สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
ดูข่าวรถไฟชนรถเมล์กลางกรุงเทพมหานครแล้วรู้สึกเศร้าใจจริงๆ เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ประมาทเลินเล่อ หากสะท้อนถึงความไร้ระเบียบไร้วินัยของผู้คนในประเทศจนนำไปสู่การสูญเสียอย่างร้ายแรง และคำถาม “เราจะอยู่กันอย่างนี้?” ผุดขึ้นมาให้สังคมได้ร่วมฉุกคิดอีกครั้ง
บริเวณเกิดเหตุเป็นจุดตัดทางรถไฟแยกอโศก-ดินแดง มีรถวิ่งผ่านเฉลี่ยวันละ 1 แสนคัน และแยกอโศก-เพชรบุรี อีกราว 6 หมื่นคันต่อวัน เป็นเส้นทางสายสำคัญของชาว กทม.จากพื้นที่ฝั่งทิศเหนือ ตะวันออกเข้าสู่ใจกลางศูนย์ธุรกิจย่านอโศก-เพลินจิต-ปทุมวัน จราจรจึงหนาแน่นติดขัด และเป็นเส้นทางรถไฟโดยสาร-ขนส่งสินค้าสายตะวันออกแล่นผ่านเฉลี่ยวันละ 16-20 ขบวน ดังนั้น ในแต่ละวันจุดตัดทางรถไฟอโศก-ดินแดง มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ
เวลา 15.41 น. วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม การจราจรบริเวณจุดตัดทางรถไฟแยกอโศก-ดินแดงหนาแน่นดังเช่นทุกวัน รถเมล์สาย 206 เส้นทางบางเขน-เมกาบางนา แล่นมาจอดคร่อมเพราะติดสัญญาณไฟแดง มีรถจอดขวางหน้าเคลื่อนตัวไม่ได้ ขณะที่รถไฟบรรทุกตู้สินค้าขบวน 2126 ต้นทางมาจากท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี แล่นมาด้วยความเร็ว 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มุ่งหน้าไปยังสถานีขนส่งสินค้าบางซื่อ
รถไฟพุ่งชนรถเมล์ที่จอดคร่อมทางรถไฟอย่างจัง มวลน้ำหนักหลายตันของตู้ขนส่งสินค้าเป็นแรงส่งให้หัวรถจักรกระแทกตัวรถเมล์ลากไปชนอื่นๆ ที่จอดขวางทางรถไฟ ถังแก๊สในรถระเบิดเกิดไฟลุกไหม้ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 8 คน และบาดเจ็บอีก 32 คน
จุดตัดทางรถไฟในกรุงเทพมหานครมีราว 7 จุด และจุดตัดทางรถไฟในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศอีกกว่า 2,600 จุด โอกาสจะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงซ้ำเช่นนี้มีความเป็นไปได้สูง ถ้าผู้คนขาดวินัย ไม่เคารพกฎจราจร และตั้งอยู่ในความประมาทเลินเล่อ
บริเวณจุดตัดทางรถไฟทุกจุดมีเครื่องหมายจราจรเป็นเส้นทแยงเหลือง ผู้ขับขี่ต้องจอดก่อนถึงเส้นทแยงเหลือง หรือหยุดรถห่างจากทางรถไฟ 5 เมตร นอกจากนี้ยังมีป้ายเตือนอันตราย สัญญาณไฟวาบ สัญญาณเสียง เครื่องกั้นทางอัตโนมัติ
ตามกฎจราจรระบุว่า ห้ามหยุดรถคร่อมรางรถไฟ หากไม่มีสัญญาณเตือนให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ มองซ้ายมองขวาให้ดี ผู้ขับขี่ต้องรอให้แน่ใจว่ารถคันหน้าแล่นผ่านทางรถไฟไปแล้ว ไม่กีดขวาง เพราะอาจทำให้รถติดอยู่กลางรางรถไฟ
