bg-single

ศรัทธา วัตถุ และตลาด ในพุทธศาสนาไทย

03.08.2026

บทความพิเศษ | คงกฤช ไตรยวงค์

ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

ศรัทธา วัตถุ และตลาด

ในพุทธศาสนาไทย

เหตุการณ์ไฟไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าวสร้างความหวาดวิตกเกี่ยวกับความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

แต่สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนสะเทือนใจเป็นพิเศษคือ น้องชายเป็นมือกีตาร์ของวงดนตรีที่กำลังจะขึ้นแสดงเป็นวงถัดไป

จึงอดนึกถึงเขาและรู้สึกใจหายไม่ได้ หลายคนบอกว่าน้องชายของผู้เขียนยังมีบุญคอยช่วย จึงแคล้วคลาดจากเหตุการณ์ครั้งนี้

ขณะเดียวกัน กระแสของ “เบียร์ คนตื่นธรรม” ที่วิจารณ์ว่าสถานที่เช่นนั้นเป็น “อโคจร” และเห็นว่ารัฐไม่ควรจ่ายเงินเยียวยา เพราะผู้เสียชีวิต “เลือกไปเอง”

ก็ทำให้ผู้เขียนย้อนกลับมาตั้งคำถามถึงวิธีที่สังคมไทยใช้พุทธศาสนาอธิบายเหตุการณ์เช่นนี้

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การวิจารณ์ผู้ประกอบการ เพราะผู้ประกอบการย่อมต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ

แต่การมองว่ารัฐไม่ต้องรับผิดชอบเลยต่างหากที่น่ากังวล

การกำกับดูแลอาคาร การตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย และการบังคับใช้กฎหมายล้วนเป็นหน้าที่ของรัฐ

เมื่อรัฐบกพร่อง การเยียวยาจึงเป็นความรับผิดชอบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ความรุนแรงของพุทธศาสนาแบบไทยๆ อยู่ตรงการอ้างความเป็นสากลของธรรมะ

แต่เมื่อเผชิญปัญหาทางสังคมกลับผลักความรับผิดชอบไปไว้ที่ปัจเจกอยู่เสมอ

แม้แต่คนที่เรียกตัวเองว่า “ตื่นธรรม” ก็ชวนให้รู้สึกว่าเป็น Dhamma panic มากกว่าการตื่นรู้

เพราะความทุกข์ที่เกิดจากเงื่อนไขทางสังคมถูกอธิบายว่าเป็นผลของการเลือกใช้ชีวิตของแต่ละคน จนความรับผิดชอบร่วมกันของสังคมและรัฐค่อยๆ เลือนหายไป

ที่จริงธรรมถูกอธิบายว่าเป็น “อกาลิโก” และในบทสวดก็เชื้อเชิญให้ผู้คนมาลองปฏิบัติ และย่อมมีมิติของชุมชนและสังคมอยู่ในตัว เพราะการปฏิบัติย่อมเกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์กับผู้คนและสถาบันต่าง ๆ

น่าเสียดายที่ปัจเจกนิยมซึ่งผสมเข้ากับเศรษฐกิจที่เรียกร้องความสนใจ (attention economy) ทำให้ทุกอย่างต้องหวือหวาเพื่อดึงสายตาผู้คน

ขณะที่เนื้อในกลับผุพังและว่างเปล่า

จากประสบการณ์ที่เติบโตมากับพระ วัด และชาวบ้าน ผู้เขียนอยากลองเสนอกรอบที่เรียกว่า เทววิทยาเชิงประสานของพุทธ โดยยืมแนวคิด mediating theology ของฟรีดริช ชไลเออร์มาเคอร์ (Friedrich Schleiermacher, 1768-1834) นักเทววิทยาและนักปรัชญาชาวเยอรมัน มาใช้ในเชิงเปรียบเทียบ เพื่อทำความเข้าใจพุทธศาสนาในสังคมไทย

ศาสนาพุทธย่อมไม่มีเทววิทยาแบบเดียวกับศาสนาคริสต์ แต่แนวคิดนี้ช่วยให้มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ทางศาสนา ชุมชน และประวัติศาสตร์ โดยไม่ลดพระพุทธเจ้าให้เหลือเพียงนักสอนศีลธรรม

และไม่ทำให้ศาสนาเหลือเพียงประสบการณ์ภายในของปัจเจก

การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าไม่ได้สิ้นสุดอยู่ที่ประสบการณ์ส่วนพระองค์ แต่ก่อรูปเป็นสังฆะเพื่อสืบทอดพระธรรมให้ดำรงอยู่ในประวัติศาสตร์

สังฆะจึงเป็นทั้งชุมชนของการปฏิบัติและชุมชนของความสัมพันธ์ ความหมายของธรรมะเกิดขึ้นจากทั้งสองด้านพร้อมกัน

ชไลเออร์มาเคอร์ใช้คำว่า Zusammenhang เพื่ออธิบายความเชื่อมโยงของชีวิต ศาสนา และสังคม

คำนี้ช่วยอธิบายพุทธศาสนาได้ดีในระดับหนึ่ง เพราะทำให้เห็นว่าธรรมะดำรงอยู่ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างพระกับฆราวาส ระหว่างชุมชนกับประวัติศาสตร์ และระหว่างการปฏิบัติส่วนบุคคลกับชีวิตร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม การมองพุทธศาสนาผ่านกรอบเทววิทยาเชิงประสานเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะแม้จะช่วยอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา ชุมชน และประวัติศาสตร์ได้ดี แต่อาจยังมองไม่เห็นว่าอำนาจ ผลประโยชน์ และเงื่อนไขทางสังคมเข้าไปกำหนดรูปแบบของศรัทธาอย่างไร

ผู้เขียนจึงเห็นว่าควรนำการวิเคราะห์แบบวัตถุนิยมวิภาษวิธีในแนวทฤษฎีวิพากษ์ (critical theory) มาประกอบ โดยไม่ลดทอนศาสนาให้เหลือเพียงอุดมการณ์ และไม่ตัดมิติของรหัสยลัทธิ (mysticism) ออกไป

เรื่องเล่าเกี่ยวกับอภินิหาร ความศักดิ์สิทธิ์ และประสบการณ์ของผู้ศรัทธา จึงนำมาพิจารณาในฐานะองค์ประกอบของโลกชีวิตทางศาสนา มากกว่าจะรีบตัดสินว่าเป็นจริงหรือเท็จ

ผู้เขียนขอเรียกปรากฏการณ์ที่จิตวิญญาณค่อยๆ ถูกครอบงำด้วยตรรกะของการแลกเปลี่ยน (logic of exchange) และตรรกะของตลาดว่า วัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ (spiritual materialism) ไปพลางๆ

กล่าวคือ สภาวะที่ศาสนาและการปฏิบัติธรรมค่อยๆ เปลี่ยนจากความสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนกับชุมชนไปเป็นสินค้าและบริการที่ผลิต ทำการตลาด และบริโภคได้ คุณค่าของประสบการณ์ทางศาสนาจึงเริ่มถูกกำหนดด้วยราคา การสร้างแบรนด์ การประชาสัมพันธ์ และจำนวนผู้ติดตาม มากกว่าการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ปฏิบัติ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือคอร์สปฏิบัติธรรมที่มีค่าใช้จ่ายสูง รีทรีตเพื่อการพัฒนาตนเอง โปรแกรมฝึกสติแบบพรีเมียม หรือกิจกรรมของ “คนตื่นธรรม” บางกลุ่มที่ดำเนินไปตามตรรกะของสื่อและตลาด

จนตรรกะของการแลกเปลี่ยนกลายเป็นเงื่อนไขตั้งต้นของประสบการณ์ทางศาสนา

ในอีกด้านหนึ่ง ปรากฏการณ์พระเครื่องซึ่งมักถูกวิจารณ์ว่าเบี่ยงเบนจากหลักคำสอนของพุทธศาสนา และบางครั้งถูกมองว่าใกล้เคียงกับไสยศาสตร์ กลับทำให้เห็นพลวัตระหว่างวัด พระ ชาวบ้าน และตลาดได้อย่างชัดเจน

ผู้เขียนขอเรียกแนวคิดที่จะช่วยอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า จิตวิญญาณเชิงวัตถุนิยม (materialist spirituality)

นั่นคือ การทำความเข้าใจจิตวิญญาณผ่านความเป็นวัตถุของศาสนาเอง พระเครื่องมิได้เป็นเพียงเครื่องหมายของความศรัทธา แต่เป็นวัตถุที่มีชีวประวัติ มีเนื้อหรือสารของพระเครื่อง มีพิธีกรรมการจัดสร้าง การปลุกเสก

เรื่องเล่าเกี่ยวกับอภินิหาร และหมุนเวียนผ่านผู้คน ชุมชน และประวัติศาสตร์ ความศักดิ์สิทธิ์จึงเกิดขึ้นจากการประกอบกันของตัววัตถุ เรื่องเล่า พิธีกรรม ชีวิตของพระผู้สร้าง ความทรงจำร่วมของชุมชน และความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นรอบพระเครื่องแต่ละรุ่น

พระเครื่องจำนวนมากจึงยังไม่อาจจัดอยู่ในวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณอย่างเต็มรูป แม้จะมีการซื้อขายและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจอยู่ก็ตาม พระเครื่องส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นเพื่อแจกแก่ผู้ร่วมทำบุญหรือชาวบ้านก่อน มูลค่าทางเศรษฐกิจจึงค่อยๆ เกิดขึ้นจากความศรัทธาที่สั่งสมต่อพระผู้ปลุกเสก มิใช่เกิดจากการผลิตเพื่อจำหน่ายตั้งแต่ต้น

จุดนี้ทำให้ชาวบ้านเข้ามามีบทบาทในการกำกับและดูแลพระ โดยเฉพาะพระหนุ่มที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งชาวบ้านจะคอยตรวจสอบอยู่เสมอว่าปฏิบัติดี รักษาพระธรรมวินัย และวางตนเหมาะสมหรือไม่

ความศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่องจึงไม่ได้เกิดจากพิธีปลุกเสกเพียงครั้งเดียว แต่ผูกพันอยู่กับชีวิตและการปฏิบัติของพระผู้ปลุกเสกอย่างต่อเนื่อง

เมื่อพระรูปใดได้รับความไว้วางใจ ความศรัทธาที่มีต่อพระเครื่องก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

แต่เมื่อเกิดเรื่องอื้อฉาวหรือประพฤติผิดพระธรรมวินัย ความน่าเชื่อถือย่อมลดลง และส่งผลต่อทั้งคุณค่าและมูลค่าของพระเครื่อง

ตลาดพระเครื่องจึงทำงานแตกต่างจากตลาดสินค้าทั่วไป

เพราะมูลค่าของพระเครื่องยังอาศัยออร่าของพระผู้สร้าง เรื่องเล่าเกี่ยวกับอภินิหาร ชีวประวัติของวัตถุ และการยอมรับของชุมชนเป็นฐานรองรับอยู่

กลไกตลาดจึงยังไม่เข้าครอบงำความสัมพันธ์ทางศาสนาอย่างสมบูรณ์

ในทางตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ทางศาสนายังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดคุณค่าและมูลค่าของพระเครื่อง

นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนเรียกว่าจิตวิญญาณเชิงวัตถุนิยม ซึ่งต่างจากวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ ที่ตรรกะของตลาดกลายเป็นจุดตั้งต้นของประสบการณ์ทางศาสนา

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า พุทธศาสนาสามารถทำความเข้าใจได้จากหลายแง่มุม การมองศาสนาในฐานะศรัทธาและแบบปฏิบัติที่ดำรงอยู่ในประวัติศาสตร์ช่วยให้เห็นพลวัตของศาสนา

ขณะที่จิตวิญญาณเชิงวัตถุนิยมช่วยให้เห็นว่าวัตถุทางศาสนาดำรงอยู่ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างพระ ชาวบ้าน พิธีกรรม เรื่องเล่า และชุมชน

กรอบนี้ยังช่วยแยกพระเครื่องออกจากวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณได้ชัดเจนขึ้น

วัตถุนิยมทางจิตวิญญาณเริ่มต้นจากตรรกะของตลาด

ส่วนจิตวิญญาณเชิงวัตถุนิยมเริ่มต้นจากความสัมพันธ์ทางศาสนา แล้วมูลค่าทางเศรษฐกิจจึงค่อยตามมา

พระเครื่องจึงไม่อาจอธิบายได้ด้วยคำว่า “สินค้า” เพียงอย่างเดียว

ไม่มากก็น้อย การทดลองคิดเรื่องเทววิทยาเชิงประสานของพุทธ จิตวิญญาณเชิงวัตถุนิยม และวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ น่าจะช่วยให้ทำความเข้าใจพุทธศาสนาไทย โดยเปิดพื้นที่ให้เห็นทั้งมิติของความศักดิ์สิทธิ์ ความสัมพันธ์ทางสังคม และอิทธิพลของตลาดไปพร้อมกัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘จริยธรรมกับธุรกิจ’
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (16)
ราชปรารภ ราชประสงค์ พลเรือน พลีชีพ สังเวยกระสุน สามเหลี่ยมดินแดง ราชปรารภ
ถึงเวลาปฏิรูปกองทุนเงินทดแทนไทย : เมื่อโลกของการทำงานเปลี่ยนไป ระบบการคุ้มครองแรงงานก็ควรเปลี่ยนตาม
Music, Fashion, Film อัลบั้มพังก์ร็อก ที่พรางตัวอยู่ในดนตรีป๊อป ของ Charli XCX
ศรัทธา วัตถุ และตลาด ในพุทธศาสนาไทย
รัฐธรรมนูญวัฒนธรรมฉบับใหม่ : การต่อสู้เพื่อช่วงชิงระเบียบความชอบธรรม
ถอดรหัสสันติภาพ ในสมรภูมิชายแดนใต้ หลังความรุนแรงที่จุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
รศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร สแกนมุมท้าทาย วัดพระมหาธาตุ นครศรีฯ มรดกโลก Living Monument แห่งแรกของไทย
คลื่นฟริเกต ซัด ทัพเรือ สะเทือนตั้ง ผบ.ทร. ทัพฟ้า คูลดาวน์ ‘บิ๊กคิม’ กระจายรุ่น วางหมาก 2 ชั้น ตท.28-29 ‘โอ๋ Jedi-เหลน Lion-แจ็ค JKnight’ ชิงชัย
E-DUANG | “สัญญะ” อันเป็น “สัญญาณ” สะท้อน สภาวะ”ขาลง”รัฐบาล
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข