My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระสารสาสน์พลขันธ์
: จากนักญี่ปุ่นนิยมสู่อาชญากรสงคราม (19)
เมื่อฝ่ายไทยไม่ชัดเจนช่วงปลายสงคราม
นับแต่ช่วงกลางสงคราม เมื่อญี่ปุ่นเพลี่ยงพล้ำในศึกที่กัวดาลคาเนล ในมหาสมุทรแปซิฟิก (2486) ปรากฏว่า ฝ่ายไทยมีการโยกย้ายกำลังพล มีความพยายามขัดขวางมิให้ญี่ปุ่นซื้อที่ดินทางภาคเหนือ
โทชิฮารุ นักวิชาการประวัติศาสตร์ชาวญี่ปุ่น เห็นว่าเหตุการณ์นี้แสดงว่าไทยพยายามเตรียมการต่อต้านญี่ปุ่น (โทชิฮารุ, 2550, 47)
ต่อมา ในช่วงปลายสงคราม เมื่อสถานการณ์สงครามเปลี่ยนไป และรัฐบาลญี่ปุ่นทราบถึงความไม่ชัดเจนของรัฐบาลไทย ตั้งแต่กลางปี 2486 จอมพล ป.พยายามหลีกเลี่ยงในการพบปะกับฝ่ายญี่ปุ่น เช่น กำหนดการที่นายกรัฐมนตรีไทยจะไปต้อนรับพลเอกโตโจ นายกรัฐมนตรี ที่สิงคโปร์เพื่อมิต้องให้โตโจมาเยือนไทยนั้นต้องเปลี่ยนไปเป็นผลให้โตโจต้องมาเยือนพระนคร เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมแทน รวมทั้งจอมพล ป.ปฏิเสธเข้าร่วมการประชุมมหาเอเชียบูรพาที่กรุงโตเกียว ที่มีวังจิงเว่ย ประธานาธิบดีจีนที่นานกิง จาง จิงเว่ย นายกรัฐมนตรีแห่งแมนจูกัว ดร.บามอร์ของพม่า ดร.ลอเรลแห่งฟิลิปปินส์เข้าร่วม โดยจอมพล ป.อ้างว่าป่วย จึงส่งพระองค์เจ้าวรรณไวทยากรไปร่วมประชุมแทน แต่เขาเองนั้นกลับใช้เวลาในช่วงนั้นทำการสำรวจพื้นที่นครราชสีมาเพื่อเตรียมการย้ายเมืองหลวงหากเกิดวิกฤตการณ์ขึ้น (โทชิฮารุ, 2550, 49)
ในสมุดสั่งการของจอมพล ป. ต้นเดือนเมษายน 2487 จอมพล ป.บันทึกว่า ทูตญี่ปุ่นถามเขาว่า มีข่าวลือว่า รัฐบาลไทยได้ติดต่อกับสัมพันธมิตรและพวกไทยอิสระแล้ว จอมพล ป.ตอบปฏิเสธทางญี่ปุ่นไป และสั่งกำชับกับฝ่ายไทยว่า ให้ระมัดระวัง (อนันต์ พิบูลสงคราม, เล่ม 1, 2540, 253-254)
ในช่วงปลายสงคราม เมื่อจอมพล ป.ลาออกจากตำแหน่ง (กรกฎาคม 2487) ด้วยพ่ายแพ้การผลักดันพระราชกำหนดระเบียบการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ และพระราชกำหนดสร้างพระพุทธบุรีมณฑลต่อสภาผู้แทนราษฎร

ญี่ปุ่นต้องการผู้นำนิยมญี่ปุ่นคนใหม่
ท่ามกลางการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ความไม่แน่นอนของจุดยืนของฝ่ายไทยและความคับขันในช่วงปลายสงคราม รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามกอบกู้สถานการณ์โดยมีแผนการที่จะผลักดันผู้นำไทยที่นิยมญี่ปุ่นคนใหม่ เพื่อทำให้ญี่ปุ่นมีความมั่นใจในการได้รับการสนับสนุนจากไทยต่อไป ในช่วงเวลานั้น กลุ่มผู้นิยมญี่ปุ่นที่นำโดยพระสารสาสน์ฯ พร้อมกับคณะนักเรียนไทยจำนวนหนึ่ง เช่น นายสมหมาย ฮุนตระกูล เดินทางออกจากเมืองโมยิ โดยเรืออาวามารูมาไทยตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2487 มาแวะอินโดจีนที่เมืองไซ่ง่อนซึ่งเป็นฐานบัญชาการทหารสำคัญของญี่ปุ่นในภูมิภาค
แต่หลักฐานฝ่ายราชการให้เหตุผลการกลับมาไทยของพระสารสาสน์ฯ ว่า เขาต้องการอพยพเพื่อหาที่ปลอดภัย ด้วยขณะนั้นสัมพันธมิตรเริ่มทิ้งระเบิดที่เมืองสำคัญในญี่ปุ่นแล้ว และในที่สุด พวกเขามาถึงไทยเดือนมีนาคม 2487
การกลับมาของเขาและพรรคพวกในครั้งนี้มีกระแสข่าวว่า พระสารสาสน์ฯ และกลุ่มนักเรียนไทยในญี่ปุ่นมุ่งมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลนิยมญี่ปุ่นใหม่แทนจอมพล ป. เขาได้ให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์ว่า ญี่ปุ่นจะไม่แพ้สงครามเพราะญี่ปุ่นมีอาวุธที่มีฤทธิเดชมาก การกลับมาของพระสารสาสน์ฯ ครั้งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับเสรีไทยมาก มีการปล่อยข่าวว่า หากพระสารสาสน์ฯ รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะเกิดการลอบสังหารเขา (อังคณา, ภาคผนวก, 78 ; Stowe, 92, 314-315) แต่ในท้ายที่สุด สภาผู้แทนราษฎรได้เลือกนายควง อภัยวงศ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทนเมื่อสิงหาคมในปีนั้นเอง

พระสารสาสน์ฯ อาสาไปเจรจากับมอสโก
กลางปี 2488 ก่อนสงครามจะสิ้นสุดลงไม่นาน นายปรีดีได้เล่าถึงความเคลื่อนไหวของพระสารสาสน์ฯ ว่า พระสารสาสน์ฯ ได้มาพบและขอเดินทางไปเป็นทูตที่รัสเซีย โดยพระสารสาสน์ฯ ให้เหตุผลว่า ต้องการไปเจรจากับรัสเซียเพื่อปรับความเข้าใจมิให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเรียกร้องกับประเทศไทยมากเกินไป (นายปรีดี, 2517, 44)
นายปรีดีเห็นว่า ประเทศไทยขณะนั้นใกล้อยู่ในฐานะผู้แพ้สงครามแล้ว และรัสเซียประสบชัยชนะครั้งสำคัญ และการเดินทางไปรัสเซียของพระสารสาสน์ฯ นั้นอันตราย และนายปรีดียังมองไม่เห็นช่องทางที่ไทยจะเปิดการเจรจากับรัสเซียได้ แต่พระสารสาสน์ฯ ได้ยกเหตุผลขึ้นมามากมายเพื่อโน้มน้าวนายปรีดี
อย่างไรก็ตาม นายปรีดีเห็นว่า การขอเดินทางไปรัสเซียของพระสารสาสน์ฯ มีเจตนาดีต่อประเทศ และเห็นว่า พระสารสาสน์ฯ เป็นคนหัวรั้น ชอบเถียง (นายปรีดี, 2517, 29) หลังพระสารสาสน์ฯ พ้นข้อกล่าวหาอาชญากรสงครามในช่วงหลังสงครามแล้ว เขาขอไปเป็นทูตประจำรัสเซียอีก (จะกล่าวต่อข้างหน้า)

เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ฝ่ายสัมพันธมิตรโดยสหรัฐอเมริกาได้เข้ายึดครองญี่ปุ่นเพื่อปลดอาวุธ แต่สหรัฐประสบปัญหาอย่างมากในการจัดการกับระบบไซบัทสุลง ร.ท.สมหวัง สารสาส (2455 – 2540) เป็นบุตรชายคนโตของพระสารสาสน์ฯ จบการศึกษาปริญญาโทด้านเคมีปรมาณูจากมหาวิทยาลัยซอร์บอน เขากลับมาประจำการในกองทัพในช่วงรัฐบาลจอมพล ป.
สมหวังมีบทบาทในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับรัฐบาลไทยในช่วงสงคราม ต่อมาในช่วงปลายสงคราม เขาอ้างว่าได้ช่วยงานนายปรีดีด้วยการเดินทางไปดูลาดเลาการทหารของญี่ปุ่นที่จีนและแมนจูเรีย เขาได้รายงานสถานการณ์ที่ญี่ปุ่นให้นายปรีดีทราบ นายปรีดีแจ้งว่าให้พระสารสาสน์ฯ รีบเดินทางกลับไทย เพราะญี่ปุ่นจะถูกสัมพันธมิตรโจมตีหนัก
สมหวังอ้างว่า ได้ส่งหนังสือของพระสารสาสน์ฯ เรื่อง Money and Banking in Japan ให้นักการทูตสหรัฐประจำไทย เพื่อแนะนำให้นายพลแมคอาเธอร์อ่าน หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเพียงเล่มเดียวที่อธิบายการเงินการคลังของญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษ ในที่สุด สหรัฐสามารถทำลายระบบไซบัทสุลงได้ ได้ส่งผลให้บริษัทใหญ่ๆ ที่ควบคุมการเงิน เช่น มิตซูบิชิ ได้กระจายหุ้นออกเป็นรายย่อย (สมหวัง สารสาส, 2540, 105)
ภายหลังสงครามสิ้นสุดลง รัฐบาลได้ดำเนินการกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงคราม อย่างไรก็ตาม นายปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ขึ้นให้การเป็นพยานช่วยเหลือพระสารสาสน์ฯ ตามข้อกล่าวหาเป็นอาชญากรสงคราม
นายปรีดีสรุปความรู้สึกนึกคิดของคนไทยที่ได้รับการศึกษาครึ่งๆ กลางๆ นั้นไม่ค่อยชอบพระสารสาสน์ฯ เพราะว่าพระสารสาสน์ฯ เป็น Socialist และไม่ชอบเพราะพระสารสาสน์ฯ ชอบเขียนหนังสือ ถูกมองว่าเป็นคนอวดดีและ “ชอบเล่นการเมือง” (นายปรีดี, 2517, 52, 56-57)