ปกติเจ้าหน้าที่ควบคุมสัญญาณไม้กั้นทางรถไฟ ดูแลจุดตัดทางรถไฟดังกล่าวทำหน้าที่ให้อาณัติสัญญาณการเดินรถ กั้นถนนไม่ให้รถวิ่งผ่าน โบกธงแดงให้สัญญาณรถไฟหยุดหรือโบกธงเขียวให้ผ่าน
เหตุที่เกิดขึ้นบนจุดตัดทางรถไฟแยกอโศก-ดินแดง เกิดจากรถเมล์คร่อมรางรถไฟ เครื่องกั้นถนนค้างเติ่ง เจ้าหน้าที่ควบคุมสัญญาณแจ้งเตือนไปยังพนักงานขับรถไฟ ขบวน 2126 แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากปลายสาย และออกมายืนโบกธงแดง เตือนให้รถไฟหยุด แต่รถไฟไม่หยุด
พนักงานขับรถไฟบอกว่า ไม่ได้ยินเสียงเตือนจากเจ้าหน้าที่ควบคุมสัญญาณกั้นไม้ทางรถไฟ และมาเห็นรถเมล์จอดคร่อมทางรถไฟในระยะ 100 เมตร เบรกไม่อยู่
ภาพทั้งหมดนี้จึงสะท้อนความไร้ระเบียบวินัยในหลายประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรก คนขับรถเมล์ซึ่งเป็นรถขนส่งสาธารณะต้องมีวินัยและความรับผิดชอบสูงมาก เนื่องจากจะต้องดูแลความปลอดภัยให้กับผู้โดยสาร คนขับรถขนส่งสาธารณะจึงต้องมีใบอนุญาตพิเศษ ผ่านการฝึกอบรมและทดสอบที่เข้มข้น
แต่คนขับรถเมล์ สาย 206 ไร้วินัย ไม่เคารพกฎจราจร ขับทับเส้นทแยงเหลืองและจอดคร่อมทางรถไฟ ทั้งๆ ที่เป็นจุดอันตราย และไม่ตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับผู้โดยสาร จึงนำไปสู่การสูญเสียอย่างร้ายแรง
ก่อนนาทีมรณะ ถ้าคนขับรถเมล์รู้ว่าจอดคร่อมทางรถไฟนั้นเป็นการตัดสินใจพลาด คนขับจะต้องคุมสติระแวดระวังอย่างยิ่งยวด ต้องหันซ้ายหันขวาดูว่ามีรถไฟแล่นมาหรือไม่ หากมีสติเช่นนี้โอกาสพ้นวิกฤตมีความเป็นไปได้สูง เช่น เปิดประตูให้ผู้โดยสารหนีตาย หรือกดแตรส่งสัญญาณให้รถคันหน้าเบี่ยงทางพ้นอันตราย
การไม่เคารพกฎจราจรและไม่ใส่ใจในความปลอดภัยของคนขับรถเมล์ สาย 206 ยังบอกให้รู้ว่า ขสมก.หรือองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ไร้ซึ่งประสิทธิภาพ ขาดมาตรฐานในการรักษาความปลอดภัยด้านการขนส่งมวลชน ไม่สามารถฝึกอบรมให้คนขับรถเมล์ ขสมก.อยู่ในระเบียบวินัยและเคารพกฎจราจร

ประเด็นที่ 2 เจ้าหน้าที่ดูแลอาณัติสัญญาณ ทำหน้าที่ในวันเกิดเหตุ โบกธงแดงในเวลาสั้นๆ แล้วม้วนธงแดงหนีบเอาไว้ ขณะที่รถไฟแล่นมาด้วยความเร็วสูง ประเด็นน่าสงสัยก็คือ เมื่อส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปให้พนักงานขับรถไฟแล้ว ไม่มีเสียงตอบรับ ทำไมเจ้าหน้าที่ผู้นี้จึงทำหน้าที่เพียงแค่ยืนโบกธงแดง
ในช่วงวิกฤต การยืนโบกธงแดงกับการวิ่งไปแจ้งเตือนอันตรายให้กับรถจอดคร่อมทางรถไฟ ทางไหนเป็นทางเลือกที่ดีกว่ากัน?
ระยะทางจากสถานีคลองตันไปถึงจุดเกิดเหตุทางตัดรถไฟกับถนนแยกอโศก-ดินแดง ห่างกันเพียง 3.7 กิโลเมตร รถไฟวิ่งด้วยความเร็ว 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เวลา 6.34 นาที
ถ้าเจ้าหน้าที่กั้นรถไฟรับแจ้งว่ารถไฟขบวน 2126 ออกจากสถานีคลองตัน จะมีเวลาตัดสินใจ 6.34 นาที การออกมายืนโบกธงแดงเพื่อรอให้รถไฟหยุดหน้าธง ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะด้วยความเร็วอย่างนั้น ระยะเบรกก่อนถึงเป้าหมายอย่างน้อย 2 กิโลเมตร รถไฟจึงจะหยุดสนิท
หากพนักงานขับรถไฟรู้ว่า จุดตัดทางรถไฟห่าง 3.7 กม. มีรถยนต์จอดคร่อมอยู่ ถ้าสกัดไม่ให้เกิดเหตุร้าย พนักงานรถไฟต้องเบรกในทันทีที่ขบวนรถเคลื่อนออกจากสถานีคลองตันราวๆ 1 กม.
ประเด็นที่ 3 พนักงานขับรถไฟ ขบวน 2126 ขาดวินัยอย่างร้ายแรง ไม่เคารพกฎหมายอย่างชัดแจ้ง มีพฤติการณ์ติดยาเสพติดและตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย ฉะนั้น ในวันเกิดเหตุ พนักงานขับรถไฟไม่น่ามีสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะหากมีสติแน่วแน่จะไม่เกิดการสูญเสียอย่างร้ายแรง
เหตุการณ์ครั้งนี้ ยิ่งทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของการรถไฟแห่งประเทศไทยตกต่ำลงไปอีก
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์รายงานว่า ในปี 2568 เพียงปีเดียว เกิดอุบัติเหตุรถไฟชนกับรถยนต์ เครื่องกีดขวางทาง เครื่องกั้น 121 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 43 คน บาดเจ็บอีก 53 คน
เริ่มต้นเดือนมกราคม ปี 2569 เกิดอุบัติเหตุ เครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มทับใส่ขบวนรถไฟที่สี่คิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ยังเป็นเรื่องคาใจประชาชน เพราะรัฐบาลที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ในเวลานั้น โชว์มาดเข้มจะหาคนผิดมาลงโทษให้ได้ และยังระบุว่า การรถไฟฯ ต้องรับผิดชอบกับเหตุที่เกิดขึ้น
ผ่านมา 5 เดือนแล้ว นายอนุทินกลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบ ความคืบหน้าในคดีเครนถล่มรถไฟยังไม่อะไรคืบหน้าเป็นชิ้นเป็นอัน
มาเกิดเหตุรถไฟพุ่งชนรถเมล์มีคนตายเจ็บเป็นสิบๆ ราย กลางเมืองหลวงของประเทศซ้ำอีก ทำให้ประชาชนเกิดความสงสัยในความสามารถการบริหารประเทศของนายอนุทิน
ขณะที่การไร้วินัยไร้ระเบียบ ไม่เพียงทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง หากยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง เทสารพิษปนเปื้อนในแหล่งน้ำ แม่น้ำ ทะเล หรือการบุกรุกทำลายผืนป่า
ถ้าเราไม่อยากเห็นสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ไม่ต้องการให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงซ้ำๆ ซากๆ การร่วมระดมพลังสร้างวินัยและเคารพกฎหมายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดในสังคมไทย
