เปิดสูตร ‘บิ๊กธุรกิจ’ แนะรัฐบาล ‘อนุทิน’ คำนวณงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ‘ที่คุ้มสุด
ประเด็นสำคัญในเดือนกรกฎาคม 2569 หนีไม่พ้นที่สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ตามที่รัฐบาล “อนุทิน” เสนอ ก็ต้องลุ้นกันว่าจะออกมาอย่างไร หน่วยงานใดบ้าง “สมหวังหรือผิดหวัง” เพราะหลายหน่วยงานเริ่มรู้ตัวแล้วว่า โดนหั่นแบบยกทั้งโครงการที่เสนอ และมีโอกาสได้จัดสรรงบจะใกล้เคียงปีงบประมาณ 2568!!
ตามข้อมูลงบประมาณรายจ่ายของไทย 5 ปีย้อนหลัง (2565 – 2569) โดย รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ชี้ว่า งบประมาณรายจ่ายของไทยเพิ่มขึ้นทุกปี จาก 3.1 ล้านล้านบาท เป็น 3.7 ล้านล้านบาท เฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 5%
เมื่อพิจารณาตามภารกิจ 7 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคง ความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ความเสมอภาคทางสังคม สิ่งแวดล้อม บริหารภาครัฐ และค่าดำเนินการภาครัฐ พบว่า ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศตามงบประมาณรายจ่ายมีการเปลี่ยนแปลง ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ที่เน้นการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมมากเป็นอันดับ 1
ขณะที่อันดับท้ายสุดที่ประเทศไทยให้ความสำคัญน้อยคือ ความสามารถในการแข่งขัน ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม
ขณะที่ยุทธศาสตร์ด้านบริหารภาครัฐและทรัพยากรมนุษย์อยู่เน้นกลางๆ
เมื่องบรายจ่ายยุทธศาสตร์การแข่งขันและสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เป็นประเด็นที่ประเทศไทยละเลย หากประเทศไทยต้องการแข่งขันกับนานาชาติ งบรายจ่ายปี 2570 ต้องให้ความสำคัญ 2 ประเด็น เพราะหากไม่ผลักดันจะกลายเป็นปัญหาอุปสรรคด้านมาตรการภาษีและที่มิใช่ภาษี
และการผลักดันใน 2 ประเด็นจะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ศักยภาพการผลิตของประเทศ และการดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศ (FDI) นอกจากจะผ่านทางงบประมาณรายจ่ายแล้ว ยังผ่านนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมและผลักดัน และควรมีดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (เคพีไอ)
ยกตัวอย่าง งบส่งเสริมการลงทุน (BOI) มูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 15% ผลลัพธ์คือขยายฐานการลงทุนในประเทศได้เพียงใด
หรือลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา กว่า 2% ของ GDP ผลลัพธ์เพื่อยกระดับนวัตกรรมและเทคโนโลยีควรมีเคพีไออย่างไร
ส่วนยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม ควรเห็นผลลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อ GDP 5-7% เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้ากว่า 35% เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เป็นต้น
ขณะที่นักธุรกิจ นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) แนะว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 ควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นอันดับแรก เนื่องจากภาคการค้าระหว่างประเทศ ทั้งการส่งออกและนำเข้ามีมูลค่ารวมคิดเป็นประมาณ 65% ของ GDP ประเทศ
“เศรษฐกิจโลกช่วง 6 เดือนหลังปี 2569 ยังไม่เข้าสู่ภาวะขาขึ้นและฟื้นตัวในลักษณะเปราะบาง จากปัจจัยเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หลายประเทศระดับหนี้สาธารณะสูง และเพิ่มการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า ประเทศไทยเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น”
“งบประมาณภาครัฐจึงควรถูกใช้เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ มากกว่ามุ่งเน้นการกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว ควรเน้นการวัดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ (Outcome-Based Budgeting) มากกว่าการวัดผลจากอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณเพียงอย่างเดียว เพราะการเบิกจ่ายที่รวดเร็วไม่ได้หมายความว่าจะเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจเสมอไป”
“ตัวชี้วัดที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นต่อเม็ดเงินงบประมาณ การลงทุนภาคเอกชนที่เกิดตามมา มูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้น การจ้างงานใหม่ ผลิตภาพแรงงาน รายได้ประชาชนต่อหัว และการลดขั้นตอนหรือระยะเวลาการดำเนินงานของภาครัฐ”
หากให้จัด 5 ลำดับความสำคัญแรกของการใช้งบประมาณปี 2570 ประธาน สรท. ให้น้ำหนักแรกกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และการค้าระหว่างประเทศ โดยลดต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP ลดระยะเวลาส่งออกและนำเข้า และต่างประเทศมาลงทุนไทยเพิ่มขึ้น
ตามด้วยการยกระดับศักยภาพของ SMEs – ผู้ส่งออกไทย เพิ่มการพัฒนาทักษะแรงงานและบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานคุณภาพ
สนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนฐานราก และส่งเสริมการท่องเที่ยวคุณภาพ
พร้อมย้ำว่า “หากต้องการเห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในอีก 3-5 ปีข้างหน้า งบประมาณปี 2570 ควรเปลี่ยนบทบาทจากงบกระตุ้นการใช้จ่าย ไปสู่งบเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างจริงจัง”
เจ้าของธุรกิจอีกคน นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) ภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘เกรซ’ เสนอแนะว่า การใช้งบปี 2570 ลำดับแรก ควรกระตุ้นการลงทุนเอกชนและการส่งออก เพราะเงินลงทุนสร้างการจ้างงานและรายได้ยั่งยืนมากกว่าการแจกเงินกระตุ้นให้คิดและขยัน ดีกว่าได้เงินมาโดยไม่ได้เกิดการพัฒนา งบควรไปที่ BOI, Logistics, Free Trade Zones, Green Industry, Data Center, AI, Semiconductor, EV, Bioeconomy อิงผลลัพธ์ดันส่งออกกลับมาเติบโต 5-8% เงินลงทุนใหม่เข้าประเทศ จาก green and clean economy
ลำดับสอง โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ ควรพิจารณาต้นทุนประเทศทั้งระบบ ทั้งงบรถไฟรางคู่, ท่าเรือแหลมฉบัง, Land Bridge, Smart Grid, Water Management, mountain development โดยอาจลดต้นทุนขนส่ง และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันระยะยาว
ลำดับสาม ท่องเที่ยวยั่งยืนและบริการมูลค่าสูง เพราะเป็นเครื่องยนต์ที่ฟื้นตัวเร็วที่สุดและมีโอกาสกลับมาแล้วยั่งยืน เน้นที่ Medical Tourism, Wellness, Retirement, MICE, Luxury Tourism, green eco tour, Thai service style ผลลัพธ์คือดึงนักท่องเที่ยวกลับมาใช้บริการไทยและยั่งยืน
ลำดับสี่ SME และ Soft Loan เชิงผลิตภาพและยอมรับความเสี่ยงได้เยอะ เพราะ SME มีสัดส่วนมากกว่า 90% ของธุรกิจไทย ต้องช่วยให้การลงทุนเครื่องจักรแบบใหม่ AI Automation / โครงสร้างพื้นฐานด้านเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร ที่ใช้ AI และ technology support ไม่ใช่เพียงประคองหนี้ ที่รวบรวมวิธีคิดที่เชื่อมโยงการเกษตรและ AI technology เราเรียกหลักคิดนี้ว่า From ground to cloud บนความหวัง Productivity เพิ่มขึ้น, ลดการปิดกิจการ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่รัฐยอมรับความเสี่ยงได้แข็งแรงขึ้น
ลำดับห้า พัฒนาคนและ AI Transformation ด้วยปัญหาใหญ่สุดของไทยอาจไม่ใช่เรื่องเงินเท่านั้น แต่คือ Mind set ของคนไทยที่ไม่พร้อมจะสู้กับการเปลี่ยนเเปลงที่รวดเร็ว และการปรับ Productivity และ efficiency ของการผลิต และพัฒนาคนในทักษะเหล่านี้ งบควรเน้น AI, Digital Skill, Engineering, Technical Workforce, build change and growth mindset
หวังผลลัพธ์ผลิตผลการผลิตทางการเกษตรและอุตสาหกรรม รวมทั้งประสิทธิผลของคนเพิ่มอย่างต่อเนื่องใน 5-10 ปี โดยการใส่ mind set ของการเติบโต
“KPI การใช้งบประมาณ ไม่ควรวัดจาก “เบิกจ่ายได้กี่เปอร์เซ็นต์” ควรวัดจากผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ และเป้าหมายที่ achieve ได้ คือ GDP Growth, Private Investment Growth, Export Growth, New Jobs Created, Productivity Growth, Household Debt ลดลง, SME Survival Rate เพิ่มขึ้น, Tourism Revenue เติบโตต่อเนื่อง, Government Project ROI นั่นคือ งบ 1 บาท สร้าง GDP เพิ่มกี่บาท”
นพ.วีรฉัตรจึงเสนอการขับเคลื่อนประเทศไทยแบบเป็นระบบ North Star ประเทศไทย 2570-2575 คือประเทศไทยต้องเป็นศูนย์กลางการผลิตสีเขียว อาหารแห่งอนาคต สุขภาพ และ AI แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่ปลอดภัยของโลก รวมทั้ง Manufacturing Hub ของอาเซียนที่พร้อมจะเป็น Kitchen of the world
อีกทั้งแนะนำรัฐว่าควรทำ 5 เรื่อง
1. เปลี่ยนจาก Economy of Consumption เป็น Economy of Production ลดแจก เพิ่มลงทุน เพิ่มธุรกิจสีเขียวจากของเหลือใช้จากการเกษตรเพื่อลดเผา
2. ตั้ง War Room การลงทุนแห่งชาติ อนุมัติโครงการใหญ่และโครงการสีเขียว ไม่เกิน 90 วัน
3. สร้าง Thailand Green Industry Platform ผลักดัน Bioeconomy, Circular Economy, Carbon Market และ Green Manufacturing
4. ยกระดับ Productivity ประเทศ หนุนใช้ AI รวมกับ Automation และ Digital Transformation ในทุกอุตสาหกรรม
5. ปรับ KPI ราชการใหม่จาก ‘ใช้เงินครบ’ เป็น ‘สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ’ จากทำงานตาม Pattern เป็น ทำงานตาม objective
นักธุรกิจท่านนี้ได้คิดคำนวณการจ่ายงบทุก 100 บาท ควรจัดสรรแนวคิดดังนี้
1. ลงทุนเอกชนแบบยอมรับความเสี่ยงและส่งออก 35 บาท
2. โครงสร้างพื้นฐาน 25 บาท
3. ท่องเที่ยวและบริการ 15 บาท
4. SME Productivity 15 บาท
5. คน (mindset) และ AI 10 บาท
เพราะในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ประเทศที่เพิ่ม Productivity + Investment + Competitiveness + Human skill + AI + green ได้เร็ว จะมีโอกาสเติบโตได้เร็วโดยไม่ต้องดูขนาดของเศรษฐกิจประเทศ
และประเทศไทยยังมีโอกาสนั้นอยู่ หากไทยสามารถกำหนดทิศทางและ KPI ให้ถูกต้อง ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป
