On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
ข้อมูลจากการสำรวจในประเทศเมียนมา ในช่วงระหว่าง พ.ศ.2504-2505 จากตำราเล่มคลาสสิคเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องความเชื่อเหนือธรรมชาติในวัฒนธรรมเมียนมา โดยนักมานุษยวิทยาชาวอเมริกันอย่าง เมลฟอร์ด สไปโร (Melford E. Spiro, พ.ศ.2463-2557) ที่มีชื่อว่า “Burmese Supernaturalism” ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเรือน พ.ศ.2510 อาจจะสรุปถึงอะไรที่เรียกว่า “ผีนัต” ได้อย่างกระชับว่า ผีนัต โดยมากจะเคยเป็นมนุษย์มาก่อน แต่เมื่อตายลง ซึ่งมักจะตายร้าย คือตายโหง ก็กลายมาเป็นนัต
แต่ทุกคนที่เสียชีวิต และแม้กระทั่งที่ตายโหง ก็ไม่ได้กลายมาเป็นผีนัตทั้งหมดหรอก
ดังจะเห็นได้ว่าในภาษาเมียนมาเอง ก็มีคำที่เรียกผี พลังชีวิตของคนที่เสียชีวิตไป แต่ไม่ได้เป็นผีนัตเอาไว้ต่างหาก
เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่ทุกคนที่เมื่อเสียชีวิตลงแล้ว จะได้กลายไปเป็นผีนัต โดยส่วนใหญ่แล้วก็กลายเป็นผีโดยปกติทั่วไปเท่านั้น
(ในขณะเดียวกันข้อมูลของสไปโรยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ผีนัตบางตนอาจจะไม่ได้เป็นมนุษย์มาก่อน (ดังนั้น จึงไม่ได้ตายโหงแน่ เพราะไม่เคยเป็นมนุษย์) เพราะดูจะสัมพันธ์อยู่กับวัตถุที่เฮี้ยน หรือศักดิ์สิทธิ์อยู่เองตามธรรมชาติด้วย เช่น เจ้าป่าเจ้าเขา หินใหญ่ ต้นไม้ใหญ่ หรือหนองน้ำ เป็นต้น)
ผีนัต มีอำนาจมากกว่าผีโดยทั่วไป และเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนอย่างมากมาย และกว้างขวาง
หลายตนมีศาลบูชาเป็นการเฉพาะของตนเอง ยิ่งถ้ามีคนนับถือมาก ก็ยิ่งมีศาลหลายแห่ง โดยมักมีเทศกาลที่ผู้ศรัทธานับถือพากันไปกราบไหว้ พร้อมถวายเครื่องบูชาต่างๆ โดยเฉพาะกล้วย, มะพร้าว (มักจะถูกทาด้วยสีทอง เรียกว่า “โอนด่อ” ซึ่งแปลตรงตัวว่า มะพร้าวศักดิ์สิทธิ์ เพราะคำว่า “ด่อ” มักใช้ต่อท้ายคำนามเพื่อแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์), อาหาร, เงิน, มโหรีปี่พาทย์, การรำถวาย, รำเข้าทรง, มีเพลงดนตรีเป็นของตนเองซึ่งรู้จักกันในหมู่ของสานุศิษย์ ฯลฯ
เทศกาลเหล่านี้มักจะกลายเป็นงานรื่นเริงในระดับท้องถิ่น โดยผีนัตบางตน ก็ถือเป็นที่รู้จักในระดับชาติเลยทีเดียว เพราะมีจำนวนสานุศิษย์มากมายแพร่กระจายอยู่ทั่วทั้งประเทศ
ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ โดยทั่วไปแล้ว ชาวพม่ามักจะบูชาผีนัต อย่างน้อยเป็นจำนวน 3 ตน
อันประกอบไปด้วย

1) นัตที่ทำหน้าที่เป็น ผีเรือน ที่ชาวพม่าเรียกว่า “เองส่องนัต” โดยมักจะระบุชื่อต้องตรงกันแทบทุกคนทั้งประเทศว่า คือผีนัตองค์สำคัญที่ชื่อว่า ‘มินมหาคีรีนัต’ ซึ่งมีศาลอยู่บนเขาโปปา และถือกันว่าเป็นนัตใหญ่ที่นับได้ว่าเฮี้ยนเป็นที่สุด
2) นัตประจำหมู่บ้านที่ได้รับความนิยมมากทั่วพม่าคือ “มยิน บยู ชิน” หรือเทพเจ้าม้าขาว แต่ในหลายครั้งเรียกว่า “โบ โบ จี”
ซึ่งผู้รู้ในเรื่องพม่าศึกษาอย่าง ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ แห่งคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เคยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ปู่ใหญ่” เอาไว้ในข้อเขียนชื่อ “ความเชื่อเรื่องผีนัตกับความเป็นปัจเจกในสังคมพม่า 1”
และยังให้ความเห็นต่อไปด้วยว่า เป็นความเชื่อที่คล้ายกับความเชื่อเรื่อง “พ่อปู่” หรือศาลตา-ยายในไทย โดยคนพม่าจะนับถือมยิน บยู ชิน ในฐานะเทพเจ้าประจำหมู่บ้าน พบเห็นได้มากเป็นพิเศษในพม่าตอนกลาง
คนพม่าเชื่อว่ามยิน บยู ชินจะปกปักรักษาคนในหมู่บ้านจากโรคภัยไข้เจ็บ โจรผู้ร้าย แม่มด ฯลฯ
ในขณะเดียวกันหากคนในหมู่บ้านทำให้นัตไม่พอใจ นัตก็จะดลบันดาลให้เกิดเหตุเภทภัยในหมู่บ้านได้เช่นกัน
ท้ายสุดคือ นัตประเภทที่ 3 ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นผีนัตที่นับถือกันผ่านทางการสืบสายบรรพชน คือถือตาม “สายแม่สายพ่อ” แต่ละครอบครัวก็มีนัตประเภทนี้ต่างกัน แม้อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันก็ตาม โดยผีนัตประเภทนี้เองที่ผูกคนต่างหมู่บ้าน, ต่างจังหวัด, ต่างภาค ให้มีความสัมพันธ์เชิงพิธีกรรมต่อกันได้ เพราะในวันที่มีการฉลองนัตตนนั้นประจำปี จะมีผู้คนจำนวนมากเดินทางไปยังศาลนัตในท้องที่ตามประวัติของนัตตนนั้น ซึ่งโดยมากมักเป็นสถานที่ตกตายของนัตตนนั้น เมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อไปกราบไหว้บูชาด้วยเครื่องบูชาต่างๆ
และก็เป็นในงานเทศกาลเหล่านี้ที่บอกกับเราว่า “ผีนัต” เหล่านี้ เกือบทั้งหมดก็ล้วนแต่ “ตายโหง” เหมือนกันแทบทั้งสิ้น เพราะคนทรงในพิธี ที่เรียกว่า “นัตกะด่อ” นั้น จะพร่ำร้องบทสวดที่เกี่ยวข้องกับนัตแต่ละตน ซึ่งก็จะมีเรื่องราว และสำนวนแตกต่างกันไปเป็นการเฉพาะตนในแต่ละท้องที่ แม้ว่าจะเป็นเรื่องของนัตตนเดียวกันก็ตาม
งานของสไปโรยังชี้ให้เห็นว่า ผีนัตทั่วทั้งเมียนมานั้น มีจำนวนนับร้อยๆ ตน แต่ต่อมาในสมัยเมืองพุกาม พระเจ้าอโนรธา (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1587-1620, บางทีเรียกพระเจ้าอโนรธามังช่อ) ก็เกิดการจัดระเบียบผีนัตขึ้นมา
เรื่องของเรื่องนั้นเริ่มมาจากครั้งที่พระเจ้าอโนรธาจะนำศาสนาพุทธเข้ามาประดิษฐานในอาณาจักรของพระองค์ ระบบความเชื่อแบบใหม่ในพระพุทธศาสนาต้องปะทะเข้ากับระบบความเชื่อแบบเก่า คือระบบผีนัต อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อแต่ละท้องถิ่นต่างก็มีนัตประจำเป็นของตนเอง ก็ยิ่งทำให้เรื่องดูยุ่งยากขึ้น และวิธีจัดการกับปัญหาดังกล่าว ที่พระเจ้าอโนรธาทรงเลือกที่จะกระทำก็คือ “การจัดระเบียบผีนัต”
ตำนานเล่าว่า พระเจ้าอโนรธาทรงรวบรวมผีนัตในแต่ละท้องถิ่นรวมทั้งสิ้น 32 ตน จากนั้นจึงทรงแต่งตั้ง “ท้าวสักกะ” ขึ้นเป็นหัวหน้าของนัตทั้ง 32 ตนนั้น เรียกได้ว่านัตทั้ง 32 ตนนี้เป็น “ผี” ที่ได้การรับรองสถานภาพโดยรัฐพุกาม อันเป็นเมืองที่ถูกเรียกว่า ดินแดนแห่งเจดีย์ 5,000 องค์
