bg-single

การผลิตครูพันธุ์ใหม่เชิงปริมาณ กับคุณภาพที่น่ากังขา ความจริงอันน่าระคายหู

30.05.2026

คอลัมน์ CityZense
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

จากที่วันก่อน ครูหนึ่ง ธีรศักดิ์ จิระตราชู ส.ส.พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถาม อ.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เรื่องเกี่ยวกับโควตาการผลิตครู

ทำให้ผู้เขียนมีบทสนทนาบางอย่างที่อยากจะชวนคุยด้วย

หลายคนไม่ทราบว่า ระบบการผลิตครูของไทยนั้น ได้สร้างครุศาสตรบัณฑิต/ศึกษาศาสตรบัณฑิตมาอย่างมากจนล้นเกินความต้องการ

ตัวเลขจากการสอบครูผู้ช่วย ทั้งปริมาณผู้สมัคร และผู้สอบผ่านเกณฑ์ ล้วนเป็นที่ควรนำมาวิเคราะห์อย่างจริงจัง

เพื่อให้เห็นภาพขอยกสถิติมาดูกัน

ปี 2567 มีผู้เข้าสอบครูผู้ช่วยจำนวนกว่า 149,122 คน แต่มีผู้สอบผ่านเกณฑ์ ภาค ก. และภาค ข.จำนวน 42,495 คน นับเป็น 28.50% แต่เมื่อดูตัวเลขเรียกบรรจุ มีเพียง 11,760 ตำแหน่ง

สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงอะไร ผู้เขียนเห็นอยู่ 3 ประการ

ประการแรก สถาบันผลิตครูได้ปั๊มจำนวนปริมาณครูออกมามากมายจนล้นตลาดแรงงาน ยิ่งไม่สอดคล้องกับจำนวนประชากรที่กำลังลดจำนวนลงเรื่อยๆ

จำนวนผู้เรียนครูในระบบปี 2568 ในสถาบันการศึกษา 88 แห่ง ตั้งแต่ปี 1 จนถึงชั้นที่สูงที่สุด มีมากถึง 120,525 คน เฉพาะนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ก็มีมากถึง 24,797 คนแล้ว จำนวนนี้ยังมากกว่าอัตราเรียกบรรจุเมื่อปี 2567 ถึงหนึ่งเท่าตัว

จากตัวเลขทั้งหมด เมื่อจำแนกตามสถาบันการผลิต ม.รามคำแหงสูงสุดที่ 22,178 คน รองลงมาคือ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ 4,005 คน และ ม.ราชภัฏเชียงใหม่ 3,899 คน จำแนกตามสาขา 3 อันดับแรกคือ พลศึกษา 12,254 คน, ปฐมวัย 12,062 คน และภาษาอังกฤษ 8,251 คน

ขณะที่ตัวเลขข้อมูลเกษียณและความต้องการครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในปี 2569 มีเพียง 6,346 คน, ปี 2570 ต้องการ 5,720 คน, ปี 2571 อยู่ที่ 5,912 คน ทั้งที่การผลิตนักศึกษาครูปีหนึ่งอยู่ที่ราว 2-3 หมื่นคน

แต่การผลิตบัณฑิตครูกลับมากเกินความต้องการถึง 4-5 เท่า

ประการที่ 2 จากสถิติดังกล่าวจึงแสดงว่ามีผู้สอบกว่า 71.50% ไม่ผ่านเกณฑ์ ทั้งที่เกณฑ์ผ่านเพียงแค่ 60% เท่านั้น

สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ของผู้สอบนั้นอยู่ในมาตรฐานที่ต่ำหรือไม่

เป็นคำถามที่ย้อนกลับไปถึงคุณภาพผู้เรียนครูทั้งหลายมาอีกด้วย มีผู้ทำสถิติการสอบครูผู้ช่วยที่สมัครสอบ 20 คนขึ้นไป ในจำนวน 108 สถาบัน (ซึ่งไม่มี ม.รามคำแหงที่เป็นผู้ผลิตบัณฑิตจำนวนมากที่สุด) พบว่า มีสถาบันที่มีศิษย์เก่าสอบผ่านสัดส่วนเกินครึ่ง มีเพียง 21 สถาบันจากทั้งหมด และในนี้ไม่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏเลยแม้แต่แห่งเดียว

อย่างไรก็ตาม อาจต้องให้ความเป็นธรรมตรงที่ ม.ราชภัฏ เป็นสถาบันผลิตครูเก่าแก่ที่มีศิษย์เก่าสอบจำนวนมากในหลักพัน

ขณะบางมหาวิทยาลัยที่สัดส่วนเกิน 50% เข้าสอบในหลักสิบจึงมีโอกาสติดอันดับได้สูงกว่า

เช่น ม.ธรรมศาสตร์ (38 คน, 66.67%), ม.นานาชาติเซนต์เทเรซา (34 คน, 59.65%), สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (23 คน, 54.76%), ม.เทคโนโลยีสุรนารี (30 คน, 54.55%), ม.รังสิต (33 คน, 50.77%), ม.หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ (21 คน, 50%)

