีนัยถึงการไม่ยอมให้อิหร่านมีสถานะของการเป็นรัฐมหาอำนาจในภูมิภาค
วัตถุประสงค์ทั้ง 3 ประการมีความชัดเจนในตัวเอง แต่ตกลงแล้ววัตถุประสงค์ข้อใดเป็นความต้องการหลักของสหรัฐในการทำสงคราม เพราะในความเป็นจริง แม้สหรัฐและอิสราเอลจะโจมตีอิหร่านอย่างหนัก แต่ก็อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนจากสงครามทั้ง 3 ประการ เพราะภาษาที่กล่าวถึงวัตถุประสงค์เช่นนี้ มีนัยโดยตรงถึงการที่สงครามมีการรบแบบแตกหัก เพื่อตัดสินชี้ขาดชัยชนะของคู่พิพาท (ในความหมายทางทฤษฎีคือ เกิด “decisive battle”) ซึ่งสงครามอิหร่านยังไม่มีสภาวะเช่นนั้น ทั้งยังไม่เห็นถึงโอกาสที่จะเกิดการรบแบบแตกหัก ซึ่งจะเป็นจุดสุดท้ายของสงครามเบ็ดเสร็จ ที่มีนัยของสงครามตามแบบเต็มรูป
ถ้าเช่นนั้นแล้ว หากสหรัฐเป็นฝ่ายที่ชนะสงคราม ทำเนียบขาวจะได้รับความสำเร็จในข้อใด หรือประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการประเด็นใดเป็นเรื่องหลัก ซึ่งในสถานการณ์ที่การรบแตกหักไม่เกิดขึ้นนั้น การจะบรรลุวัตถุประสงค์ครบทุกข้อนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ อีกทั้งการไม่ได้ทุกข้อนั้นยังเป็นผลจากเงื่อนไขของสงครามในตัวเอง เพราะสงครามครั้งนี้ไม่ใช่สงครามเบ็ดเสร็จ ซึ่งถ้าสหรัฐเป็นผู้ชนะแล้ว ก็สามารถที่จะสร้าง “ข้อเรียกร้องแบบเบ็ดเสร็จ” คือทรัมป์จะได้ทุกข้อทั้งหมดตามที่ต้องการ เพราะในเงื่อนไขของสงครามเบ็ดเสร็จนั้น ฝ่ายศัตรูจะต้อง “ยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข”
ฉะนั้น ในสภาวะเช่นนี้ ทำเนียบขาวควรต้องมีความชัดเจนว่า สหรัฐต้องการอะไรในท้ายที่สุดที่จะทำให้สงครามยุติได้ เพราะการตั้งข้อเรียกร้องที่ไม่เป็นจริง ย่อมไม่เอื้อให้สงครามเดินไปถึงจุดสุดท้ายอย่างแน่นอน และในที่สุดแล้ว สภาวะเช่นนี้จะกลายเป็นปัญหาทางการเมืองกับตัวทรัมป์เอง เพราะมีการเลือกตั้งกลางเทอมของการเมืองอเมริกันรออยู่ในเดือนพฤศจิกายน
สงครามที่ทอดยาวออกไปไม่เพียงจะสร้างปัญหา “วิกฤตค่าครองชีพ” ในเวทีโลกเท่านั้น หากยังเป็นวิกฤตของผู้คนในสังคมอเมริกันเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย เช่น คนอเมริกันใช้น้ำมันในราคาตลาดโลก ไม่ใช่ราคาที่ทรัมป์กำหนดได้เอง ซึ่งภาวะดังกล่าวไม่เป็นคุณกับทรัมป์ และพรรครีพับลิกันอย่างแน่นอน และหากเกิดการแพ้การเลือกตั้งกลางเทอมของฝ่ายทรัมป์แล้ว ย่อมจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อปัญหาอิหร่านอีกด้วย
จะกำหนดชัยชนะอย่างไร
ดังจะเห็นได้ชัดเจนแล้วว่า การโจมตีทางอากาศอย่างหนักไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบ หรืออาจกล่าวเป็นข้อสรุปได้ว่า การโจมตีทางอากาศอย่างเดียว โดยปราศจากการใช้กำลังทางบกเป็นปัจจัยหลักบนภาคพื้นดินแล้ว ระบอบการปกครองเก่าจะไม่ล้มลงโดยเด็ดขาด และการโจมตีทางอากาศอย่างหนักอาจก่อให้เกิดผลด้านกลับคือ การสร้างความเข้มแข็งให้ตัวระบอบ เพราะคนทั่วไปในสังคมอาจมีความรู้สึกเป็นศัตรูกับฝ่ายที่โจมตี มากกว่าจะออกมาบนถนนต่อต้านรัฐบาลของตนเอง หรืออาจมีความรู้สึกชาตินิยมที่กลับรู้สึกเห็นใจรัฐบาล เพราะมองว่าการโจมตีที่เกิดนั้น มาจากรัฐภายนอก ซึ่งคนในอิหร่านส่วนหนึ่งก็ไม่ได้มีความรู้สึกตอบรับกับสหรัฐเท่าใดนัก ทั้งยังรังเกียจอิสราเอลอย่างมากด้วย
ส่วนการทำลายศักยภาพทางทหารของกองทัพอิหร่านนั้น เป็นเรื่องไม่ยากสำหรับสหรัฐและอิสราเอลแต่อย่างใด เพราะด้วยที่ตั้งทางทหาร และระบบอาวุธของกองทัพอิหร่าน เป็นเป้าหมายที่ปรากฏชัด และสามารถโจมตีได้ง่ายด้วยความเหนือกว่าทางทหารของสหรัฐและอิสราเอล ซึ่งแน่นอนว่า การโจมตีตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ เป็นต้นมานั้น ได้ทำลายอาวุธ เช่น อากาศยาน ฐานทัพอากาศ เรือรบ ฐานทัพเรือ หรือที่ตั้งทางทหารทางบกของกองทัพอิหร่านลงได้เป็นจำนวนมาก
แต่การทำลายที่เกิดขึ้น ก็มิได้หมายความว่าอิหร่านหมดสิ้นศักยภาพทางทหาร จนต้องยอมแพ้ต่อสหรัฐแต่อย่างใด อิหร่านยังคงขีดความสามารถทางทหารในอีกส่วนที่สามารถโจมตีเป้าหมายของสหรัฐในภูมิภาค หรือโจมตีเป้าหมายของพันธมิตรของสหรัฐในอ่าวเปอร์เซียได้ ดังที่ปรากฏเป็นข่าว
ดังนั้น สำหรับอิหร่านในภาวะที่สหรัฐและอิสราเอลโจมตีอย่างหนักนั้น การดำรงระบอบการปกครองเดิมของอิหร่านไว้ได้ ก็ถือได้ว่าเป็นชัยชนะแล้ว และเท่ากับแสดงให้เห็นว่า ต่อให้สหรัฐและอิสราเอลโจมตีทางอากาศหนักเท่าใดก็ตาม แต่ระบอบแบบศาสนจักรก็ไม่ได้ล่มสลายไป เพราะการใช้อำนาจทางทหารของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเท่ากับตอกย้ำในทางการเมืองว่า ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างที่สหรัฐและอิสราเอลต้องการ
ในสภาวะเช่นนี้ กลับมีสัญญาณถึงความเข้มแข็งที่มากขึ้นในทางการเมืองด้วยการควบคุมประชาชนภายในสังคม ดังจะเห็นได้ว่าการออกมาชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลลงจากอำนาจนั้น ไม่เกิดขึ้นจริง อีกทั้งรัฐบาลอิหร่านยังดำรงขีดความสามารถในการต่อรองในการเจรจากับสหรัฐได้อีกด้วย มิใช่เป็นการเจรจาที่ตกอยู่ในสถานะที่เป็น “เบี้ยล่าง” อันเป็นผลจากการโจมตีที่เกิดขึ้น
ส่วนปัญหาการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน ที่เป็นประเด็นสำคัญที่ผู้นำสหรัฐใช้เป็นข้ออ้างในการโจมตี และเป็นเรื่องที่รับรู้กันในทางการเมืองว่า อิสราเอลจะไม่มีทางยอมให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตนเองได้เป็นอันขาด ทั้งที่เป็นที่รับรู้กันในอีกด้านว่า อิสราเอลน่าจะประสบความสำเร็จในการมีอาวุธนิวเคลียร์ของตน ซึ่งรัฐบาลอิสราเอลไม่เคยยอมรับหรือปฏิเสธในเรื่องนี้ เนื่องจากอิสราเอลเกรงว่าความสำเร็จในการมีอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านจะเปลี่ยน “สมดุลกำลัง” ในตะวันออกกลาง และสหรัฐเองก็ไม่ยอมรับในประเด็นนี้เช่นกัน เพราะจะทำให้อิหร่านกลายเป็น “ภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์” ในภูมิภาค (น่าคิดว่าหากเปรียบเทียบกับอิหร่านแล้ว ในกรณีของเกาหลีเหนือ สหรัฐคิดเช่นไร)
การโจมตีทางอากาศที่เกิดขึ้นไม่ชัดเจนว่า ส่งผลกระทบกับตัวสารกัมมันตรังสีที่ถูกทำให้มีคุณสมบัติในการทำหัวรบนิวเคลียร์ (enriched uranium) เพียงใด แม้สถานที่ของโครงการนิวเคลียร์จะถูกทำลาย แต่ถ้าอิหร่านยังสามารถรักษาตัวสารกัมมันตรังสีไว้ได้ ก็มีนัยว่าอิหร่านยังคงขีดความสามารถในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ไว้ได้ และคาดได้ว่าในยุคหลังสงคราม อิหร่านจะยิ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตน
แพ้-ชนะ
จากที่กล่าวแล้วในข้างต้น คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะนิยามชัยชนะ แต่สุดท้ายแล้ว ประเด็นนี้เป็นเรื่องทางการเมืองที่ทรัมป์จะต้องหาทางออกให้ได้ เพราะมีการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนรออยู่ข้างหน้า และถ้าสหรัฐยิ่งติดกับดักสงครามอิหร่าน ก็จะยิ่งส่งผลในทางลบกับคะแนนเสียง ดังนั้น การนิยามชัยชนะจึงเป็นความท้าทายอย่างมากต่อรัฐบาลอเมริกัน และถ้าต้องออกจากสงคราม โดยไม่มีรูปธรรมของชัยชนะแล้ว ก็จะเป็นภาพทางการเมืองว่า สหรัฐไม่ประสบความสำเร็จในสงครามนี้
สำหรับอิหร่านแล้ว สิ่งที่รัฐบาลอิหร่านทำได้มากที่สุดคือ การประคองระบอบการปกครองแบบศาสนนิยมชุดนี้ ให้ก้าวข้ามผ่านสงครามไปให้ได้ และถ้าสงครามจบลงโดยระบอบนี้ไม่ถูกทำลาย อิหร่านจะเป็นฝ่ายที่ประกาศชัยชนะได้อย่างภาคภูมิ และจะมีผลกับการเมืองโลกและการเมืองตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญด้วย!
