หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ

ฤดูแล้งของบ่ายวันหนึ่ง ผมอยู่ในซุ้มบังไพรริมลำห้วย ซึ่งเป็นช่วงที่หาดทรายขยายกว้าง บนผืนทรายเต็มไปด้วยรอยตีนสัตว์ป่า และด่านฝั่งตรงข้ามก็กว้างโล่ง เมื่อวานฝูงช้างใช้ด่านนี้ลงมาเล่นน้ำตอนใกล้พลบค่ำ

วันนี้ตั้งแต่เช้า มีเพียงนกกระแตหาดสองตัว บินล่องไปตามห้วย อากาศร้อนอบอ้าว

ผมก้มหยิบกระบอกน้ำ เงยหน้าขึ้น มองออกไปข้างนอก บนผืนทราย เสือดาวตัวหนึ่งยืนอยู่ ลำตัวเปียกโชก เสืออยู่เหนือลม ไม่มีท่าทีระแวง มันหันมองรอบๆ ก่อนเดินตรงเข้ามาทางซุ้มบังไพร

ร่างเสือกระจ่างชัดเต็มเฟรม ผมกดชัตเตอร์ช้าๆ ไร้เสียง แต่เสือก็สัมผัสได้ว่า ผมอยู่ตรงนั้น มันหยุดเดิน จ้องมาทางซุ้มบังไพร

ผมเคยพบเสือดาวหลายครั้ง บางครั้งมันอนุญาตให้อยู่ใกล้ๆ สบตาใกล้ชิด ทำให้สิ่งที่เรียกว่าความแปลกหน้าระหว่างเราหาย

แต่เสือดาวตัวนี้มีท่าทีต่างไป มันจ้องมาทางผมด้วยแววตาแข็งกร้าว ไม่มีแววแห่งความวางใจ หมอบอย่างเตรียมพร้อม

กระแสลมคงเปลี่ยนทิศ เสือได้กลิ่น รับรู้ว่าผมอยู่ที่นั่น ราวสิบนาที มันลุกขึ้น แยกเขี้ยวขู่ ก่อนหันหลัง สายตาชำเลืองมาทางผมตลอดเดินช้าๆ หายลับเข้าไปในด่าน

นาทีนั้นผมเข้าใจสิ่งหนึ่ง เป็นความเข้าใจอันแตกต่างจากที่เคยเข้าใจ

ในป่า ผมได้รับโอกาสให้ได้พบสัตว์ป่า รวมทั้งเหล่าสัตว์ผู้ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณสัตว์กินพืช

หลายครั้งแค่เห็นร่างลายพรางเคลื่อนผ่านพุ่มไม้

บางครั้งเป็นการพบในระยะที่ใกล้พอจะเห็นและสบสายตา

ครั้งที่เสือดาวยอมให้ผมอยู่ใกล้ๆ สำหรับผม ช่วงเวลาแบบนั้นมีความหมาย ไม่ใช่เพราะผมเข้าใกล้สัตว์ผู้ล่าได้

แต่เพราะผมเคยเข้าใจไปเองว่า นี่อาจหมายถึงผมมีประสบการณ์มากพอ จนสัตว์ป่ายอมรับการมีอยู่ของผม ราวกับผมผ่านบททดสอบแล้ว

กระทั่งบ่ายวันหนึ่ง ผมพบเสือดาวอีกตัวมันหยุดจ้องมองผมตรงๆ สายตาคู่นั้นไม่เหมือนตัวอื่นที่ผมเคยพบ

สายตามันแข็งกร้าว เย็นชา มันไม่ได้ตื่นกลัว ไม่ตื่นหนี เพียงมองเหมือนกำลังบอกว่า มันไม่ได้ยอมรับผม

วันนั้นผมเพิ่งเข้าใจว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา การที่เสือบางตัวอนุญาตให้ผมอยู่ใกล้ ไม่ได้แปลว่าผมมีความหมายอะไร เพียงแค่มันปรับตัว

ข้อสำคัญไม่ได้แปลว่าพวกมันวางใจ

เสือดาว : สิ่งหนึ่งที่เสือดาวมักทำเมื่อสัมผัสได้ว่ามีคนอยู่ใกล้ๆ คือนั่งลง เขม้นมอง และค่อยๆ เดินเลี่ยงไป ลายบนตัวเสือดาวได้รับการออกแบบมาให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย

บทเรียนวันนั้นสำคัญเพราะมันดึงผมกลับมาจากความหลงผิดบางอย่าง

หลงผิดว่าประสบการณ์ทำให้ผม “เข้าใจ” ธรรมชาติแล้ว

แต่แท้จริงไม่ว่าผมจะใช้เวลาในป่านานเพียงใด พบเสือมากี่ครั้ง ผมก็ยังเป็นเพียงคนนอก

เป็นคนแปลกหน้าในบ้านของพวกมัน

ผมพูดถึงบทเรียนว่าป่าสอนผมเรื่อง “ระยะห่าง” เสมอๆ การไม่เข้าใกล้เกินไปจนรบกวนสัตว์ป่า ทำให้ระยะ “ข้างใน” ระหว่างผมกับสัตว์ป่าแคบลง

ในทางหนึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีที่ถึงวันนี้ หลายพื้นที่อนุรักษ์มีโอกาสพบเสือ รวมทั้งเหล่าสัตว์ป่าที่เคยหายากได้มากขึ้น

ภาพจากกล้องดักถ่ายคุณภาพดีมากขึ้น เราเห็นสัตว์บางตัวที่คิดว่าสาบสูญไปแล้ว หรืออยู่ในแหล่งที่ไม่คาดว่าจะมีอยู่

เราอยู่ในวันที่การพบเจอสัตว์ป่าไม่ใช่เรื่องยาก รวมทั้งในวันที่ในบ้านของสัตว์กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว

สัตว์ป่าจำนวนหนึ่งปรับตัว แต่มีสัตว์ป่าอีกไม่น้อยที่นอกจากไม่ปรับแล้ว การถูกกดดันมาก ไร้หนทาง ทำให้พวกมันก้าวร้าว เข้าโจมตีคน มีคนมากมาย ทั้งคนทำงานในป่า นักวิจัย อาสาสมัคร นักท่องเที่ยว บาดเจ็บ บางคนถึงกับชีวิต

คนพบเจอ ถ่ายภาพสัตว์ป่า จากในรถ ยืนริมถนน เฝ้าดู นกเงือก, หมีควาย, หมีขอ ในงานเลี้ยงที่ต้นไทร ถ่ายนกหน้ารังที่อยู่ในช่วงหาอาหารมาเลี้ยงดูลูก

เบื้องหลังภาพเหล่านั้นที่นำมาเผยแพร่ คล้ายจะเป็นความโชคดีของคนถือกล้อง หรือนักท่องเที่ยว

แต่ไม่ใช่ เพราะมันคือผลจากการทำงานหนักของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่เดินลาดตระเวน นักวิจัย และคนอีกมากที่ยอมเหนื่อย ยอมเสี่ยง เพื่อให้สัตว์ป่าได้มีโอกาสใช้ชีวิตไปตามวิถีในบ้านของพวกมัน

เมื่อเสือรวมทั้งสัตว์ป่าเริ่มปรับตัว เรียนรู้ว่ารถและคนไม่ใช่ภัย ในวันที่เสือเปิดโอกาสอนุญาตให้เราพบมากขึ้น

เราชื่นชมยินดี แต่เราคิดที่จะให้เกียรติพวกมันหรือยัง

มีโอกาสเข้าใกล้ พบเจอสัตว์ป่า เราจะใช้โอกาสนั้นเพื่อเรียนรู้ หรือเข้าใกล้เพียงเพราะอยากได้ภาพอยากได้ประสบการณ์ หรือแค่อยากตอบสนองความตื่นเต้นของตัวเอง

สำหรับผม สายตาแข็งกร้าวของเสือดาววันนั้น คือหนึ่งในบทเรียนที่ชัดที่สุด มันทำให้รู้ว่า ต่อให้เราเห็นใครอยู่ตรงหน้าก็ไม่ได้แปลว่าเรารู้จักเขาจริง เราเห็นใบหน้า เห็นรอยยิ้ม แล้วรีบสรุปว่าเรารู้จักกันดีแต่ความจริง คนก็เป็นเหมือนชีวิตในป่า ต่างมีพื้นที่ภายในที่มีบาดแผล มีสัญชาตญาณระวังตัว มีด้านที่ไม่เปิดเผย สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นเพียงส่วนที่เขายอมให้เห็น

การให้เกียรติกันคือการไม่ก้าวล้ำเข้าไปทุกพื้นที่ของผู้อื่น จำเป็นต้องรู้ว่าเมื่อไรควรรักษาระยะที่พอดี เพราะไม่ว่าจะในสังคมป่าหรือในสังคมเมือง ระยะห่างที่เหมาะสมคือความเคารพซึ่งกันและกัน

บทเรียนสำคัญที่สุดคือ การเรียนรู้และยอมรับว่าเราเป็นเพียงคนแปลกหน้า นี่จะทำให้เราอ่อนน้อม

และรู้ว่าควรจะวางตัวอย่างไรในบ้านผู้อื่น

หลังทำงานในป่ามานาน เข้าใจว่ามีประสบการณ์มากพอ ที่จะทำให้สัตว์ป่าไว้วางใจ

กระทั่งบ่ายวันหนึ่ง เสือดาวตัวหนึ่งเดินเข้ามาบอกให้รู้ว่า แท้จริงแล้ว กับเหล่าสัตว์ป่า ผมเป็นแค่คนแปลกหน้าเท่านั้น

นั่นมันทำให้ผมเข้าใจความหมายของระยะห่างมากขึ้น

อีกทั้งทำให้รู้ว่าระยะห่างระหว่าง “ชื่นชมกับรบกวน” นั้นมีเพียงเส้นบางๆ กั้น

เส้นบางๆ ที่เรามักมองไม่เห็น…



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
คุยกับทูต | ฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ 170 ปีแห่งมิตรภาพไทย-ฝรั่งเศส เมื่อภารกิจสิ้นสุด แต่มิตรภาพยังคงอยู่
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
IN THE HAND OF DANTE | ‘ต้นฉบับวรรณกรรมชิ้นเอก’
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย