ปิดฉากคดี 7 ตำรวจจราจร ตื้บมาสด้าแดงแหกด่านผิดคน ‘พ.ร.บ.อุ้มหาย’ บทเรียน จนท.รัฐ
คอลัมน์ โล่เงิน
เวลาผ่านมาเกือบ 7 เดือนหลังเหตุการณ์ “หนุ่มมาสด้าแดง” ถูกตำรวจจราจรกลาง 7 คนรุมทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส
จากปมเข้าใจผิดว่าเป็นรถมาสด้าสีแดงอีกคันที่หลบหนีด่านตรวจ
ล่าสุด คดีเดินทางมาถึงชั้นศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางแล้ว โดยกลุ่มตำรวจจราจรถูกฟ้องในหลายข้อหาร้ายแรง รวมถึงความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 หรือ “พ.ร.บ.อุ้มหาย”
จากความเข้าใจผิดสู่คดีซ้อมทรมานของเจ้าหน้าที่รัฐ
นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ในฐานะหัวหน้าคณะอัยการที่ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดให้ตรวจสอบกำกับการสอบสวน ย้อนความเป็นมาให้ฟังว่า เหตุเกิดเมื่อช่วงเกือบตี 2 ของวันที่ 4 ธันวาคม 2567
ผู้เสียหายคือ นายธนานพ เกิดศรี หรือ “หนุ่มมาสด้าแดง” บุตรชายอดีตนายตำรวจ ขับรถผ่านด่านตรวจเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร โดยถูกตรวจสอบตามปกติและไม่พบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย จึงได้รับอนุญาตให้เดินทางต่อ
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นาน ได้มีรถมาสด้าสีแดงอีกคันขับเข้ามาใกล้ด่านตรวจ แต่ไม่ยอมเข้ารับการตรวจ
เนื่องจากผู้ขับขี่ดื่มแอลกอฮอล์และขับหลบหนีออกจากพื้นที่
ทำให้มีการวิทยุสื่อสารแจ้งเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมว่า มีรถมาสด้าสีแดงแหกด่าน
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ชุดติดตามไม่ทราบว่ารถของนายธนานพเป็นคนละคันกับรถที่หลบหนี จึงเข้าใจผิดและเข้าปฏิบัติการสกัดจับ
กล้องวงจรปิดเผยภาพรุมทำร้ายรุนแรง
จากการสอบสวนพบว่า ตำรวจได้ขับรถปาดหน้า ก่อนกระชากตัวนายธนานพลงจากรถ
แม้เจ้าตัวจะพยายามชี้แจงว่าได้ผ่านการตรวจจากด่านมาแล้วและไม่มีแอลกอฮอล์ในร่างกาย
แต่ตำรวจกลับไม่รับฟัง และมีการใช้กำลังเข้ารุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส
อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวนขยายเพิ่มอีกว่า หลักฐานสำคัญคดีคือ ภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกเหตุการณ์ไว้อย่างชัดเจน เห็นพฤติการณ์การใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้เสียหายอย่างรุนแรง
ขณะที่ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบทะเบียนรถและภาพจากกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม จึงพบว่ารถผู้เสียหายเป็นคนละคันกับรถที่หลบหนีด่านจริง
เหตุการณ์ในวันนั้นนายธนานพได้รับบาดเจ็บหลายจุด ทั้งบริเวณใบหน้า ดวงตา และร่างกาย ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน
กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ให้ตำรวจทั้ง 7 นาย ออกจากราชการไว้ก่อน
ทาง สน.บางเขนได้รับคดีร้องทุกข์ในข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก่อนส่งสำนวนไปยัง ป.ป.ช.
