ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์

ผมเพิ่งไปดูคอนเสิร์ต “GDH โตมาด้วยกัน”

เป็นคอนเสิร์ตที่ “พี่เก้ง” จิระ มะลิกุล ตั้งใจมาก

เขาทำเป็น “ออร์เคสตรา มูฟวี่ คอนเสิร์ต” คือ ใช้วงออร์เคสตราบรรเลงเพลงประกอบภาพยนตร์ของ GDH และ GTH

ที่ตั้งชื่อว่า “โตมาด้วยกัน” คือ ทั้งค่ายหนังและคนดูต่างโตมาด้วยกัน

มีดาราที่ทุกคนคิดถึงขึ้นเวที

ภาพบนจอจะมีหนังหลายเรื่องตัดต่อให้เข้ากับเพลง

พอเป็นคอนเสิร์ตของ GDH ที่เป็นค่ายหนัง รูปแบบของคอนเสิร์ตจึงไม่ธรรมดา

ไฮไลต์ คือ ตอนที่ “พี่เก้ง” ขึ้นเวทีและเล่าเรื่องสกอร์หนัง หรือเพลงประกอบหนัง

มีทั้งสกอร์เพลง “15 ค่ำเดือน 11” และ “มหา’ลัยเหมืองแร่” ก่อนที่จะฉาย “หนังสั้น” ที่ “พี่เก้ง” ทำขึ้นมาใหม่สำหรับคอนเสิร์ตนี้

เป็นหนังที่ถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 ม.ม. เป็นหนังสั้นแบบไม่มีเสียงเหมือนหนังยุคเก่า

สนุกมาก

ฮามาก

กล้าคิด กล้าทำ เหมือนย้อนวัยเป็นหนังของนิสิตนักศึกษา

มีประโยคหนึ่งที่ “พี่เก้ง” เล่าก่อนฉายหนังว่าตอนที่นั่งอยู่ข้างหลังคนตัดต่อภาพยนตร์ที่กำลังตัดต่อหนังอยู่

เขาพบว่าคนตัดต่อนั้นสามารถตัดซีนที่ไม่ดี หรือไม่ต้องการได้ภายในไม่กี่วินาที

จนได้ภาพที่ดีที่สุด

แต่คนตัดต่อไม่สามารถสร้างซีนดีๆ ขึ้นมาได้เลย

ถ้าผู้กำกับ ไม่ได้ถ่ายซีนดีๆ นั้นเอาไว้

“พี่เก้ง” พูดจบแล้วก็เล่าเรื่องอื่นต่อเลย

น่าเสียดายที่ไม่มีใครปรบมือให้หลังประโยคนี้

ส่วนหนึ่ง เพราะ “พี่เก้ง” ไม่ได้เน้นเสียงให้รู้ว่าเป็นประโยคสำคัญ

อีกส่วนหนึ่ง เพราะคิดตามไม่ทัน

อย่างผมฟังจบก็รู้สึกว่าเป็นคำพูดที่ลึกซึ้งมาก

แต่…

มันหมายความว่าอะไรนะ 555

ตีความง่ายๆ ก็ได้ แต่ผมรู้สึกว่ามันลึกซึ้งกว่านั้น

ระหว่างคิด เลยไม่ได้ปรบมือ

จนกลับถึงบ้าน ผมเพิ่งนึกออก

ขออนุญาตปรบมือดังๆ ย้อนหลังนะครับ

ภาพประกอบ https://www.facebook.com/gdh559

ในมุมหนึ่ง “พี่เก้ง” หมายถึงบทบาทที่แตกต่างกันของคนทำหนัง

หนังจะดีได้ต้องมี “ผู้กำกับ” ที่ถ่ายทำซีนดีๆ มามากมายเพื่อให้ “คนตัดต่อ” ทำให้หนังกระชับ น่าติดตาม

แต่ละคนมีหน้าที่ที่แตกต่างกัน

เพราะ “พี่เก้ง” มาตบท้ายด้วยคำว่า “ซีนดีๆ” อีกครั้งตอนจบงาน

เขาขอบคุณนักแสดง ผู้กำกับ ช่างภาพ ฯลฯ รวมถึงคนตัวเล็กๆ ทุกคนที่สร้าง “ซีนดีๆ” จนกลายเป็นงานนี้ขึ้นมา

