หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
เช้ามืด ผมขึ้นจากเรือหางยาว เข้าไปอยู่ในซุ้มบังไพรแคบๆ ที่ตั้งอยู่กลางบึงน้ำ สายลมพัดผ้าลายพรางปลิวไสว
ห่างออกไปราว 10 เมตร มีรังนกอีแจว รังหนึ่ง ผมเฝ้าดูพ่อนกอีแจวรังนี้มาร่วมสัปดาห์
เมื่อวาน จากไข่จำนวนสามฟอง มีลูกนกหนึ่งตัวออกมาจากไข่แล้ว
เช้านี้ ผมพบว่าลูกนกออกมาครบจำนวน
ตอนผมเข้ามาถึง บนรังว่างเปล่า พ่อนกรีบหลบไป เมื่อได้ยินเสียงเรือ ส่วนลูกๆ ก็หลบ สองตัวอยู่ใต้ใบบัว อีกตัวดำน้ำ โผล่ขึ้นมาแค่ปลายปาก
ดวงอาทิตย์ลอยขึ้นสูงแสงแดดอ่อนๆ ส่องโดนรังนกเป็นเงาสะท้อนลงผืนน้ำ
พ่อนกกลับมา ย่องเข้ามาอย่างเงียบเชียบ เข้ามาถึง พ่อนกมองซ้าย-ขวาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะขึ้นมานั่งคร่อมบนรัง ลูกนกทั้งสามเข้ามาซุกใต้ปีก
ดวงตากลมใสของพ่อนกส่ายไป-มา แม้ว่ามันจะค่อนข้างคุ้นกับซุ้มบังไพร ที่สร้างมานาน แต่ความระแวงยังคงอยู่
ลูกๆ นกซุกเข้าใต้ปีกกระทั่งหายไปทั้งตัว ราวกับต้องการแสวงหาความอบอุ่น
เป็นความอบอุ่นที่เราต่างคล้ายจะโหยหา
แดดยามสายจัดจ้า เงาสะท้อนของพ่อนกกับลูกเป็นความอบอุ่น
ดวงตาพ่อนกฉายแววแห่งความรัก
นานนับชั่วโมง พ่อนกอยู่ในท่านั้น สายลมพัดขนสวยปลิวไสว
จู่ๆ ท่าทีพ่อนกเปลี่ยนไป มันหมอบและแหงนหน้ามองข้างบน
ผมมองตามสายตาพ่อนก ด้านบนมีเหยี่ยวแดง บินวน
พ่อนกรู้ดีว่าสายตาเหยี่ยวคมกริบเพียงใด
สายตาเหยี่ยวไม่พลาด เริ่มบินลงต่ำ พ่อนกผุดลุกขึ้นยืน ตีปีก ก้าวออกจากรังเดินห่างไปเรื่อยๆ เหยี่ยวยังวนลงต่ำ พ่อนกนอนตะแคงกับพื้นดิ้นพราดๆ ส่งเสียงร้องสลับการกระโดดขึ้น-ลง
ผมเริ่มเข้าใจพ่อนก มันกำลังทำทุกวิธี เพื่อเรียกร้องความสนใจให้เหยี่ยวสนใจตัวเองแทนลูกน้อย
สิ่งที่พ่อนกทำได้ผล เหยี่ยวตีวงกว้าง เลิกสนใจรัง พ่อนกไม่ใช่เหยื่อเหยี่ยวจากไป เงาอันตรายผ่านพ้น
พ่อนกกลับมาที่รัง เจ้าตัวเล็กขึ้นมา พ่อนกใช้ปากไซ้ตามตัวลูก ลูกๆ หายเข้าไปใต้อก
สายใยแห่งความรัก ปกคลุมทั่วบริเวณ
วันนั้น สิ่งที่ผมเห็น นอกจากความรัก ความห่วงใยที่พ่อนกมี
อีกสิ่งหนึ่งที่พ่อนกทำให้เข้าใจและเห็นครั้งแรก คือสิ่งซึ่งเรียกว่า “การแสดง”
หลังจากนั้นผมเห็นการแสดงเช่นนี้บ่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงฤดูวางไข่ของนกน้ำอย่างอีแจว นกเป็ดผี หรือแม้แต่ไก่ป่า
เมื่อเหล่าลูกน้อยเพิ่งฟักออกจากไข่และยังอ่อนแอเกินกว่าจะป้องกันตัวเองได้ หากมีผู้ล่าเดินเข้ามาใกล้ พ่อแม่จะรีบออกมาทำบางอย่างทันที
พวกมันจะส่งเสียงร้องแปลกๆ ดังผิดปกติ กระโดดขึ้น-ลง วิ่งวน หรือแกล้งทำเป็นบาดเจ็บ ดิ้นพราดๆ ราวกับกำลังตกอยู่ในอันตราย
ที่จริงแล้วเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ตัวมัน แต่เป็นการดึงความสนใจของผู้ล่าให้หันมาหามันแทน ขณะที่ลูกๆ ค่อยๆ หลบซ่อนตัว
นี่ไม่ใช่แสดงเพื่อความสวยงาม แม้ว่าจะดูเหมือนหลอกลวง แต่ไม่ใช่อย่างชั่วร้าย
มันเป็นการแสดงเพื่อปกป้องชีวิตที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง

ผมมีโอกาสเฝ้าดูสัตว์ป่า และพบว่าพวกมันแสดงให้เห็นอะไรบางอย่างอยู่เสมอ
นกกางปีกให้ดูใหญ่กว่าความเป็นจริง
เสือคำราม อาจเพียงต้องการบอกว่าอย่าเข้ามาใกล้
ช้างที่ทำท่าจะพุ่งเข้าใส่ บางครั้งแค่ต้องการรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย
ความก้าวร้าวที่เห็น หลายครั้งมันเป็นเพียงอาการที่ใช้ปิดบังความเปราะบาง ความหวาดระแวง รวมทั้งความกลัวที่ซ่อนอยู่ภายใน
เป็นบทเรียนที่สัตว์ป่าสอนว่า สิ่งที่ผมเห็น ไม่ใช่ชีวิตจริงทั้งหมดของพวกมัน
แน่นอนว่ากับเหล่าสัตว์ป่า ผมเห็นพวกมันเพียงแค่ส่วนหนึ่ง
ผมเห็นกวางยืนกลางทุ่งหญ้าท่ามกลางแสงอ่อนละมุนยามเช้า แต่ไม่เห็นว่าเมื่อคืนมันต้องหนีจากฝูงหมาไน และรอดพ้นมาได้
เคยเห็นหมาไนกำลังทำงาน
เห็นนกบินอย่างอิสระบนท้องฟ้า แต่ไม่เห็นวันที่พายุฝนกระหน่ำจนแทบไม่มีที่เกาะพัก ไม่เห็นว่าแหล่งที่เคยหยุดพักขณะเดินทางมายาวไกลหายไปแล้ว
เราเห็นเพียงฉากหนึ่งของชีวิตสัตว์ป่าและเข้าใจว่านั่นคือเรื่องราวทั้งหมด
ในโลกของคนคล้ายไม่ต่างกัน เราต่างแสดงบทบาทบางอย่างอยู่ทุกวัน แสดงความเข้มแข็ง ทั้งที่กำลังอ่อนล้า
แสดงความมั่นใจ ทั้งที่เต็มไปด้วยความกังวล
แสดงรอยยิ้ม ทั้งที่หัวใจกำลังแตกสลาย
แต่ความแตกต่างระหว่างสังคมสัตว์ป่ากับสังคมคน คือในป่า ผมพอรู้ว่าเมื่อไรสัตว์กำลังแสดง
ส่วนในโลกของคน แทบไม่รู้เลยว่าใครบ้างที่กำลังสวมบทบาทอยู่ “โลกทั้งใบคือเวทีละคร และมนุษย์ทุกคนเป็นเพียงนักแสดง” ซึ่งมาจากบทละครของ William Shakespeare ยังคงจริงเสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ร้อยปี
เราเกิดมารับบทบาทหนึ่ง เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย เปลี่ยนหน้าที่
สิ่งที่เห็นจากการแสดงของเหล่าสัตว์ป่า คือการทำเพื่อปกป้องชีวิตของลูกน้อย
แต่ดูเหมือนว่าคนจำนวนไม่น้อย ทำให้เห็นว่า ใช้ทั้งชีวิต เพื่อปกป้องบทบาท ที่ตัวเอง “แสดง” อยู่ สวมใส่หน้ากาก จนกระทั่งวันหนึ่งก็ลืมไปแล้วว่า หน้าตาจริงๆ ของเราเป็นอย่างไร