จุดเปลี่ยนสำคัญ คดีเข้าข่าย พ.ร.บ.อุ้มหายฯ
ครอบครัวผู้เสียหาย โดยเฉพาะบิดาเป็นอดีตข้าราชการตำรวจ และน้องสาวผู้เสียหาย ได้เข้าแจ้งความต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ
นายวัชรินทร์อธิบายว่า หลายหน่วยงานยังเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้
นั่นคือ เมื่อคดีมีความผิดเกี่ยวกับเจ้าพนักงานมักรีบส่งเรื่องไป ป.ป.ช. แต่หากคดีมีองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 31 กำหนดให้ ป.ป.ช.มีหน้าที่เพียงรับทราบ ไม่ใช่ผู้มีอำนาจไต่สวน
เมื่อเกิดกรณีที่ทั้งดีเอสไอและตำรวจต่างต้องการเป็นผู้รับผิดชอบคดี อำนาจชี้ขาดจึงตกอยู่กับอัยการสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด
ท้ายที่สุด อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ดีเอสไอเป็นผู้รับผิดชอบการสอบสวน พร้อมแต่งตั้งคณะอัยการเข้าร่วมตรวจสอบกำกับการสอบสวนอย่างใกล้ชิด
ตลอดการสอบสวน คณะทำงานได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียด ทั้งการสอบปากคำผู้เสียหายหลายครั้ง สอบแพทย์ผู้รักษา และตรวจสอบพยานแวดล้อมทุกด้าน
ผลการสอบสวนพบว่ามีตำรวจจราจรกลางเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั้งหมด 7 นาย ประกอบด้วย ร้อยตำรวจเอก 1 นาย หัวหน้าชุดจับกุม สิบตำรวจเอก 5 นาย และสิบตำรวจโท 1 นาย
ส่วนผู้บังคับบัญชาระดับสารวัตรจราจร ทำหน้าที่ควบคุมด่านตรวจ ได้มีการตรวจสอบว่ามีส่วนรู้เห็น ปกปิด หรือช่วยเหลือผู้กระทำผิดหรือไม่ ตามมาตรา 42 ของ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ
ปรากฏว่าไม่พบพยานหลักฐานเชื่อมโยง จึงไม่มีการดำเนินคดีเพิ่มเติม
ภายหลังสรุปสำนวน ดีเอสไอมีความเห็นสั่งฟ้องตำรวจทั้ง 7 นายในหลายข้อหา ได้แก่ ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, ความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172, ทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 297, ความผิดฐานข่มขืนใจ ตามมาตรา 309 หน่วงเหนี่ยวกักขัง ตามมาตรา 310 และความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 5 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-15 ปี
นอกจากนี้ การที่คดีเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 5 ยังส่งผลให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาจากกระทรวงยุติธรรมเป็นเงิน 500,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
หลังจากดีเอสไอส่งสำนวนให้อัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต ทางอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่าสำนวนมีความสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องสอบสวนเพิ่มเติม
จึงมีคำสั่งฟ้องอดีตตำรวจทั้ง 7 นายต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568
คดีผ่านการสอบคำให้การจำเลยแล้วเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา และศาลนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 26 มิถุนายนนี้
นายวัชรินทร์กล่าวทิ้งท้ายให้ข้อคิดว่า พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มีผลบังคับใช้มาแล้วกว่า 3 ปี เจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยต้องศึกษาและตระหนักถึงบทบัญญัติกฎหมายฉบับนี้อย่างจริงจัง
เพราะยุคที่เจ้าหน้าที่สามารถใช้การซ้อม ข่มขู่ หรือควบคุมตัวบุคคลนอกกระบวนการกฎหมายได้ผ่านพ้นไปแล้ว
“ไม่ว่าจะเป็นการพาผู้ต้องหาไปยังสถานที่อื่นที่ไม่ใช่สถานที่ทำงานพนักงานสอบสวน หรือการใช้กำลังบังคับเพื่อให้ได้ข้อมูล ล้วนมีความเสี่ยงเข้าข่าย พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ซึ่งมีโทษสูงถึง 15 ปี และอาจนำไปสู่การถูกให้ออกจากราชการ รวมถึงถูกดำเนินคดีอาญาได้” อธิบดีวัชรินทร์กล่าว
คดี “หนุ่มมาสด้าแดง” จึงไม่เพียงเป็นคดีทำร้ายร่างกายธรรมดา แต่ยังกลายเป็นหมุดหมายสำคัญสะท้อนการบังคับใช้ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ต่อเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเป็นรูปธรรม
เป็นสัญญาณเตือนว่าการใช้อำนาจเกินขอบเขต แม้เกิดจากความเข้าใจผิดอาจนำไปสู่ความรับผิดทั้งทางวินัย อาญา และความเสียหายต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติในระยะยาว
