หอสมุดแห่งชาติต้องเลิกเป็น ‘นาย’ ประชาชน เสียงสะท้อนจาก ดร.รังสิมา กุลพัฒน์ ‘คน (ไม่) ทั่วไป’ ที่หวังค้นเอกสารโบราณ
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
มุ่งหน้าสู่ประเด็นที่ไปไกลกว่าแค่โพสต์ไวรัล สำหรับสเตตัสขนาดยาวของ ดร.รังสิมา กุลพัฒน์ นักวิจัย มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา ที่ระบายความในใจผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในประเด็นการให้บริการของ ‘หอสมุดแห่งชาติ’ กรุงเทพฯ ที่ชวนให้รู้สึก ‘ต่ำต้อยด้อยค่า’ มาแต่ไหนแต่ไร และไม่เคยแปรเปลี่ยนไป แม้ว่าอาคารสถานที่จะผ่านการรีโนเวตจนทันยุคทันสมัย
‘กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก’ ณ ชั้น 4 คือ ‘จำเลย’ ของชาวเน็ตในวงการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ เมื่อโพสต์ดังกล่าวถูกกระหน่ำไลก์ เมนต์ แชร์ ระดับเขื่อนแตก นัยว่าอัดอั้นตันใจมานานนับเนื่องหลายทศวรรษ เมื่อมีวีรสตรี ‘ตัวแทนหมู่บ้าน’ ออกมาเปิดหน้าวิพากษ์การให้บริการค้นคว้าเอกสารโบราณ ผู้มีประสบการณ์ร่วมจึงรุมบอกเล่าสิ่งที่เคยได้พบเจอเฉกเช่นเดียวกัน
ล่าสุด มีกระแสข่าวว่า มีการสั่งย้ายเจ้าหน้าที่ในเหตุการณ์นั้น
และล่าสุดยิ่งกว่าคือ การที่ณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา ส.ส.พรรคประชาชน และคณะ ถึงกับแถลงที่รัฐสภา จี้กระทรวงวัฒนธรรม อำนวยความสะดวกให้ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้
เกิดอะไรขึ้นในรายละเอียดของเหตุการณ์นั้นที่นำไปสู่การตัดสินใจโพสต์ข้อเขียนดังกล่าว ปัญหามาจากทัศนคติหรือระบบโครงสร้าง การโยกย้ายบุคลากรคือการแก้ปัญหาที่ถูกต้องจริงไหม?
ดร.รังสิมาพร้อมเปิดใจในคำถามเหล่านี้
: เกิดอะไรขึ้นในวันนั้นที่ทำให้ถึงขนาดตัดสินใจโพสต์ความในใจจนเป็นยิ่งกว่าไวรัล?
ก็พอไปถึงตรงนั้น อันดับแรก เขาถามว่า มาจากไหน ไม่ได้ถามว่าอยากค้นอะไรแล้วเอาดัชนีมาให้ มันเป็นการสกัด ว่าคุณมีสังกัดหรือเปล่า เราบอกว่ามีๆ เราอยู่ที่มหาวิทยาลัยไหนก็บอกไป แล้วควักบัตรให้ เขาก็วิ่งไปเอาเอกสารภาษาอังกฤษมาให้ดูว่าต้องทำจดหมายมาจากอเมริกา อย่างนู้นอย่างนี้ เลยตอบไปว่า ณ ตอนนี้มันไม่ทัน ถ้าเป็นประชาชนทั่วไปดูได้ไหม เขาอึกอัก พูดว่า คราวนี้อนุโลมให้ดูก็ได้ ไม่รู้ว่ากฎคืออะไร แต่แปลกใจว่าทำไมถึงใช้คำว่าอนุโลม ประชาชนดูไม่ได้เหรอ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็บอกมาเลยให้ชัดเจน
เจ้าหน้าที่คนเดียวกันเลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นรู้ไหมจะค้นอะไร เราตอบว่า รู้สิ เพราะการที่จะมาถึงห้องนี้ได้ ต้องรู้อยู่แล้ว คือ จะดูเรื่องกฎมณเฑียรบาลในกฎหมายตราสามดวง เขาถามว่า รู้เลขไหม เราบอกว่าไม่รู้ เพราะไม่รู้ว่าจะไปค้นตรงไหน เขาเลยเอาตัวเล่มกระดาษเอ 4 ที่เป็น index (ดัชนี) มายื่นให้
เราบอกว่าจะค้นในส่วนที่ขึ้นต้นด้วย ก. ไก่ แต่หน้าแรกของคุณมันเป็น พ.พาน เขาบอกว่า อ๋อ มันไม่เรียงกัน เราเลยถามว่า แล้วจะค้นอย่างไร สักพักหนึ่งเขาเลยบอกว่า น่าจะอยู่เลขที่ 41 กับ 42 แล้วเอาแบบฟอร์มมาให้กรอก เช่น เลขบัตรประชาชน และมีช่องที่ให้กรอกสถานที่ออกบัตร อันนี้แหละที่รู้สึกว่า โอ้โห! มันจะอะไรเยอะแยะ ย้อนยุคมาก
จากนั้นเขาออกไปโทรศัพท์ คงมีการปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร ต่อมา ได้หนังสือของอาจารย์วินัย พงศ์ศรีเพียร มา 2 เล่ม และเอาสมุดไทยมาให้ เขาวางให้หมด สิ่งที่อยากได้ แต่บอกว่า ให้เวลาอ่าน 5 นาที ซึ่งมันทำไม่ได้
เราจะค้นคำว่า นครราชสีมา เขาให้ถุงมือมาใส่ แต่เป็นถุงมือแบบใส่แล้วใส่อีก ไม่ใช่ถุงมือใหม่ แปลกมาก และมีคนมายืนออกัน เขาจะออกไปกินข้าว ณ เวลานั้นมันใกล้เที่ยง
เรามีความเข้าใจเองว่า ไม่ปิดเที่ยง เพราะไม่เห็นป้าย ก็มองอยู่นะ ว่าไม่มี หรือมองไม่ทั่วก็ไม่รู้
: สรุปว่า ที่รู้สึกไม่โอเคคือท่าทีการให้บริการ หรือสุดท้ายแล้วปัญหาอยู่ที่ระบบ?
บทบาทของเขาค่อนข้างเป็นบรรณารักษ์รุ่นเก่า เป็นเหมือนนายของประชาชนที่ไปใช้บริการ ที่รู้สึกผิดหวังคือ เจ้าหน้าที่คนนั้นเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งทัศนคติน่าจะเปลี่ยนไปแล้วจากรุ่นก่อนหน้า ต่อให้ระบบจะบังคับอย่างไร ก็น่าจะมีจิตใจที่ต่อต้านระบบนี้ เราเดินออกมาจากหอสมุดแห่งชาติแบบสะเทือนใจ ว่าเรามาดี มาไกล นึกฝันมาตลอดเวลาที่นั่งทำงานโดยไม่มีข้อมูลพวกนี้ จนมาถึงวันที่ตั้งใจเข้าไปเจอข้อมูลด้วยตัวเอง ก็ตื่นเต้น แต่พอได้รับการปฏิบัติแบบนี้ เลยผิดหวัง
หลังออกจากหอสมุดแห่งชาติ ไปทำธุระต่างๆ จน 5 ทุ่ม ยังรู้สึกถึงเรื่องนี้อยู่ เลยโพสต์ ไม่กี่ชั่วโมงก็เกิดไวรัลขึ้นมา ไม่ได้คิดเลยว่าจะขนาดนี้ มันเป็นเสียงบ่นในเฟซบุ๊กส่วนตัว ที่จะบ่นให้เพื่อนฝูงฟัง ส่วนใหญ่มีแต่พวกอาจารย์ นักวิชาการ คนที่เรียนปริญญาเอก เผื่อเขาจะมาแชร์ว่าเขาโดนเหมือนเราไหม ปรากฏว่า แค่ 1-2 ชั่วโมง คนเข้ามาเมนต์บอกว่าโดนเหมือนกันๆๆ
เราต้องการตั้งคำถามว่า ประชาชนที่ไม่มีสังกัด เช่น คนที่เกษียณแล้ว นักวิจัยอิสระ นักเขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์ ต้องการค้นคว้า เขาจะไปเอาจดหมายจากไหน เขาจะมีสิทธิ์เข้าถึงเอกสารไหม หอสมุดช่วยตอบหน่อย ถ้ามีสิทธิ์ ช่วยดึงฟอร์มนี้ทิ้งได้ไหม
ถ้าระบบไม่เอื้ออำนวยด้วยกฎเกณฑ์อะไรก็ตาม คิดว่าเข้าใจได้ และยอมรับกติกาของหน่วยงาน แต่ถ้าบรรณารักษ์หรือเจ้าหน้าที่จะช่วยทำให้เป็นมิตรจะดีมาก
: มีข้อเสนอแนะอะไรในฐานะนักวิจัยที่ค้นคว้าเอกสารจากหอสมุดมาหลายแห่งในโลก?
หนังสือหายากในต่างประเทศ ก็ไม่ใช่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ การเปิด-ปิดเป็นเวลา อันนี้เข้าใจ แต่จะมีอีกวิธีหนึ่งคือการทำให้ค้นได้จากทั่วโลก อย่าง Library of Congress ห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน กับ British Library เขาจะให้สมัครเป็นนักวิจัย ใครก็ได้ทั้งโลก ไม่ได้บอกว่าต้องมีสังกัด สมมุติสมัครจากบ้าน ห่างไป 1,000 ไมล์ เดินทางไปรับบัตร 1 วัน จะได้เป็นการ์ดแข็ง เราถือบัตรนี้ไป Reading room อ่านอย่างเดียว ยืมออกไปไม่ได้ เหมือนชั้น 4 หอสมุดแห่งชาติ เจ้าหน้าที่จะแบกเอกสารนั้นมาให้ มาสอนวิธีอ่าน วิธีใช้อุปกรณ์ และอธิบายว่าเอกสารชนิดนี้ทำด้วยวัสดุอะไร
บรรณารักษ์ห้องสมุดมหาวิทยาลัยที่เราอยู่ก็หวงหนังสือนะ แต่ดูแลคนใช้บริการดี มีเครื่องอ่านไมโครฟิล์มที่ครอปเหมือนในคอมพ์ได้เลย ให้เซฟเป็นไฟล์ จะปรินต์ หรือส่งอีเมลก็ได้
ระบบโลกไปถึงตรงนี้แล้ว
: มองอย่างไรกับความเห็นแย้งว่าเอกสารเหล่านั้น ส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ จึงต้องเข้มงวด?
ไม่มีปัญหา ถ้าอย่างนั้นก็เก็บไว้เลย ไม่ต้องให้ดู แต่ความมั่นคงไม่น่าจะอยู่ที่หนังสือดึกดำบรรพ์ ตอนนี้ความมั่นคงอยู่ที่ปัญหาคอร์รัปชั่น ที่สแกมเมอร์แล้ว คุณต้องพัฒนาให้มีความเจริญ มีจิตใจที่ไม่อคติ
กรมศิลป์ก็บอกให้เคลียร์ไปเลยว่า เอกสารชิ้นนี้ดูได้ หรือไม่ได้ ชิ้นนี้ต้องมีใบอนุญาต อันไหนที่ให้ดูก็ควรจะเปิด ไม่ต้องทำจดหมาย แค่บัตรประชาชน ก็น่าจะการันตีได้แล้ว
ใครจะค้นคว้าเพื่อทำลายประเทศ เราไม่เชื่อเลย แม้มีมุมมองต่างกันในแง่ความคิดของภาครัฐ เอกชน หรือเสื้อสีอะไรก็ตาม
คนที่เข้ามาถึงห้องนี้ คุณน่าจะต้อนรับด้วยความตื่นเต้น เนื่องจากคนนั้นมีความรู้เพียงพอที่จะเข้ามาถึงห้องจารึก ต้องรู้มาก่อนด้วยว่า ของในนี้มีอะไรบ้าง คนทั่วไปจะเข้ามาตรงนี้เหรอ คนที่เข้ามาตรงนี้ ไม่ทั่วไปแน่นอน
: การโยกย้ายบุคลากร เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดไหม?
ไม่ถูกเลย ตกใจ ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น เสียความรู้สึก สาเหตุอาจจะดูเหมือนเพราะเรื่องนี้ แต่ได้ยินมาว่าถูกร้องเรียนมาหลายครั้งแล้ว จนมาถึงโพสต์นี้ จึงถูกนำมาทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในองค์กร
อย่างไรก็ตาม คิดว่าจริงๆ แล้วควรมาร่วมมือกัน หอสมุดน่าจะเชิญผู้ใช้ห้องสมุดบ่อยๆ ในหลากหลายอาชีพ มาช่วยกันหาทางออก ว่าแนวทางของหอสมุดแห่งชาติควรเป็นอย่างไร อาจจัดเสวนาพลิกวิกฤตเป็นโอกาส
เราไม่ได้เกลียดชัง เรารักหอสมุด อยากช่วย แต่รู้สึกทนไม่ได้ที่เป็นแบบนี้ เลยต้องขอพูด