แต่ผมรู้สึกว่า “พี่เก้ง” คิดมากกว่านี้

เหมือนในหนังที่ทิ้งคำบางคำให้เราคิดต่อ

บางที “พี่เก้ง” กำลังค้นพบความลับของชีวิตที่ซ่อนอยู่ในความลับของการทำหนัง

เราต้องออกไปสร้างซีนดีๆ ต่างๆ ให้มากพอ

เพราะเมื่อถึงวันที่เราต้องต้องตัดต่อ

ถ้ามีซีนดีๆ ในมือเยอะ เราก็ตัดต่อง่าย

คนที่ตัดต่อหนังสามารถตัดสิ่งที่ไม่ดีทิ้งได้ แต่เขาไม่สามารถสร้างสิ่งดีๆ ที่ไม่เคยถูกถ่ายทำขึ้นมาใหม่ได้เลย

เพราะมันผ่านไปแล้ว

ในชีวิตจริง เราจึงต้องเป็นทั้ง “ผู้กำกับ” และ “คนตัดต่อ”

“ผู้กำกับ” มีหน้าที่ออกไปสร้างเหตุการณ์ สร้างโอกาส ทดลองสิ่งใหม่ พบผู้คน และถ่ายซีนต่างๆ เก็บเอาไว้

ส่วน “คนตัดต่อ” มีหน้าที่เลือกว่าจะเก็บอะไร ตัดอะไร และนำเหตุการณ์ทั้งหมดมาเรียบเรียงอย่างไร

เพื่อให้กลายเป็นชีวิตที่เราต้องการ

ในแต่ละวัย สัดส่วนของ 2 บทบาทนี้อาจไม่เท่ากัน

ในวัยหนุ่มสาว เราต้องใช้ความเป็น “ผู้กำกับ” ให้มากหน่อย

เพราะเป็นวัยที่ยังมีเวลา มีพลัง และมีโอกาสลองผิดลองถูกได้มากกว่าวัยอื่น

เราจึงควรออกไปทำงานหลายแบบ พบคนหลายกลุ่ม เดินทาง เรียนรู้ มีความรัก เริ่มต้นโครงการใหม่ๆ

และยอมรับว่าบางเรื่องอาจผิดพลาด

“ความล้มเหลว” ในวัยนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหายทั้งหมด

บางครั้งซีนที่ถ่ายพลาดอาจทำให้เรารู้ว่า ซีนต่อไปควรถ่ายอย่างไร

หรือนำไปสู่ซีนที่ดีในอนาคตได้

ที่สำคัญคืออย่ารีบปฏิเสธ “โอกาส” หรือรีบ “ตัดต่อ” ชีวิตเร็วเกินไป

เราตั้งคำถามว่า “ชีวิตคืออะไร” ได้

แต่การหา “คำตอบ” ควรเป็นการทดลองสร้างซีนใหม่ๆ ในชีวิต

ก่อนที่จะ “ตัดต่อ” ในเวลาที่เหมาะสม

วัยนี้เราต้องให้ความสำคัญกับความเป็น “ผู้กำกับ”

มากกว่า “คนตัดต่อ”

ภาพประกอบ https://www.facebook.com/gdh559

จนเมื่ออายุเริ่มขยับเข้าสู่เลข 3 ปลายๆ

เราควรจะเพิ่มความเป็น “คนตัดต่อ” ให้มากขึ้น แต่ไม่ควรถึง 50%

วัยนี้เริ่มมีประสบการณ์มากขึ้น รู้ว่าตัวเองถนัดเรื่องอะไร ชอบอะไร

และอะไรไม่เหมาะกับเรา

เราเริ่มเห็น “ถนน” ของชีวิตชัดขึ้น

มุมกล้องเราจะดีขึ้น ไม่สะเปะสะปะ

แต่ยังกล้าทดลองสิ่งใหม่ๆ อยู่

จะเริ่มมีศิลปะของการตัดทิ้งมากขึ้นเรื่อยๆ

รู้ว่าอะไรใช่ และไม่ใช่

ทั้งเรื่องงาน และความสัมพันธ์

จนชีวิตขยับมาสู่เลข 5 เมื่อไร ผมว่าเราต้องเพิ่มความเป็น “นักตัดต่อ “มากขึ้นจนเกิน 60%

รู้แล้วว่าชีวิตต้องการอะไร

ช่วงนี้เองที่เราจะเข้าใจคำพูดของ “พี่เก้ง” มากขึ้น

ถ้าเราเก็บสะสม “ซีนดีๆ” ในชีวิตตั้งแต่วัยหนุ่มสาวมากเท่าไร

เราจะตัดต่อหนังชีวิตเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้น

เพราะมี “ซีนดีๆ” ให้เลือกมากมาย

คำถามที่ว่า “ชีวิตคืออะไร” มี “คำตอบ” ที่ชัดเจนขึ้น

“ฟุตเทจ” ในชีวิตมีมากขึ้น แต่เวลาที่เหลืออยู่ลดลง

เราจึงต้องเลือกมากขึ้นว่าจะให้เวลาแก่ใคร ทำงานอะไร และวางเรื่องไหนลงบ้าง

ตัดความพยายามที่จะทำให้ทุกคนพอใจ

หรือตัดงานที่ไม่ได้มีความหมายกับชีวิต

ไม่คุ้มกับเวลาที่ต้องเสียไป

วัยหนุ่มสาว เราอาจถ่ายภาพให้มากที่สุด

แต่พอวัยกลางคนเราจะถ่ายให้แม่น

เมื่อเข้าสู่ช่วงสูงวัย เราอาจถ่ายน้อยลง

แต่เลือกถ่ายสิ่งที่มีความหมายมากขึ้น

นี่คือ ความเปลี่ยนแปลงของชีวิต

ภาพประกอบ https://www.facebook.com/gdh559

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมค้นพบ ก็คือ ถ้าชีวิตคือหนังเรื่องหนึ่ง

หนังของเราจะไม่เหมือนกับหนังของคนอื่น

เราชอบหนังไม่เหมือนกัน

ฟุตเทจในมือของเราอาจคล้ายกัน แต่เราเลือกตัดทิ้งไม่เหมือนกัน

บางคนยังชอบ “ความยิ่งใหญ่”

ชอบทำงานเพื่อ “ความสำเร็จ” เหมือนเดิม

แต่บางคนก็เลือกชีวิตเรียบง่ายที่ไม่ต้องเจอผู้คนเยอะ

มีครอบครัวและเพื่อนสนิทไม่กี่คน

หนังที่ดี คือ หนังที่เราชอบ

พออายุถึงจุดหนึ่ง ความเป็น “นักตัดต่อ” ในตัวเราจะเลือกตัดหนังที่เราชอบเท่านั้น

ไม่ชอบก็ตัดทิ้งไป

“การตัดต่อ” จึงไม่ใช่การทำให้ชีวิตดูสมบูรณ์แบบ

แต่คือการเลือกความหมายที่เราอยากมอบให้กับชีวิตของตัวเอง

ผมนึกถึงเพลง “คิดเอง ช้ำเอง” ของวงนั่งเล่นที่แต่งขึ้นมาจากแนวคิดของ “พี่เก้ง”

“ไม่ดีก็เอาใหม่เอาใหม่ให้มันดี ถ้ายังไม่ดีก็เอาใหม่

ดีแค่ไหนที่ได้กำกับชีวิตตัวเอง

ไม่เห็นต้องเกร็งต้องเกรงใจใคร

คิดเอง เขียนเอง เลือกเองก็รับไป

จะเป็นพระเอกผู้ร้ายก็ตัวเรา”

ชีวิตของเราก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่ง

กำกับเอง และตัดต่อเองครับ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กำกับและตัดต่อ
สุดารัตน์ ถามประชาชนจะเชื่อมั่นในความเป็นกลางของกระบวนการตรวจสอบ คดีฮั้วเลือก สว.ได้ ?
เชลยศึกสงครามลาว (35)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (18) การตีความละคร Return to the East
E-DUANG | ทำไม ประยุทธ์ จันทร์โอชา แตกกับ ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ชลบุรีเร่งยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รับโอกาสจากพฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 5) : เรื่อง บรรทัดฐานคำตัดสินศาลโลก | สุรชาติ บำรุงสุข
อะธีนา พระแม่ผู้เป็นเทพีประจำเมืองเอเธนส์ ของชาวกรีกโบราณ
‘ลำไส้ ลำแสง’ นิทรรศการที่ถ่ายทอดภาพ ที่ถูกขับออกมาจากภายในร่างกาย อย่างตรงไปตรงมา โดย ณัฐพล สวัสดี
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (180)
มองข้ามช็อต ศึก 3 เส้า ทะเลจีนใต้เดือด กลางเวทีแชงกรีล่า ทำไมไทยควรใส่ใจจริงๆ
ANTA แบรนด์กีฬาจีน ท้าชน NIKE ADIDAS