bg-single

คนกรุงไม่เปลี่ยน ‘ผู้นำ’ ร.อ. ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ วิเคราะห์ ‘เซอร์ไพรส์’ ในผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ ‘มัลลิกา’ รุ่ง-‘ส้ม’ ร่วง

06.07.2026

รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร

คนกรุงไม่เปลี่ยน ‘ผู้นำ’

ร.อ. ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ

วิเคราะห์ ‘เซอร์ไพรส์’ ในผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ

‘มัลลิกา’ รุ่ง-‘ส้ม’ ร่วง

คงไม่มีใครในประเทศนี้ออกอาการเซอร์ไพรส์ที่ผู้สมัครหมายเลข 9 นามว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คว้าชัยในสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ ต่อเนื่องเป็นสมัยที่ 2 พ่วงด้วยการทุบทำลายสถิติของตัวเองจากการเลือกตั้งปี 2565 โดยคว้าใจผ่านปลายปากกาที่ชาวกรุงเข้าคูหากาให้อย่างท่วมท้น 1,444,914 คะแนน ตามถ้อยแถลงของ กทม. ในค่ำคืน 28 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังปิดหีบไม่กี่ชั่วโมง โดยขณะนั้นยังเป็นตัวเลข 95% ของการนับคะแนน

ทว่า สิ่งที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อย ต้องอุทานดังๆ หลังเคยเมินเฉย ไม่เชื่อผลโพลมากกว่า 1 สำนักที่เผยว่า ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หมายเลข 14 ได้รับความนิยมพุ่งปรี๊ด แม้ไม่ถึงขนาด ‘หายใจรดต้นคอ’ แต่การไต่ถึงอันดับ 2 ก็ดูจะไม่น่าเป็นไปได้ โดยเฉพาะเมื่ออันดับถัดไปคือ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ เบอร์ 10 พรรคประชาชน ซึ่งมี ส.ส.ปูพรมครบถ้วนทุกตารางเมตรทั่วกรุง แต่ผลลัพธ์การเมืองท้องถิ่นมาทรงตรงกันข้าม ทำนองเดียวกับพัทยา ที่ผลโหวตนายกเมืองพัทยา ยังคงเป็น เบียร์ ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ จากกลุ่มเรารักพัทยา ซึ่งคว้าชัยแบบยกทีม

ทิ้งห่าง อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร จากพรรคประชาชนซึ่งตามมาเป็นอันดับ 2 กว่า 8,600 คะแนน

คนกรุงเทพฯ คิดสิ่งใดในใจ? และเกิดอะไรขึ้นกับพรรคประชาชน?

ร.อ. ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า มีคำตอบที่น่าสนใจให้ทุกคำถาม

: สิ่งแรกที่หลายคนอยากรู้คือ มัลลิกา มาจากไหน? เอาอะไรมาชนะใจคนกรุงเทพฯ เกือบ 3 แสนตั้งแต่ยังนับไม่ครบ?

ผมคิดว่าอย่างแรก แคแร็กเตอร์ของคุณมัลลิกาที่เราจะเห็นในบรรดานักการเมืองทั่วไป คือ ดุดัน สื่อสารเข้าใจง่าย ซึ่งจะมีคนชอบบุคลิกประเภทนี้อยู่แล้ว ถ้าดูตัวอย่างสมัยก่อน ก็ไล่มาตั้งแต่คุณสมัคร สุนทรเวช หรือแม้แต่นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม

ในสนามนี้คนที่สื่อสารตรงไปตรงมาคือ อาจารย์ชัชชาติ กับคุณมัลลิกา เพียงแต่โทนคนละแบบ อาจารย์ชัชชาติ เป็นโทนนักวิชาการ ส่วนของคุณมัลลิกา เป็นโทนปะ ฉะ ดะ ค่อนข้างจะลุยหน่อย

อย่างที่สอง คือ ความเป็นผู้หญิง อาจจะมีส่วนเสริม

อย่างที่สาม ผมมองในมิติของการใช้โซเชียลมีเดีย ต้องบอกเลยว่า คุณมัลลิกาใช้เก่งมาก อาจเป็นทักษะที่ติดตัวมาจากการไลฟ์ขายของออนไลน์ การไลฟ์ที่ทำให้คนไม่ใช่แค่ดูอย่างเดียว แต่ควักเงินซื้อด้วย เทียบกับการขายนโยบายให้คนดู แล้วคนยอมไปลงคะแนนเลือกตั้งให้ เป็นเทคนิคที่ใกล้เคียงกัน ในการเปลี่ยนคนดู ไปเป็นคะแนน หรือเงิน

คุณมัลลิกาเป็นกรณีที่น่าศึกษาเคสหนึ่งเลย เพราะถ้าดูทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายก็ดี อะไรก็ดี ไม่น่าสู้พรรคประชาชนได้ แต่กลับสามารถทำคะแนนได้เยอะขนาดนี้

นี่คือเรื่องน่าสนใจ ผมคิดว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งเทใจให้อาจารย์ชัชชาติแล้ว แต่ส่วนที่หันมามองผู้สมัครคนอื่นๆ อาจจะมอง ดร.โจ แล้วรู้สึกว่ายังไม่ใช่ หรือฉันไม่ได้เป็นแฟนคลับของพรรคส้มนะ เลยคิดว่าอยากได้ตัวเลือกใหม่ๆ จึงมาตกที่คุณมัลลิกา

: นอกเหนือจากนโยบาย มีผู้ตั้งข้อสังเกตเยอะมาก เกี่ยวกับปัญหาการสื่อสาร รวมถึงเสน่ห์เฉพาะตัวเชิงการเมืองของ โจ ชัยวัฒน์ ที่ยังไม่มีออร่า ส่วนตัวมองอย่างไร?

