Cityzense | ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
พลันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนเก่าใน ครม.ใหม่ ประกาศนโยบายหาเสียงโดยพุ่งเป้าไปที่วงการครู มีเรื่องหนึ่งที่สะกิดใจผู้เขียนก็คือ การจะยกเลิกการสอบวิชาเอกในการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู คนทั่วไปที่ไม่ได้ไม่เสียอะไรกับวิชาชีพครู ก็คงร้อง “ฮะ?” ท่ามกลางปัญหาวิชาชีพครูที่เข้าขั้นวิกฤตทั้งด้านความรู้และพฤติกรรม
ก่อนอื่นสำหรับผู้อยู่นอกวงการครู เราอาจต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ยุคหลังนี้ด้วยความต้องการสร้างความเป็นวิชาชีพ (หรือพูดแบบอคติก็คือ การกีดกันคนอื่นออกจากวิชาชีพของตนแบบถูกกฎหมาย) นอกจากจะให้ความสำคัญกับการสร้างระบบของวิชาชีพด้วยวิธีการต่างๆ ตั้งแต่ สถาบันการผลิต คุณสมบัติของผู้สอนและหลักสูตร ยังได้มีการสร้างสิ่งที่เรียกว่าใบประกอบวิชาชีพครู เช่นเดียวกับใบประกอบโรคศิลปะของแพทย์, ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรม (ใบ กว.) หรือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม (ใบ กส.)
ความพยายามที่จะยกระดับวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงนั้น เคยเป็นข้อเสนอที่ถกเถียงกันมาตั้งแต่ทศวรรษ 2540 เป็นอย่างน้อย ถึงกับมีข้อเสนอบางแห่งเสนอว่า ควรให้มีการเรียนครู 6 ปี จนได้วุฒิปริญญาโท (คุณสมบัติครูที่จบปริญญาโท เห็นได้จากประเทศฟินแลนด์ ในส่วนครูประจำชั้นระดับประถมศึกษา และครูประจำรายวิชาระดับมัธยม) ซึ่งหมายความว่าเป็นความพยายามผลักดันให้ครูมีความสามารถในการรู้ที่ลึกขึ้นและมีความสามารถในการทำวิจัยชั้นสูงได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น แนวปฏิบัติที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดก็คือ การเรียนครู 5 ปี ที่แม้จะมีบางแห่งนำร่องไปก่อนแล้ว แต่เริ่มพร้อมกันทั่วประเทศในช่วงปี 2547
ที่ต่างจากเดิมก็คือ การฝึกสอนในโรงเรียนเดิม ของหลักสูตร 4 ปี ฝึกสอนเพียงภาคการศึกษาเดียว ไปสู่การฝึกสอนทั้ง 2 ภาคการศึกษา การให้ความสำคัญกับการฝึกสอน ก็คงเช่นเดียวกับการฝึกในโรงเรียนแพทย์ที่ให้ความสำคัญกับการฝึกปฏิบัติ
แนวปฏิบัติเช่นนี้ดำเนินการมาราวสิบปี หลังรัฐประหาร 2557 ได้มีนโยบายสั่งการลงมา ไม่ว่าจะด้วยการมองในเชิงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรืออะไรก็แล้ว นโยบายการผลิตครูแกมบังคับได้เปลี่ยนไปสู่การผลิตครู 4 ปี คล้ายกับการผลิตครูก่อนปี 2547 การฝึกสอนก็เหลือเพียงภาคการศึกษาเดียว แล้วพยายามแทรกการส่งนักศึกษาครูเข้าไปในโรงเรียนตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 เพื่อเก็บชั่วโมง แต่ในหลักสูตร 5 ปีไปที่โรงเรียนเมื่ออยู่ในระดับชั้นปีที่ 3 ที่มีพื้นฐานวิชาชีพครูและวิชาเอกในระดับหนึ่งแล้ว
เหตุผลที่ลดเวลาการผลิต อาจมาจากแนวคิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าการใส่ใจในคุณภาพการผลิต นโยบายนี้ไม่ฟังเสียงคัดค้านหรือโต้แย้งจากนักวิชาการ ไม่ต้องนับว่า เกิดขึ้นในช่วงคณะรัฐประหารครองเมือง เรื่องใหญ่อย่างยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปีที่ผูกพันและสร้างภาระให้กับคนทั้งประเทศพวกเขายังไม่ได้เปิดกว้างให้คนแสดงความคิดเห็นเลย ดังนั้น หลักสูตรผลิตครู 4 ปีจึงเกิดขึ้นมาด้วยความเร่งรีบและไม่ได้ตัดสินอย่างรอบด้าน อาศัยเพียงอำนาจดิบๆ ดันให้เกิดขึ้นมา
แต่มาถึงรัฐบาลนี้ ด้วยเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่สัญญากันไว้ว่าจะยุบสภาภายใน 4 เดือน (ไม่ว่าจะทำได้จริงหรือไม่) นโยบายล่าสุดที่น่าจะสร้างปัญหาใหญ่ต่อไป อย่างงดการสอบวิชาเอกในการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ก็จะกลายเป็นนโยบายหาเสียงกับนักศึกษาครูที่ต้องสอบใบฯ ดังกล่าวไปด้วย
เนื้อข่าววันที่ 1 ตุลาคม นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ กล่าวว่า “การที่คุรุสภา กำหนดให้สอบวิชาเอกทำให้มีผู้ผ่านเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนผู้เข้าสอบทั้งหมด ดังนั้น หากเราต้องการคนเก่งเข้ามาเป็นครู จำเป็นต้องปลดล็อกในส่วนนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้คนเก่งสามารถเข้ามาเป็นครูได้มากขึ้น แต่ยังยึดถือหลักการทางวิชาการและหลักการของวิชาชีพครูตามกรอบมาตรฐานเช่นเดิม ไม่ได้เป็นการละเลยต่อมาตรฐานสำหรับการจัดทดสอบรอบถัดไปที่จะมีขึ้นในเดือนมกราคม 2569 นั้น จะให้มีการชะลอการจัดสอบออกไปก่อน จนกว่าการปรับปรุงหลักเกณฑ์ทั้งหมดแล้วเสร็จ และได้กำชับให้คุรุสภาดำเนินการแก้ไขโดยเร็วที่สุด” (ข่าว “นฤมล สั่งชะลอสอบตั๋วครู ปี 69 ไม่มีกำหนด หลังพบผ่านน้อย จี้คุรุสภา แก้เกณฑ์วิชาเอก” มติชน, 1 ตุลาคม 2568)
หากผู้บริหารมีหูตากว้างไกล จะเห็นว่า ใบประกอบวิชาชีพอื่นๆ นั้น ก็ต้องสอบวิชาเอกทั้งสิ้น ข้ออ้างว่า การยกเลิกการสอบวิชาเอกเพื่อปลดล็อกให้คนเก่งเป็นครูจึงไม่เป็นเหตุเป็นผลกันเลย สิ่งที่ปิดกั้นคนเก่ง อาจเป็นปัญหามาจากการต้องเรียนจบและได้วุฒิครูมาสอบแข่งครูมากกว่า หมายความว่า ทุกวันนี้ คนทั่วไปไม่สามารถสอบแข่งขันเป็นครูได้ เพราะไม่ได้จบครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ และไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่ได้รับการรองรับจากคุรุสภา
การตัดสินใจเช่นนี้จึงเป็นลักษณะที่เรียกได้ว่า สายตาสั้น หวังผลเฉพาะหน้า โดยเฉพาะมองไปที่การซื้อใจผ่านการเลือกตั้ง ทั้งที่ปัญหาของระบบการศึกษาไทยที่คนทั้งหลายเห็นตรงกันก็คือ คุณภาพครู ที่เมื่อย้อนดูแล้วจะเห็นได้ว่า สาเหตุหลักหนึ่งก็คือ ระบบการคัดคนตั้งแต่ต้นน้ำ
