รัฐธรรมนูญวัฒนธรรมฉบับใหม่ : การต่อสู้เพื่อช่วงชิงระเบียบความชอบธรรม
บทความพิเศษ | อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์
รัฐธรรมนูญวัฒนธรรมฉบับใหม่
: การต่อสู้เพื่อช่วงชิงระเบียบความชอบธรรม
ความขัดแย้งทางการเมืองไทยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ใช่เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ ระหว่างชนชั้นทางสังคม หรือระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยมกับฝ่ายก้าวหน้าเท่านั้น
ซึ่งการอธิบายเชิงความขัดแย้งดังกล่าวนี้ แม้ว่าจะช่วยให้เข้าใจพลวัตทางการเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะอธิบายว่าเหตุใดความขัดแย้งดังกล่าวจึงดำรงอยู่อย่างยาวนาน
และเหตุใดผู้คนจำนวนมากจึงพร้อมที่จะปกป้องจุดยืนทางการเมืองของตน แม้ว่าจะต้องเผชิญกับต้นทุนสูงทางสังคมการเมือง
ความขัดแย้งที่ซ่อนลึกในปรากฏการณ์ทั้งหมดคืออะไร
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่อง “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม” ได้กลายเป็นกรอบสำคัญในการอธิบายความขัดแย้งทางการเมืองไทยร่วมสมัยให้เข้าใจได้แจ่มชัดขึ้น
เริ่มจากงานของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ได้เสนอไว้ว่า ลึกลงไปในวัฒนธรรมไทยนั้น มี “รัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่ง” ซึ่งดำรงอยู่ในฐานะระบบคุณค่า ความเชื่อ ความชอบธรรม และความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับการจัดวางอำนาจในสังคมซึ่งอยู่เบื้องหลังรัฐธรรมนูญฉบับลายลักษณ์อักษร
ต่อมาเมื่อมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองแหลมคมขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง อาจารย์เกษียร เตชะพีระ อาจารย์สมชาย ปรีชาศิลปกุล และอาจารย์ยุกติ มุกดาวิจิตร ก็ได้มีส่วนในการมองหาความเปลี่ยนแปลงใน “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม” จากแง่มุมอื่น
แม้ว่านักวิชาการรุ่นหลังอาจารย์นิธิ มีคำถามสำคัญเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่สัมพันธ์อยู่กับมิติอำนาจในสังคมไทย แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธแนวคิดเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม
หากอย่างไรก็ตาม ยังคงมีคำถามที่ต้องตอบให้ได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม “เกิดขึ้น” และ “เปลี่ยนแปลง” ได้อย่างไร
คำถามนี้สำคัญมาก เพราะรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไม่ใช่ชุดความเชื่อที่ดำรงอย่างสถิต
หากเป็นกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
และเป็นสนามแห่งการต่อสู้ระหว่างระเบียบความชอบธรรมที่แตกต่างกัน
หากนิยาม “ระเบียบของความชอบธรรม” ว่าหมายถึง ระบบของคุณค่า ความเชื่อ ฐานจริยธรรม เรื่องเล่า สัญลักษณ์ และสถาบัน ซึ่งร่วมกันกำหนดว่าอำนาจแบบใด ความสัมพันธ์แบบใด วิถีชีวิตแบบใดสมควรได้รับการยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ยุติธรรม และเหมาะสมในสังคม ก็จะพบเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในทุกมิติของสังคม ที่มีพลังถักสานกันเป็น “ระเบียบของความชอบธรรม” ขึ้นมา
การทำความเข้าใจกระบวนการทางประวัติศาสตร์อันทำให้เกิดความซับซ้อนและหลากหลายของจินตนาการในเรื่อง “ระเบียบของความชอบธรรม” จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง
การทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงจินตนาการ “ระเบียบของความชอบธรรม” อาจทำความเข้าใจได้ผ่านความสัมพันธ์สามระดับที่เชื่อมโยงกัน
ระดับแรก คือการเปลี่ยนแปลงของชีวิต
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์มิได้เริ่มต้นจากรัฐธรรมนูญ พรรคการเมือง หรือคำประกาศอุดมการณ์
หากเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงของชีวิตประจำวัน เศรษฐกิจ การทำงาน การศึกษา เทคโนโลยี การสื่อสาร และรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคม
เมื่อชีวิตเปลี่ยน ความคาดหวังต่อชีวิตก็เปลี่ยนตาม
ผู้คนมิได้เพียงต้องการอยู่รอด หากต้องการได้รับการยอมรับในฐานะผู้มีศักดิ์ศรี ผู้มีสิทธิ และผู้มีเสียงในการกำหนดอนาคตของตนเอง
ความเปลี่ยนแปลงในจังหวะประวัติศาสตร์ คือสิ่งที่อาจารย์ยุกติ มุกดาวิจิตร ชี้ให้เห็นอย่างสำคัญผ่านการอธิบายการเกิดขึ้นของ “ชนชั้นใหม่” ซึ่งมิใช่เพียงคนจนหรือชาวนาในความหมายเดิม
หากเป็นผู้คนที่ชีวิตถูกเชื่อมโยงเข้ากับตลาด การศึกษา และรัฐสมัยใหม่ จนจินตนาการเกี่ยวกับชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง
แต่การเปลี่ยนแปลงของชีวิตเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะสร้างจินตนาการระเบียบทางการเมืองใหม่
ระดับที่สอง คือการก่อรูปของฐานจริยธรรมและภาษาใหม่
เมื่อผู้คนเผชิญประสบการณ์ชีวิตแบบใหม่ พวกเขาจะเริ่มตั้งคำถามต่อกรอบความคิดเดิมในแต่ละประเด็นๆ
เช่น เหตุใดเสียงของบางคนจึงมีคุณค่ามากกว่าคนอื่น
เหตุใดอำนาจบางประเภทจึงไม่ต้องรับผิดชอบ
เหตุใดการเลือกตั้งจึงถูกล้มล้างได้
เหตุใดศักดิ์ศรีของผู้คนจึงไม่เท่าเทียมกัน
คำตอบต่อคำถามแต่ละประเด็นก็จะค่อยๆ เชื่อมต่อกันถักสานเป็นชุดของความกังขา
ประสบการณ์คำถามและคำตอบเหล่านี้ค่อยๆ ถูกแปลออกมาเป็นภาษา เรื่องเล่า และหลักการทางจริยธรรม
ผู้คนมิได้เพียงบอกว่าตนเองเดือดร้อน แต่เริ่มอธิบายว่าสภาวะที่กำลังดำรงอยู่และดำเนินต่อไปนั้นหมดพลังในการอธิบาย
รากฐานทางความคิด/ความรู้ด้านจริยธรรมแบบเดิมถูกตั้งข้อสงสัยมากขึ้นว่าเป็นเพียงการหลอกลวงผู้คน
การตกผลึกทางความคิดชัดเจนมากจนเริ่มที่จะมองเห็นว่าระเบียบการเมืองแบบเดิมนั้น “ไม่สมควร/ไม่เหมาะสม” จึงได้ร่วมถักสานจินตนาการสร้างภาพขึ้นว่าระเบียบใหม่ “ควรจะเป็นอย่างไร”
กระบวนการนี้เองที่ “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม” เริ่มแปรเปลี่ยน
กระบวนการการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมิได้เกิดจากนักคิดเพียงไม่กี่คน หากแต่เกิดจากการที่ผู้คนจำนวนมากเริ่มตีความประสบการณ์ของตนด้วยภาษาใหม่ จนค่อยๆ สร้างฐานจริยธรรมร่วมขึ้นมาใหม่อีกชุดหนึ่งที่ไม่เหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม ฐานจริยธรรมใหม่ยังมิใช่จุดสิ้นสุดของกระบวนการเสนอ “รัฐธรรมนูญวัฒนธรรม” ฉบับใหม่
แต่เป็นกระบวนการเริ่มต้นของการสร้างความชอบธรรมให้แก่หลักการที่ถูกสานจินตนาการกันขึ้นมาโดยผ่านการถกเถียง การเคลื่อนไหวทางสังคม การสื่อสารสาธารณะ
ระดับที่สาม คือการต่อสู้เพื่อช่วงชิงการสถาปนาระเบียบความชอบธรรม
ความพยายามเสนอแก้รัฐธรรมนูญของผู้คนผ่านการลงประชามติที่มีผู้ลงคะแนนเสียงให้แก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวนเกือบยี่สิบเอ็ดล้านเสียง และการเคลื่อนไหวในลักษณะความต้องการแก้ไขที่เป็นไปอย่างคึกคัก
ขณะเดียวกัน แม้ว่าผู้ลงคะแนนไม่ต้องการแก้ไขจะมีจำนวนน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง แต่ก็ถือได้ว่าไม่ได้น้อยจนไม่มีความหมาย
ความแตกต่างของการลงคะแนนเช่นนี้จึงมองได้ลึกลงไป ก็คือความขัดแย้ง/ความไม่ลงรอยกันในความเข้าใจที่มีต่อความคิดเรื่องความยุติธรรม ความชอบธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความสัมพันธ์ทางสังคมที่เหมาะสม
ก่อนหน้านี้ “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม” ดำรงอยู่อย่างมีพลังค้ำยันโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมเอาไว้ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นลายลักษณ์อักษร
แต่ในวันนี้ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของชีวิต การก่อรูปของฐานจริยธรรมและภาษาใหม่ อันกอปรด้วยความหลากหลายของผู้คนในสังคม ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องสถาปนา “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม” ให้กลายเป็นแกนหลักของอำนาจทางการโดยผลักดันให้กลายเป็น “รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร”
ฝ่ายที่เสนอระเบียบความชอบธรรมใหม่ได้พยายามทำให้ฐานจริยธรรมของตนกลายเป็นสถาบัน โดยเฉพาะผ่านพรรคการเมืองเพื่อสถาปนาไว้เป็น “รัฐธรรมนูญ” อันจะสามารถนำไปสู่การจัดระบบการศึกษา องค์กรของรัฐต่อไปในอนาคต
ในขณะเดียวกัน ฝ่ายที่ยังคงต้องการรักษาระเบียบความชอบธรรมเดิมเพื่อจรรโลงความได้เปรียบในสังคมก็มิได้นิ่งเฉย หากพยายามรักษาความชอบธรรมของตนผ่านสถาบันเดิม เรื่องเล่าเดิม ภาษาเดิม และการตีความความถูกต้องแบบเดิม
รวมไปถึงความพยายามคงไว้ซึ่งแกนหลักของรัฐธรรมนูญฉบับเดิม
ดังนั้น ความขัดแย้งเรื่องรัฐธรรมนูญในสังคมไทยที่กล่าวมานี้จึงเป็นความขัดแย้งเกี่ยวกับการผลักดันรากฐานทางจริยธรรมของกลุ่มตน ให้กลายเป็นระเบียบความชอบธรรมทางสถาบันที่ได้รับการยอมรับเพื่อที่จะสามารถดำรงอยู่ได้ต่อไปในระยะยาว
ในแง่นี้ รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรจึงมิใช่เพียงผลลัพธ์ของดุลอำนาจทางการเมือง หากแต่เป็นพื้นที่สำคัญของการต่อสู้เพื่อสถาปนาความหมายของความยุติธรรม ความชอบธรรม และความเป็นพลเมืองในสังคมไทยร่วมสมัย
ระเบียบความชอบธรรมที่แปรเปลี่ยนมานั้นเริ่มเปลี่ยนในสังคมก่อน เมื่อชีวิตของผู้คนเปลี่ยน ความรู้สึกต่อความถูกต้องก็เปลี่ยน เมื่อฐานจริยธรรมเปลี่ยน ระเบียบเดิมจึงค่อยๆ สูญเสียพื้นที่ในชีวิตประจำวัน แม้จะยังคงครอบครองสถาบันของรัฐอยู่ก็ตาม
ในทางกลับกัน ระเบียบใหม่อาจได้รับการยอมรับในหมู่ผู้คนจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่สามารถแปลงตนเองเป็นกฎหมาย รัฐธรรมนูญ หรือสถาบันได้
ช่วงเวลาที่ระเบียบความชอบธรรมเดิมกำลังสูญเสียความชอบธรรมทางสังคม ขณะที่ระเบียบใหม่ยังไม่สามารถสถาปนาตนเองเป็นสถาบันได้ คือช่วงเวลาที่ความขัดแย้งทางการเมืองจะเข้มข้นที่สุด
เพราะเป็นการเผชิญหน้าระหว่างระเบียบความชอบธรรมสองแบบ ซึ่งต่างพยายามทำให้ตนเองกลายเป็น “สามัญสำนึก” ของสังคมไทยในอนาคต
การเผชิญหน้ากันนี้นำมาซึ่งความตึงเครียดทางสังคมสูงมากจนมีโอกาสนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงได้
อาจารย์ยุกติ มุกดาวิจิตร และอาจารย์เกษียร เตชะพีระ มองเห็นปัญหาความตึงเครียดทางสังคมการเมืองนี้
โดยอาจารย์ยุกติได้บอกกับสังคมว่า หากพื้นที่สาธารณะเปิดกว้างขึ้น การตรวจสอบข้อมูลการสื่อสารต่างๆ ก็อาจจะทำให้ความรุนแรงทางภาษาและความรุนแรงต่อกันลดลงได้
อาจารย์เกษียรได้เน้นอย่างสำคัญไว้ว่า ในภาวะขัดแย้งนี้จำเป็นที่จะต้องเข้าใจให้ได้ว่าความขัดแย้งไม่ใช่ความผิดปกติ ฝ่ายที่คิดต่างไม่ใช่ศัตรูที่ต้องทำลาย และจริยธรรมของการอยู่ร่วมกันที่ว่า คนคิดต่างก็ย่อมมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน
อาจารย์สมชาย ปรีชาศิลปกุล ได้สรุปไว้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม (ที่กำลังอยู่ในพื้นที่การต่อสู้) จะเป็นฐานความชอบธรรมของสังคมการเมืองไทยในการกำหนดระบอบรัฐธรรมนูญของสังคมทั้งหมดในอนาคต
สังคมไทยกำลังอยู่ในจังหวะทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญมาก เพราะสังคมกำลังแสวงหาหนทางในการสร้างการยอมรับร่วมกันของสังคมว่า ความสัมพันธ์ทางสังคม อำนาจ สถาบัน และวิถีชีวิตแบบใดเป็นสิ่งที่สมควรดำรงอยู่
หวังว่าทางที่จะเดินไปจะไม่นำมาซึ่งโศกนาฏกรรม
เชิงอรรถ
1
เกษียร เตชะพีระ. “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยใหม่ในยุคการเมืองมวลชน,” มติชนออนไลน์, (17 มิถุนายน 2557)
ยุกติ มุกดาวิจิตร. “คนเสื้อแดงกับรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย,” นิตยสารวิภาษา, 3(2) (พฤษภาคม-มิถุนายน 2554)
สมชาย ปรีชาศิลปกุล. “อภิรัฐธรรมนูญไทยในรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมใหม่,” The101World, (13 ธันวาคม 2565)