แต่พระเจ้าอโนรธาสถาปนานัตตนที่ 33 ขึ้นมาใหม่อีกตนหนึ่งในคราวเดียวกันนี้ด้วย พร้อมกับที่ได้สถาปนานัตตนนี้ขึ้นเป็นหัวหน้าคณะผีนัต และให้ชื่อว่า “ท้าวสักกะ” โดยถ้าจะว่ากันตามข้อมูลในวรรณคดีฝ่ายพุทธศาสนาเถรวาทแล้ว ชื่อท้าวสักกะนี้ ก็คือชื่อหนึ่งของ “พระอินทร์” เทพเจ้าองค์สำคัญในพุทธศาสนานั่นเอง
ดังนั้น โดยนัยยะหนึ่งแล้ว พระเจ้าอโนรธาจึงใช้ศาสนาพุทธในการควบคุมลัทธิการบูชาผีนัต ที่มีมาแต่เดิมในเมียนมา เพราะนอกจากพระองค์จะทรงมอบหมายให้ ท้าวสักกะเป็นหัวหน้าของคณะผีนัตทั้งหลายแล้ว ยังเชื่อกันว่าจำนวน 33 ตนนั้น ก็ได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดเรื่องภพภูมิ หรือจักรวาลวิทยาจากอินเดีย เพราะสวรรค์ของพระอินทร์ คือสวรรค์ชั้นที่เรียกว่า “ดาวดึงส์” นั้นเป็นที่ประทับของพระอินทร์ และเทพเจ้าอีก 32 พระองค์ รวมเป็น 33 นั่นเอง
และก็โดยนัยยะหนึ่งอีกเช่นกัน การสถาปนานัตทั้ง 33 ตน ของพระเจ้าอโนรธา จึงเปรียบได้กับการควบคุมอำนาจของกลุ่มเมือง หรือสังคมต่างๆ ที่มีมาแต่เดิม ผ่านทางความเชื่อ เพราะแต่ละท้องถิ่นต่างก็มีนัตประจำเป็นของตนเอง (ควรทราบด้วยว่า ในสมัยหลังได้มีการเพิ่มจำนวนผีนัตเหล่านี้เข้ามาอีก 4 ตน ซึ่งก็คือ ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ในพุทธศาสนา จนทำให้สภาผีนัตที่ผ่านการรับรองโดยรัฐเหล่านี้เพิ่มจำนวนเป็น 37 ตน)
และแน่นอนด้วยว่า กระบวนการสถาปนาในครั้งนั้น ย่อมมีทั้งการคัดเลือก ตัดทอน หรือแม้กระทั่งสร้างนัตขึ้นมาใหม่ (ในทำนองเดียวกับที่ ท้าวสักกะ ไม่ใช่นัตพื้นเมืองของพม่ามาแต่เดิม)
โครงข่ายของนัตที่ต่างก็ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจที่ถูกสถาปนาไว้ภายใต้ท้าวสักกะทั้งหลาย จึงเปรียบได้ไม่ต่างกับปริมณฑลภายใต้อำนาจเมืองพุกาม ที่มีพระเจ้าอโนรธาเป็นผู้นำ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงความเชื่อในพุทธศาสนาที่ว่า พระอินทร์ หรือท้าวสักกะ คือราชาเหนือเทวดาทั้งปวงแล้ว ปริมณฑลของพระราชอำนาจในพระเจ้าอโนรธา ก็คงจะไม่ต่างไปจากอำนาจของท้าวสักกะที่มีต่อผีนัตอีกทั้ง 32 ตนเท่าไรนัก
กษัตริย์พม่าหลายพระองค์ที่ครองราชย์ต่อมาจากพระเจ้าอโนรธา นับตั้งแต่ราชวงศ์พุกามเรื่อยมาจนถึงราชวงศ์คองบอง (ราชวงศ์คองบองมีอำนาจอยู่ระหว่าง พ.ศ.2295-2428) ต่างก็ทรงพยายามจำกัดขอบเขตของความเชื่อ ความศรัทธา และพิธีกรรมบูชานัต เพื่อให้ประชาชนหันไปให้ความสำคัญกับพุทธศาสนามากขึ้นมาโดยตลอด
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ ประวัติของนัตต่างๆ ซึ่งจะหาฟังได้ผ่านทางบทเพลงสวดผ่านร่างทรงในพิธี ซึ่งโดยมากเกี่ยวกับ “บาป” ที่นัตแต่ละตนเคยทำมาเมื่อยังมีชีวิต และยังอธิบายถึงสาเหตุการตายด้วย
ดังนั้น ผีนัตต่างก็ล้วนแต่เป็นคนชั่วหรืออย่างน้อยก็ไม่ดีตามมาตรฐานของพุทธศาสนาทั้งสิ้น