หากจัดอันดับของ ม.ราชภัฏที่นักศึกษาสอบผ่านเกณฑ์ จะพบว่า 10 อันดับแรก คือ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา, (สอบผ่าน 599 คน คิดเป็น 49.3%), ม.ราชภัฏสงขลา (594 คน, 43.52%), ม.ราชภัฏอุดรธานี (1,083 คน คิดเป็น 36.6%), ม.ราชภัฏพิบูลสงคราม (676 คน, 33.78%), ม.ราชภัฏสุราษฎร์ธานี (647,คน 33.26%), ม.ราชภัฏเชียงราย (800 คน, 33.09%), ม.ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ (484, 32.86%), ม.ราชภัฏนครศรีธรรมราช (625 คน, 32.47%), ม.ราชภัฏเชียงใหม่ (1,051 คน, 32.19%), ม.ราชภัฏนครราชสีมา (1,068 คน, 32.09%)

ส่วนที่สอบได้คะแนนผ่านเกณฑ์เกิน 1,000 คน แต่ไม่ติดอันดับได้แก่ ม.ราชภัฏมหาสารคาม (1,075 คน, 29.22%) และ ม.ราชภัฏสุรินทร์ (1,114 คน, 23.4%)

การติดอันดับเท่าใดจึงไม่สำคัญเท่ากับว่า สถิตินี้ชวนเราคิดยังไงกับมันได้บ้าง

เมื่อพิจารณากับตัวเลขอีกชุดหนึ่งจะพบว่า กลุ่ม ม.ราชภัฏที่มีทั้งหมด 34 แห่งทั่วประเทศ มีกำลังการผลิตนักศึกษาครูมากที่สุดจากสถิติปี 2558 มีนักศึกษาอยู่ในระบบกว่า 67,210 คน จากทั้งหมด 88 แห่ง 120,525 คน ถือว่าเป็นผู้ผลิตบัณฑิตเกินครึ่งหนึ่งของประเทศนี้

การผลิตบัณฑิตออกมาจำนวนมาก กลับไม่สามารถสอบผ่านเกณฑ์ความรู้ที่กำหนดไว้เพียง 60% ถ้าหากเราเชื่อว่า การวัดผลด้วยข้อสอบเป็นการวัดคุณภาพระดับหนึ่ง ผลของการสอบเช่นนี้กำลังบอกอะไรกับเรา

ประการที่ 3 แต่ถึงกระนั้น การสอบจะเป็นการวัดคุณภาพการสอนได้หรือไม่ เพราะข้อสอบเองก็ไม่อาจวัดได้ว่า ผู้เข้าสอบมีทักษะความเป็นครู หรือทำการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เนื่องจากหากเราชำแหละไปดูว่าข้อสอบนั้นวัดอะไรบ้าง ก็จะเห็นดังนี้

ภาค ก. ความรู้ความสามารถทั่วไป (200 คะแนน) ประกอบด้วย ความสามารถในการวิเคราะห์ (100 คะแนน), ทักษะภาษาอังกฤษ (50 คะแนน) และความรู้และการเป็นข้าราชการที่ดี (50 คะแนน) และภาค ข. (200 คะแนน) คือ มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ได้แก่ วิชาชีพครู (75 คะแนน), ความรอบรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องและแนวคิดปฏิรูปการศึกษา (25 คะแนน), วิชาเอก (100 คะแนน)

ผู้ที่สอบผ่านก็คือ ผู้ที่มีทักษะในการทำข้อสอบเป็นหลัก เราจะเห็นผู้เชี่ยวชาญในการทำข้อสอบจำนวนมากเปิดติวและหารายได้กับการสอบอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

ที่ต้องกล่าวเช่นนี้ก็เพราะไม่ต้องการให้ในที่สุด การให้คุณค่าของการศึกษาไปอยู่ที่การสอบเพียงเท่านั้น

ผู้ที่สอบได้จึงเป็นตัวบ่งชี้ถึงความพยายามและความสามารถในการทำข้อสอบ แต่จะสอนได้ดีหรือไม่นั้น ไม่มีใครตอบได้ โดยเฉพาะเมื่อเข้าไปพิจารณาในการผลิตบัณฑิตจำนวนมหาศาล ดังที่แสดงไว้แล้ว

จากประเด็นดังกล่าว เราอาจจะมองผ่านทัศนะของผู้เกี่ยวข้อง 3 คน คนแรก ครูหนึ่ง ธีรศักดิ์ จิระตราชู ส.ส.พรรคประชาชน เปิดประเด็นมาถึงความเป็นห่วงคุณภาพครู ผ่าน “การสอบวิชาครู” เพื่อขอรับใบประกาศวิชาชีพครู มีตัวเลขผู้ที่สอบผ่านลดลงอย่างน่าตกใจ คือการสอบรอบ 2/2567 มีผู้เข้าสอบ 50,702 คน แต่ผู้สอบผ่านเพียง 13.85% ในระบบการสอบบรรจุยังพบว่า ปี 2568 มีปริมาณคาดการณ์ใช้ครูอยู่ 8,173 คน แต่มีคนสอบแข่งขันถึง 38,692 คน เรียกบรรจุได้ในรอบแรกเพียง 1,291 คนเท่านั้น

เมื่อเทียบกับตัวเลขนักศึกษาครูที่จะจบในอนาคตยังเป็นตัวบ่งชี้ว่าบัณฑิตล้นตลาด และมีข้อน่าเป็นห่วงเรื่องคุณภาพ

คนที่ 2 ก็คือ อ.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี อว. ได้วางแผนรับมือไว้ 3 ประการคือ ปรับลดเพดานรับนิสิตนักศึกษาครูจากปี 2566 ที่รับสูงราว 64,000 คน มีแผนจะลดให้เหลือ 47,000 คน ภายในปี 2568-2571,

ทบทวนมาตรฐานการผลิตและพัฒนาครูให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน และกำหนดโควตารายสาขาเพื่อลดสาขาที่เกิน เพิ่มสาขาที่ขาดแคลนและจะตั้ง “Human Capital Superboard” เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลแรงงานแบบ Real-time เพื่อพยากรณ์ความต้องการใช้ครูในอีก 5-10 ปีข้างหน้า

ซึ่งคล้ายกับแนวทางที่รัฐมนตรีได้หารือกับที่ประชุมอธิการบดี ม.ราชภัฏว่า วางมาตรการเข้มข้นไว้ 3 ด้านคือ การคุมด้วยข้อมูลจริง โดยจะใช้ระบบ Dashboard เชื่อมโยงอัตราเกษียณ นำไป “ส่งสัญญาณ” ให้ลดการผลิต “สาขาที่ล้น” และอัดฉีดงบจูงใจให้ผลิต “สาขาที่ขาดแคลน”

ต่อมาคือ ลงโทษหลักสูตรด้อยคุณภาพ หากไม่ได้มาตรฐานตาม พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ.2562 พร้อมสั่งงดรับ หรือยุบหลักสูตร

สุดท้ายคือ เดินหน้าผลิตครูปิดในโครงการ “ครูคืนถิ่น” ที่การันตีมีงานทำ 100% ระยะที่ 2 ปี 2569-2582 (14 ปี) ด้วยอัตรา 16,033 อัตรา หรือเฉลี่ยปีละ 1,145 อัตรา

จะเห็นว่า หากมองเทียบกับการยกปัญหามาช่วงต้นบทความ แนวทางดังกล่าวไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

การส่งสัญญาณและกำหนดโควตารายสาขานั้น ก็ไม่แน่ใจนักว่า ใครจะทำอะไรและอย่างไร

ส่วนประเด็นเรื่องการผ่านมาตรฐานของหลักสูตรก็มิได้ทำให้เห็นว่า การผลิตครูนั้นมีมุ่งเน้นด้านความเป็นเลิศเพียงใด ส่วนครูคืนถิ่นก็เป็นสิ่งที่ทำการมานานแล้วจึงมิได้เกี่ยวข้องมากนัก

ยกเว้นเสียแต่จะผลักดันเรื่องระบบปิดให้เป็นการผลิตหลักซึ่งรัฐมนตรีก็ไม่ได้สื่อสารไปทางนั้น

คนที่ 3 อ.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดี ม.ราชภัฏนครราชสีมา ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดี ม.ราชภัฏ ดูเหมือนจะยืนอยู่ในฝั่งไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลง

เขาให้ความเห็นว่าครูจบใหม่ล้นตลาดไม่ใช่เรื่องใหม่ และแย้งว่า หลักสูตรอื่นอย่างพยาบาลก็ไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการทุกคน

แถมยังเผยว่า บัณฑิตสายครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์มีงานทำกว่า 70-80% ไม่จำเป็นต้องสังกัด สพฐ. แต่ยังมีสังกัดกรุงเทพมหานคร เป็นครูเอกชน หรือประกอบอาชีพอื่นๆ ได้

สิ่งที่ควรทำคือ เน้นคุณภาพหลักสูตรและเติมทักษะอื่นๆ เช่น ทักษะผู้ประกอบการ ก็จะเห็นว่า เขาไม่ได้ให้ความสนใจกับการลดกำลังการผลิตอยู่แล้ว การเสนอทางแก้ไขจึงไปอีกทางหนึ่ง

แล้วสิ่งที่ควรจะเป็นคืออะไร ผู้เขียนจะขอเสนอความเป็นไปได้ดังกล่าวในตอนหน้า พร้อมทั้งทบทวนการผลิตครูที่ผ่านมาเพื่อก้าวกระโดดไปข้างหน้าอีกที



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
คุยกับทูต | ฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ 170 ปีแห่งมิตรภาพไทย-ฝรั่งเศส เมื่อภารกิจสิ้นสุด แต่มิตรภาพยังคงอยู่
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
IN THE HAND OF DANTE | ‘ต้นฉบับวรรณกรรมชิ้นเอก’
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย