‘หมิงเฉิน ซัน’ ซุกคลังแสง ‘บอส’ จีนเทาสแกมเมอร์เขมร ถอดบทเรียน (ซ้ำๆ) ข้าราชการไทย
คอลัมน์ โล่เงิน
ในที่สุดก็คลี่คลาย “หมิงเฉิน ซัน” ผู้ต้องหาชาวจีนวัย 31 ปี ที่มีคลังอาวุธย่อยๆ ในที่พัก ซึ่งเป็นบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านหรู พื้นที่หมู่ 2 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
จากปาก พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ระบุว่า พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ข้อมูลดิจิทัล ประวัติแชตสนทนา ภาพการฝึกใช้อาวุธ พบเริ่มสะสมอาวุธตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา
ทั้งหมดชี้ชัดว่าผู้ต้องหาเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา
มูลเหตุจูงใจสำคัญการสะสมอาวุธมาจากเตรียมรับมือความขัดแย้งรุนแรงระหว่างแก๊งสแกมเมอร์ด้วยกันเอง
ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ตำรวจไซเบอร์พบมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบหลายสิบล้านบาท
เชื่อมโยงกับบัญชีธนาคาร บัญชีคริปโตเคอร์เรนซีของแก๊งสแกมเมอร์ในเขมร
ต่อมาตำรวจไซเบอร์ได้ขยายข้อมูลเพิ่มถึงเส้นเงินที่เช็กพบทำธุรกรรมทางการเงิน รวม 473 รายการ
ผ่านบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 2 กันยายน 2565 ถึง 6 พฤษภาคม 2569 มียอดเงินเข้าราว 40.5 ล้านบาท
ขณะที่ยอดเงินออกอยู่ที่ประมาณ 40.48 ล้านบาท
โดยรายการโอนเงินสูงสุดต่อครั้ง ทั้งฝั่งรับเข้าและโอนออกอยู่ที่ 5 ล้านบาท
ข้อมูลความเคลื่อนไหวทางการเงินนี้ เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงเวลาเกือบ 4 ปี
ส่วนกระแสข่าวเชื่อมโยงนักการเมืองไทยนั้น จากการตรวจสอบขณะนี้ยังไม่พบข้อมูล
จากหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่พบข้อบ่งชี้ว่ามีเป้าหมายก่อวินาศกรรมในประเทศไทย หรือเตรียมนำอาวุธไปก่อเหตุทำร้ายประชาชนคนไทย
ย้อนเวลาไปเวลา 18.00 น. วันที่ 8 พฤษภาคม พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านหรูหนุ่มจีน
หลังได้รับรายงานจากตำรวจ สภ.นาจอมเทียน ว่า เกิดอุบัติเหตุรถเก๋งพลิกคว่ำพบอาวุธสงคราม
งานนี้ต้องยกความดีให้ ส.ต.ท.นิลพัฒน์ ทองย้อย ผบ.หมู่(จร.)สภ.นาจอมเทียน มีไหวพริบปฏิภาณ เป็น ‘เกมเชนเจอร์’ สกัดเหตุร้ายแรงระดับชาติได้
“สิบโท” เห็นโชเฟอร์หนุ่มตี๋มีท่าทีพิรุธ ค้นตัวเจอปืนกล็อก ค้นรถเจอแม็กกาซีน M16 จึงแจ้งผู้บังคับบัญชา
ต่อมาได้รับคำชื่นชมจาก ผบ.ตร.และสาธารณชน
เมื่อเข้าตรวจค้นที่บ้านถึงกับตะลึงพบคลังแสงย่อย อาวุธสงครามจำนวนมาก
พบระเบิดซีโฟร์ 4 ก้อน น้ำหนักก้อนละ 2 ปอนด์ หรือประมาณก้อนละ 1 กิโลกรัม รวมน้ำหนัก 8 ปอนด์ มีพลังการทำลายล้างสูงในรัศมีหลายร้อยเมตร, ดินระเบิดซีโฟร์ในกล่อง 1 กล่อง 2,486.4 กรัม , ดินระเบิดซีโฟร์ 2 แท่ง น้ำหนัก 1,173 กรัม (รวมดินระเบิดซีโฟร์ 4,832.4 กรัม),
ระเบิดสังหารบุคคลชนิดขว้าง 6 ลูก, ระเบิดสังหารชนิดกับดัก แบบฝักข้าวโพด 4 ลูก, ปืน M16 จำนวน 2 กระบอก, กระสุนปืน ขนาด 5.56 มม. (ทั้งที่พบในรถและในบ้าน) 791 นัด บางส่วนมีรหัส LOT RTA ที่ระบุเครื่องหมายผลิตโดยโรงงานผลิตกระสุนกรมสรรพาวุธทหารบก (Royal Thai Army Ammunition Plant) เพื่อใช้ในราชการทหาร,
ปืนสงครามชนิดเอ็มโฟร์ 1 กระบอก, ปืนสั้น 1 กระบอก พร้อมกระสุน ขนาด 9 มม. 10 นัด, เชื้อปะทุของลูกระเบิดสังหาร 3 อัน, ชุดรีโมต, หน้ากากกันแก๊สพิษ 2 อัน, น้ำมันเบนซิน ถังละ 20 ลิตร 4 ถัง และอุปกรณ์สำหรับประกอบระเบิดต่างๆ
ตกใจหนักขึ้นไปอีก เมื่อตำรวจอีโอดี พบเสื้อเกราะกันกระสุน 3 ตัวถูกติดตั้งระเบิดซีโฟร์ไว้ข้างใน ระบบพร้อมใช้งานคล้ายกับ “ระเบิดพลีชีพ”
ตำรวจถึงขั้นอพยพชาวบ้านในละแวกนั้นออกจากเคหสถานกลางดึกไปอยู่ในที่ปลอดภัย
หนุ่มตี๋อ้างว่า ระเบิดที่พบในบ้านจะนำมาระเบิดฆ่าตัวตาย เนื่องจากตัวเองป่วยเป็นซึมเศร้า
นอกจากนี้ยังพบว่าในโทรศัพท์มือถือของ “เฉิน ซีโฟร์” มีการใช้แอพพลิเคชั่น ChatGPT สอบถามแนวทางการก่อเหตุวินาศกรรมในสถานที่สำคัญ รวมถึงอนุภาคการทำลายล้างของระเบิดซีโฟร์
ที่สำคัญยังมีคลิปการฝึกยิงอาวุธปืนสงคราม และการขว้างระเบิดมือสังหาร
จุดพิกัดการฝึกปรากฏอยู่ที่บริเวณค่ายรบพิเศษ 911 กัมพูชา หรือค่ายฝึกนักรบองครักษ์พิทักษ์ฮุน เซน หรือ BHQ (Bodyguard Headquarters) ถือเป็นหน่วยสายตรงของฮุน เซน และตระกูลฮุน
ต่อมายังพบอีกว่าหนุ่มตี๋ถือพาสปอร์ตจีนและกัมพูชา บัตรสีชมพูของไทย และถือครองวีซ่าประเภท PE (Plivilege Entry Visa) ระยะเวลา 20 ปี และยังมีวีซ่าเรสซิเดนต์ ประเภทพำนักระยะยาวของเกาหลีใต้ ด้วย
ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาหนักหลายกระทง ทั้งมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร, ครอบครองอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้, ครอบครองวัตถุระเบิด แล้วนำตัวไปฝากขังศาลพัทยา
ปรากฏผู้ต้องหาชาวจีน ไม่ยอมกินข้าว ถึงขั้นตำรวจพยายามป้อนข้าวให้กินก็ไม่ยอมกิน ดื่มแต่น้ำและขอสูบบุหรี่ ทุกครั้งที่ให้สูบบุหรี่จะดูดครั้งเดียวทีละ 2-3 ม้วน เคร่งเครียดตลอดเวลา
ต่อมาชักเกร็งและหมดสติ เกิดจากการกินยารักษาโรคซึมเศร้าเกินขนาด ประกอบกับเผชิญความเครียดสูงถูกสอบเค้นอย่างหนัก ได้ส่งตัวไป รพ.พัทยาปัทมคุณ เข้าห้องไอซียู อยู่ระหว่างรอผลตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด, สารไซยาไนด์ และกลุ่มยาเบนโซไดอะซีปีน ราชทัณฑ์ได้ดูแลอย่างใกล้ชิดพร้อมประสานตำรวจเข้มงวด 24 ชั่วโมง
ส่วนการขยายผลทางคดี สำหรับปืนกล็อกพบว่าเป็นของรอง สวป.สน.สายไหม ซื้อมาในโครงการสวัสดิการตำรวจ ก่อนจะถูกจำนำต่อเป็นทอดๆ
ส่วนอาวุธสงครามนั้นจับกุมผู้เกี่ยวข้อง 5 คน คือ นายคเชนทร์ ครูฝึกสนามยิงปืน นายจำลอง เจ้าของบัญชีม้า พ.จ.อ.เมธี จ.อ.วัชรินทร์ และ พ.จ.อ.ปฐมพล อดีตทหารเรือ แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันมีและจำหน่ายอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ และอยู่ระหว่างดำเนินการอีกจำนวนหนึ่ง
คดีนี้ ตร.เตรียมนำถอดบทเรียนทบทวนมาตรการคัดกรองชาวต่างชาติ เสนอให้เชื่อมข้อมูลด้านความมั่นคงกับหน่วยงานพิจารณาออกวีซ่า และอาจใช้ระบบประเมินความเสี่ยงชาวต่างชาติในอนาคต เพื่อปิดช่องโหว่ ไม่ให้กลุ่มอาชญากรรมใช้สิทธิพิเศษเข้าประเทศ
นอกจากนี้ ผบ.ตร.ยังได้สั่งการให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มความเข้มข้นติดตามตรวจสอบชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในไทยเป็นเวลานานผิดปกติ รวมถึงประสานตำรวจพื้นที่ตรวจสอบที่พักอาศัยและพฤติกรรมในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ภายใน 3 เดือนนี้
พร้อมบูรณาการร่วมศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งกองกำลังร่วม หรือ Joint Task Force ตรวจสอบชาวต่างชาติที่เข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย
ระยะยาวจะรวบรวมฐานข้อมูลอาชญากรเข้าสู่ระบบ “One Police” เพื่อให้ตำรวจทั่วประเทศเข้าถึงข้อมูลและติดตามผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้หน่วยงานความมั่นคงทั้งหลายต่างยกคดีนี้เป็นกรณีศึกษาและถอดบทเรียนไม่ให้ซ้ำรอยอีกเช่นกัน
หลายฝ่ายผุดคำถามที่ผ่านมาเราถอดบทเรียนถี่มาก จะต้องถอดอีกกี่ครั้ง ถึงจะได้เรียนรู้กันสักที
ถึงคราวต้องเลิกถอดบทเรียนบนกระดาษมาเป็นการลงโทษทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด หยุดลูบหน้าปะจมูกเสียทีดีไหม
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