ชาวพม่าเองก็รู้และพูดเองว่านัตทั้งหลายล้วนเป็นคนชั่วไร้ศีลธรรม แต่ที่น่าสังเกตคือนัตทั้งหมดล้วนเป็นคนมีฤทธิ์มีเดชตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่
และด้วยเหตุดังนั้นเมื่อเป็นนัตจึงมีอำนาจมาก สามารถทำร้ายผู้ที่ลบหลู่นัตได้อย่างร้ายแรง บางครั้งถึงแก่ชีวิต
โดยเกี่ยวกับเรื่องนี้ อ.ลลิตา ได้ให้ความเห็นเอาไว้ว่า
“ไม่มีหลักฐานที่ชี้ว่ากษัตริย์พม่าในยุคโบราณต้องการใช้ระบบความคิด-ความเชื่อเรื่องนัตเป็นบทเรียนเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับศัตรูของพระองค์ แต่บทสวดเหล่านี้สะท้อนว่ากษัตริย์พม่าอาจต้องการสร้างความกลัว และมองว่าการกบฏต่อราชบัลลังก์เป็น “บาป” อันจะทำให้พบจุดจบที่ร้ายแรง และอาจจะต้องกลับมาเกิดใหม่เป็นนัต”
แต่ในขณะเดียวกันนั้น การที่ผีนัต ผู้เต็มไปด้วยบาปกรรมในสายตาที่มองผ่านเลนส์ของพุทธศาสนาเหล่านี้ ยังคงถูกชนชาวเมียนมาเชื่อว่า มีอำนาจอิทธิเดช และให้คุณให้โทษต่อผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้เช่นนี้ ก็ย่อมแสดงให้เห็นถึงแนวคิดเรื่อง “บารมี” ในศาสนาผีแบบเก่าที่นับถือผีนัตมาแต่เดิมในพม่า ก่อนที่พุทธศาสนาได้เดินทางเข้ามาถึง
ดังที่นักประวัติศาสตร์คนสำคัญอย่าง ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ผู้ล่วงลับ ได้เคยให้ความเห็นเอาไว้ในข้อเขียนที่ชื่อ “อำนาจกับผีและกฎหมาย” ดังข้อความที่ว่า
“ความเชื่อผีในพม่าไม่ได้ถูกพุทธศาสนาก้าวเข้าไปกำกับควบคุมเหมือนเมืองไทย แต่เป็นภาระของกษัตริย์ที่จะจัดการเอง และก็จัดการโดยรักษาไว้ให้อยู่ในกำกับควบคุมของกษัตริย์ ผีพม่าจึงไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาเหมือนผีไทย (ผีประเภทนั้นก็มีเหมือนกัน แต่มักเป็นผีที่มากับคัมภีร์บาลี) แต่เป็นผีที่ช่วยสะท้อนพระราชอำนาจของกษัตริย์ให้ประจักษ์ต่อราษฎร”
“แม้กระนั้นก็ใช่ว่าผีจะสยบยอมอยู่ใต้พระราชอำนาจโดยดุษณี ประวัติและเรื่องเล่าเกี่ยวกับนัตแสดงอาการกระด้างกระเดื่องต่อพระราชอำนาจอยู่บ่อยๆ เช่น เมื่อพระเจ้าอโนรธาสั่งประหารนัตพี่น้องตองบยอน พรรคพวกของนัตทั้งสองซึ่งเป็นนัตไทใหญ่ สิงอยู่ในต้นไม้ จึงแปลงร่างเป็นควาย และขวิดพระเจ้าอโนรธาจนสวรรคต มีเรื่องเล่ากันว่า พระเจ้ามินดงสั่งให้เลิกพิธีกรรมประจำปีบูชานัตตองบยอน ทำให้อัณฑะของพระองค์บวมโตและพระนาภีของพระมเหสีก็บวมโตเหมือนกัน จนต้องสั่งยกเลิกให้ทำพิธีกรรมประจำปีได้ต่อไป”
ดังนั้น การปะทะกันระหว่างความเชื่อเรื่องผีนัต กับพุทธศาสนาในสังคมพม่า จึงไม่ได้มีผู้ชนะในบั้นปลายเสียทีเดียว ถึงแม้ว่า พุทธศาสนาจะถูกถือหางโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าอย่างราชสำนักก็ตาม
และการที่ “ผีนัต” ส่วนใหญ่นั้น จะมีประวัติว่า “ตายโหง” จึงถูกประกอบขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งแนวคิดเรื่องบารมีตามแนวคิดดั้งเดิมในศาสนาผี และการถูกนำมาตีความใหม่ผ่านเลนส์ของพุทธศาสนา ขึ้นอยู่กับว่าจะมองผ่านสายตาของฝ่ายไหนนั่นเอง