ปัจจุบัน ไทยมีสถาบันการผลิตครูมหาศาล ทั้งในมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง มหาวิทยาลัยที่สังกัด ทปอ. หรือกระทั่งมหาวิทยาลัยสงฆ์ในยุคหลัง ต่างก็ผลิตอุปทานของนักศึกษาครูมาเป็นจำนวนมาก แม้ว่าคุรุสภาจะวางเงื่อนไขให้มีการสอบคัดเลือกก็ตาม แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่เข้าเรียนครูนั้นมีการแข่งขันกันต่ำมาก เมื่อเทียบกับการสอบแข่งขันปลายทางตอนบรรจุเข้าเป็นข้าราชการครู สถิติปี 2567 ระบุว่า ผู้สอบ 1.49 แสนคน มีผู้สอบผ่านข้อเขียนเพียง 42,495 คน คิดเป็นร้อยละ 28.50 (ข่าว “เปิดสถิติสอบครูผู้ช่วย 2567 สอบ 1.5 แสนผ่านกี่คน เช็กสาขาผ่านมากสุด-น้อยสุด”, กรุงเทพธุรกิจ, 15 มิถุนายน 2567)
อนึ่ง การสอบที่เรียกว่า “การสอบครูผู้ช่วย” นั้น จะต้องสอบผ่านทั้ง 3 ภาค นั่นคือ ภาค ก (ความรู้ความสามารถทั่วไป), ภาค ข (วิชาเอก), ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง หรือสอบสัมภาษณ์ จะต้องมีคะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60
ซึ่งหมายความว่า อีกร้อยละ 71.15 ที่คะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ที่ร้อยละ 60 ด้านหนึ่งก็สะท้อนคุณภาพและความสามารถในการทำข้อสอบให้ถึงเกณฑ์ที่ย่ำแย่มาก
สำหรับผู้เขียนแล้ว สิ่งที่ควรจะเป็นก็คือ กำหนดโควต้าการผลิตครูของแต่ละสถาบันและหลักสูตร เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่ต้นน้ำ ให้จำนวนนักศึกษาที่สถาบันเปิดรับสอดคล้องกับอัตราการเปิดสอบ เช่น 125% หรือ 150% (จำนวนเท่าไรก็คงถกเถียงกันได้) เมื่อมีการแข่งขัน ระบบผลิตครูก็จะได้นักศึกษาที่มีคุณภาพ (จากการสอบ) ในระดับหนึ่ง ไม่ต่างจากคณะที่คนแข่งขันกันสอบเข้าเรียนระดับปริญญาตรี
ส่วนหลักสูตรและสถาบันใดจะได้โควต้าเท่าใด จำเป็นต้องสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสมเพื่อให้แต่ละหลักสูตรพัฒนาตัวเอง เช่น
1) พิจารณาจากผลการสอบบรรจุได้ซึ่งเพื่อความยุติธรรม ไม่ควรพิจารณาผลย้อนหลังแต่อาจจะมองไปข้างหน้า 2 หรือ 3 ปี ระหว่างนั้นก็ให้แต่ละแห่งพัฒนากลไกเพื่อสร้างนักศึกษาที่มีคุณภาพให้มากพอ
2) สิ่งสนับสนุนการเรียนการสอน เช่น ห้องปฏิบัติการ, ห้องสมุด, หนังสือ ฯลฯ
3) คุณภาพผู้สอน เช่น งานวิจัย, ผลงานวิชาการ, ตำแหน่งทางวิชาการ
4) ระบบโรงเรียนที่สนับสนุนการผลิตครู เช่นเดียวกับโรงเรียนแพทย์ ที่มีระบบการดูแลนักศึกษา การสังเกตการสอน, การทดลองสอน และการฝึกสอนที่ไม่ใช่เป็นโรงเรียนอะไรก็ได้ ฯลฯ
หากอยากได้ระบบการศึกษาที่ดี มีอะไรต้องทำอีกมากมาย แกนหลักหนึ่งแกนที่ทิ้งไม่ได้เลย ก็คือ ระบบการผลิตครูตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ
แต่หากมองแค่วงการครูคือ พื้นที่หาเสียง เราก็จะได้แต่นโยบายที่เอาใจครูและผู้คนในวงการ แต่ไม่ได้นำไปสู่ความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงใดๆ
แม้จะรู้ว่า บทความนี้ไม่มีทางเปลี่ยนใจผู้มีอำนาจ แต่ก็ขอหวังไว้ว่า รัฐมนตรีและนักการเมืองไทย ควรคิดอะไรมากไปกว่าเรื่องของการหาเสียงเพื่อชัยชนะระยะสั้น เพราะคนที่อยู่กับประเทศนี้อีกนานคือ คนรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา
