บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (32)
ฐานยิงคิงคอง พัน. ทสพ.606 และ 608
วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2514
หลังจากประสบความสำเร็จในพื้นที่การรบทางด้านตะวันออก ตะวันตก และด้านใต้แล้ว ฝ่ายเวียดนามเหนือก็รวมกำลังตีตลบขึ้นไปทางเหนือเพื่อปิดล้อมที่หมายสุดท้ายที่กลุ่มภูเก็งอันเป็นที่ตั้งของฐานยิงคิงคอง ซึ่งมี พัน.ทสพ.606 และ 608 เป็นกำลังคุ้มกัน
01.00 น. ข้าศึกสามารถบุกเข้าที่มั่น พัน.ทสพ.606 ฝ่ายเราสูญเสียกำลังพลประมาณ 1 กองร้อยจากการต่อสู้ ฐานยิงคิงคองใช้ ป. และ ค.ยิงสังหารข้าศึกที่เข้าสู่ภายในฐาน พัน.ทสพ.606 ได้ประมาณ 50 นาย จากนั้นข้าศึกก็เริ่มยิงเตรียมอีกครั้งก่อนการเข้าตีแตกหักต่อที่หมายขั้นสุดท้ายคือฐานยิงคิงคอง “โสด” (ร.อ.พิชัย ฉินนะโสต ยศสุดท้าย พลเอก) ผบ.ฐานยิงสั่งให้ทุกคนสู้ตาย ข้าศึกเคลื่อนเข้าประชิดฐานยิงคิงคองทุกด้าน
11.00 น. ได้รับคำสั่งจาก บก.ฉก.วีพีให้ทำการถอนตัวโดยจะมีกำลังทางอากาศมาช่วยสกัดกั้น “โสด” ตอบว่า ถ้ามีกำลังทางอากาศมาช่วยก็จะสามารถรักษาที่มั่นได้ต่อไปอีก และได้ติดต่อกับ พัน.ทสพ.606 และ 608 ขอให้ร่วมกันต่อสู้ต่อไป แต่ต่อมาชั่วครู่ พัน.ทสพ.606 ก็เสียที่มั่น แตกหนีมาสมทบอยู่กับฐานยิงคิงคองและ พัน.ทสพ.608
13.30 น. ได้รับคำสั่งให้ถอนตัวอีกครั้งก่อนที่จะสายเกินไป โดยให้ไปวางแนวตั้งรับอยู่ที่บริเวณเมืองพั้นและตะวันตกของทุ่งไหหิน
15.30 น. “โสด” ตัดสินใจสั่งถอนตัว พร้อมทั้งประสานกับ พัน.ทสพ.606 และ 608 กำหนดเวลาถอนตัวเมื่อสิ้นแสงตะวันรอน
16.00 น. ขบวนข้าศึกนำด้วยรถถังประมาณ 1 กองร้อยข้ามลำน้ำเข้าสู่ทิศตะวันตกของฐานยิงคิงคอง บริเวณสนามบิน พัน.ทสพ.606 และ 608 ถอนตัวจากพื้นที่การรบลงไปทางใต้ แต่เข้าสู่พื้นที่สังหาร ถูกข้าศึกระดมยิงด้วยอาวุธทุกชนิดที่วางไว้ล่วงหน้า ล้มตายลงกลาดเกลื่อน ในจำนวนนี้มีกำลังพลของฐานยิงคิงคองประมาณ 50 นาย หลบหนีตามทหารราบเหล่านี้ออกไปจึงถูกสังหารไปด้วยประมาณ 30 นาย ฐานยิงคอบร้าทางด้านใต้ซึ่งอยู่ในรัศมีการยิงได้พยายามยิงช่วยด้วย ป.105 จนสามารถทำลายรังปืนกลข้าศึกได้ 1 แห่ง

“โสด” : พลเอกพิชัย ฉินนะโสต อดีตหัวหน้านักเรียนนายร้อย จปร. รุ่น 10 และอดีตผู้บัญชาการศูนย์การทหารปืนใหญ่
17.30 น. กำลังพลส่วนใหญ่ของฐานยิงคิงคองเตรียมถอนตัวโดยมี “โสด” พร้อมด้วยกำลังพลรวม 5 นาย เป็นหน่วยทิ้งไว้ปะทะเพื่อรั้งหน่วงข้าศึกด้วยการยิง ป.105 ค.4.2 ปืนเล็กกล และปืนกลเบา รวมทั้งจุดระเบิดเคลย์โมร์เป็นครั้งคราวลวงข้าศึกว่ายังมิได้มีการถอนตัว เพื่อความปลอดภัยต่อการถอนตัวของกำลังส่วนใหญ่
“โสด” ทำหน้าที่ยิง ป.105 ด้วยตัวเอง สามารถสังหารข้าศึกซึ่งออกมากวาดล้างฝ่ายเรา ข้าศึกเสียชีวิตประมาณ 10 นาย ที่เหลือแตกหนีไป
“โสด” รายงานให้ “กิตติ” (พันตรีอัมพร จูฑะพุทธิ) ทราบสถานการณ์และขอให้ชะลอการถอนตัวไว้ก่อน พร้อมทั้งยิง ป.105 เพียงคนเดียว ทำลายรถถังข้าศึกได้อีก 1 คัน
18.00 น. ข้าศึกจากทางทิศเหนือเข้าถึงแนวรั้วลวดหนาม กำลังพลฐานยิงคิงคองส่วนใหญ่ภายใต้การนำของ “กิตติ” เริ่มทำการถอนตัวและสามารถผ่านพื้นที่สังหารของข้าศึกไปได้โดยอาศัยความมืดเป็นฉากกำบัง
19.00 น. “โสด” และกำลังส่วนทิ้งไว้ปะทะรวม 5 นายยังคงอยู่ในฐานยิงเพื่อคุ้มกันการถอนตัวของกำลังส่วนใหญ่ด้วยการใช้ ค.ยิงโต้ตอบข้าศึก
19.30 น. กับระเบิดที่ฝ่ายเราวางดักไว้ในศูนย์อำนวยการยิงระเบิดขึ้น แสดงว่าข้าศึกเข้าถึงฐานยิงแล้ว “โสด” จึงนำกำลัง 5 นายที่เหลืออยู่ออกมาซุ่มอยู่นอกฐานยิงด้านทิศตะวันตก
22.30 น. “โสด” เริ่มถอนตัวเป็นชุดสุดท้ายจากฐานยิงคิงคอง
กำลังพลฐานยิงคิงคองแยกเดินทางหลบหนีเป็นสองส่วน กำลังส่วนใหญ่นำโดย “กิตติ” เดินทางออกมาก่อนเมื่อเวลา 18.00 น. กำลังส่วนที่เหลือ 5 นาย มี “โสด” เป็นหัวหน้าออกเดินทางจากฐานยิงเมื่อเวลา 22.30 น.
วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2514
02.00 น. “กิตติ” นำกำลังพลส่วนใหญ่ถึงภูแท่น แล้วพักแรม เช้าวันรุ่งขึ้นจึงเดินทางต่อตลอดวันและตัดสินใจออกจากชายทุ่งไหหิน ระหว่างทางจำเป็นต้องทิ้งผู้ได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถเดินทางต่อได้ไว้ 2 นาย
ส่วน “โสด” และกำลังพลรวม 5 นายเดินทางจากภูเก็งติดตามมาถึงภูแท่นตอนเช้าวันรุ่งขึ้น แต่ไม่พบกำลังพลส่วนใหญ่ซึ่งออกเดินทางไปก่อนแล้ว
วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2514
02.00 น. กำลังส่วนใหญ่ซึ่ง “กิตติ” นำขบวนเดินทางถึงชายทุ่งไหหินบริเวณบ้านคองแล้วพักแรมจนใกล้สว่างจึงออกเดินทางต่อไป ระหว่างทางพบขบวนลำเลียงของข้าศึก 12 นาย จึงตัดสินใจซุ่มโจมตีแย่งเสบียงอาหาร ยึดได้เสบียงอาหารจำนวนหนึ่งกับจัดการทำลายเครื่องเวชภัณฑ์และเอกสารต่างๆ ของข้าศึก จากนั้นจึงเดินทางขึ้นไปพักแรมบนยอดเขา
กำลังส่วนสุดท้าย 5 นายจากฐานยิงคิงคอง ซึ่งนำขบวนโดย “โสด” ยังคงเดินทางต่อไปทางทิศใต้
วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2514
กำลังส่วนใหญ่เดินทางตลอดวันโดยไม่พบแหล่งน้ำเลย และอยู่ในเส้นทางเดียวกับข้าศึก จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ แม้กระนั้นก็ยังเกือบปะทะกับข้าศึกประมาณ 50 นายที่ใกล้แหล่งน้ำแห่งแรก แต่ปล่อยให้ข้าศึกผ่านไปก่อนจึงลงไปใช้แหล่งน้ำ จากนั้นก็เดินทางขึ้นไปพักแรมบนยอดเขาห่างจากบ้านนาประมาณ 7 กม. ทางทิศตะวันออก
กำลังส่วนสุดท้าย 5 นาย ที่นำโดย “โสด” พบกำลังพลของฐานยิงคิงคองที่แตกหนีมาก่อน 22 นายที่บริเวณลำน้ำงึม จึงรวมตัวกันแล้วปรับขบวนใหม่ สามารถติดต่อให้ บ.มาทิ้งเสบียงให้
วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2514
“กิตติ” นำกำลังส่วนใหญ่เดินทางต่อไปตามสันเขาตลอดวัน เข้าที่พักแรมก่อนถึงบ้านนา
15.00 น. กำลังส่วนที่นำโดย “โสด” สามารถติดต่อเครื่องบินที่ออกค้นหาได้และทิ้งวิทยุ HT-2 มาให้จึงสามารถติดต่อเรียกมารับกำลังส่วนนี้ได้ทั้ง 27 นายกลับที่ตั้งส่วนหลัง
วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2514
10.00 น. กำลังส่วนใหญ่ที่นำโดย “กิตติ” เดินทางถึงบ้านนา ซึ่งไม่มีฝ่ายเรายึดครองอยู่
“โสด” ซึ่งนำกำลังส่วนน้อยถึงส่วนหลังได้แล้วอย่างปลอดภัย ขึ้น ฮ.จากส่วนหลังย้อนกลับมาค้นหาจนพบกำลังส่วนใหญ่ที่บ้านนา ทั้งหมดจึงสามารถกลับถึงส่วนหลังโดย ฮ.ได้โดยปลอดภัย
ในการถอนตัวจากฐานยิงคิงคองครั้งนี้ กำลังพลของฐานยิงคิงคองเสียชีวิต 7 นาย และสูญหาย 32 นาย
“เวียงชัย” ผู้ไม่ยอมจำนน
“เวียงชัย” เป็นนายทหารยศร้อยโทที่จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อย จปร. แล้วสมัครไปรบในสมรภูมิเวียดนามต่อด้วยสงครามลับลาว โดยทำหน้าที่เป็นผู้บังคับกองร้อยของ พัน.ทสพ.608 ซึ่งร่วมกับ พัน.ทสพ.606 คุ้มกันฐานยิงคิงคอง
สถานการณ์ในตอนเย็นวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2514 กลุ่มทหารไทยที่ภูเก็งประสบความคับขันหนักที่สุด เนื่องจากถูกปิดล้อมด้วยกําลังพลจํานวนมหาศาลของข้าศึกทั้ง 4 ด้าน โดยเฉพาะทางด้านทิศใต้ข้าศึกใช้รถถังเป็นหัวหอกนำทหารพุ่งเข้าตีที่ตั้ง พัน.ทสพ.608 ฝ่ายเราได้ร้องขอกําลังทางอากาศเพื่อคุ้มครองการถอนตัวแต่ก็หมดหวัง เนื่องจากสภาพอากาศปิดและใกล้เวลาพลบค่ำ “เวียงชัย” ใคร่ครวญอย่างรอบคอบ เห็นว่าจําเป็นต้องตีฝ่าวงล้อมข้าศึกออกไปให้ได้โดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นจะเสียชีวิตหรือถูกจับเป็นเชลยทั้งหมด จึงตัดสินใจนํากำลังในกองร้อยที่เหลืออยู่ประมาณ 30 นายตีฝ่าวงล้อมออกมาก่อนพลบค่ำเมื่อเวลา 19.00 น.
การตีฝ่าวงล้อมของ “เวียงชัย” ถูกยิงสกัดกั้นอย่างรุนแรงจากข้าศึกที่วางกําลังบนยอดเนินทั้งสองด้าน ทําให้กำลังส่วนหนึ่งได้รับบาดเจ็บและพลัดหลงจากกลุ่มจำนวน 16 นาย เหลือเกาะกลุ่มเพียง 14 นาย จากนั้นก็เดินเท้ามุ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้สู่ฐานยิงแพนเทอร์ที่มีกำลังฝ่ายเราวางตัวอยู่
ลักษณะภูมิประเทศของเส้นทางถอนตัวเป็นร่องหุบระหว่างเนินเขา 2 ลูก ซึ่งข้าศึกวางกําลังสกัดกั้นการถอนตัวของฝ่ายเราไว้อย่างหนาแน่นจึงเป็นพื้นที่ที่อันตรายอย่างยิ่ง แต่การที่ “เวียงชัย” เลือกเวลาพลบค่ำเพื่อถอนตัวและใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศที่เป็นร่องหุบ จึงสามารถผ่านพ้นมาได้โดยปราศจากการตรวจพบจากข้าศึก
เมื่อผ่านพ้นจากพื้นที่สังหารมาได้ ห่างจากที่ตั้งฐานประมาณ 1 กม. “เวียงชัย” ได้นําสิ่งของไม่จําเป็นที่มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากทําให้ไม่สะดวกในการถอนตัว เช่น กระเป๋าย่าม แผนที่สถานการณ์ กางเกงพลเรือน เสื้อยืด กางเกงชั้นใน และกระจกส่องหน้าซุกซ่อนไว้ในโพรงร่องเนินดินแล้วเอาหญ้าปิดทับซ่อนพรางไว้ เหลือแต่ของใช้เฉพาะที่จําเป็น ได้แก่ อาหารแห้ง และกระสุนปืน
หลังจากนั้นก็นําลูกน้อง 14 นายที่เหลืออยู่มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เดินตัดทุ่งหญ้าคาที่สูงท่วมหัวเป็นห้วงๆ อย่างช้าๆ ตลอดทั้งคืนด้วยความระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับฝ่ายข้าศึก มุ่งหน้าไปสมทบกับกําลังฝ่ายเราที่ฐานยิงปืนใหญ่แพนเทอร์