ผมมองว่าคาริสม่า (เสน่ห์ดึงดูดใจ) ทางการเมือง ไม่ว่าอย่างไรก็เอาออกจากการเมืองไทยไม่ได้ ซึ่งตัว ดร.โจ โปรไฟล์ดีมาก แต่ก็เป็นข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า ณ วันนี้คนกรุงเทพฯ ไม่ได้เหมือนสมัยโบราณที่บอกว่าเอาเสาไฟฟ้าลงก็เลือก แม้กระทั่งแฟนคลับของพรรคส้มเองก็ยังพิจารณาว่า คนนี้ได้ไหม ดูแล้วผ่านไหม

ส่วนการสื่อสาร คือการทำอย่างไรให้แมสเสจไปถึงคนฟัง และเข้าใจในสิ่งที่ต้องการ ผมมองว่า ดร.โจยังมีปัญหาพอสมควร อย่างตอนขึ้นเวทีดีเบต พูดจนจบแล้ว คนยังไม่เข้าใจว่าต้องการสื่ออะไร ต้องการขายอะไร และส่วนใหญ่มักพูดถึงเส้นเลือดฝอยซึ่งเป็นจุดแข็งของอาจารย์ชัชชาติ แทนที่จะสร้างจุดแข็งที่เป็นแบรนด์ของตัวเอง อันนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่อาจจะวางแผนผิดพลาด ไม่ควรไปพูดเรื่องเดียวกับที่แชมป์เขาพูด

จังหวะที่ดีเบตกัน สำคัญ เพราะคนดูเป็นแสนเป็นล้าน ซึ่งบางที ดร.โจไหลไปกับคำถามและคำตอบของผู้สมัครคนอื่น เช่น เขาตอบมา ฉันก็ต้องตอบในประเด็นนี้บ้าง นี่เป็นสิ่งที่อาจทำให้ภาพดูไม่แข็งแรง ถ้ามีทีมที่วางแผนมาดีจริงๆ ก็ควรยึดจุดแข็งของตัวเองให้มั่น

: ขอโยงไปนายกเมืองพัทยา พรรคประชาชนก็พ่ายแชมป์เก่าที่กวาดยกทีม ตอกย้ำ ‘ความไม่สำเร็จ’ ในการเมืองท้องถิ่น?

อันดับแรก ต้องเข้าใจก่อนว่าการเมืองใหญ่กับการเมืองท้องถิ่นมันคนละแบบกัน คนเลือกก็เลือกคนละแบบ อย่าไปมองว่าชาวบ้านไม่รู้เรื่องนะ เขาเข้าใจบริบทดี

ในการเลือกตั้งครั้งใหญ่เขาเลือกพรรคประชาชนเพราะต้องการเปลี่ยนแปลงระบบใหญ่ เลือกคนเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นคณะรัฐมนตรี

ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่น คนคาดหวังอีกอย่าง ซึ่งจุดแข็งของพรรคประชาชนคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างซึ่งเป็นแบรนดิ้งที่เขาสร้างมาโดยตลอด และคนที่เป็นแฟนคลับก็ยึดอยู่กับอันนี้ จึงได้เปรียบในการเมืองใหญ่

แต่พอเป็นการเมืองท้องถิ่น ภาพตรงนั้นเอามาใช้แทนกันไม่ได้ ท้องถิ่นยังต้องการคนเป็นพ่อบ้าน คนที่เข้าถึงพี่น้องประชาชน เข้าถึงพื้นที่จริงๆ เป็นภาพคนละสเกลกัน คนไม่ได้เลือกด้วยกระแสพรรคในการเมืองใหญ่ซึ่งไม่สามารถไหลตรงมาสู่การเมืองท้องถิ่นได้

: แม้คาดการณ์กันไว้แล้วว่ารอบนี้คนกรุงเทพฯ คงมาเลือกตั้งน้อยลง แต่พอตัวเลขออกมา พบว่าอยู่แค่ 49.7% น้อยกว่าปี 2565 ที่คนมาใช้สิทธิ์ 60.73% อะไรทำให้คนหายไปเกิน10%?

ผมว่าเรื่องนี้มีปัจจัยหลายอย่างผสมกัน บางคนอาจมองว่าไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนคราวที่แล้ว

บางคนมองว่าอาจารย์ชัชชาติน่าจะมาแน่ๆ ซึ่งลามไปถึงบรรยากาศของการแข่งขันที่ไม่ได้ดุเดือด

อีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องป้ายหาเสียงซึ่งถ้ามองในมุมที่เป็นขยะก็ว่ากันไป แต่ในมุมทางการเมือง มันเป็นตัวสร้างบรรยากาศ

อย่างที่สองคือ สื่อต่างๆ ที่ผู้สมัครเลือกใช้แทนป้ายหาเสียง บางทีคนไม่ได้เห็นหรอก มนุษย์เงินเดือน ทำงานเช้ายันเย็น ไม่มีเวลามานั่งเปิดดู

อย่างที่สามคือ สภาพอากาศ ซึ่ง 2 ชั่วโมงสุดท้ายของการเลือกตั้งมันหายไปจากการโดนฝนถล่ม

: อีก 4 ปีข้างหน้า ชัชชาติเต็มพิกัด 8 ปี เป็นผู้ว่าฯ อีกสมัยไม่ได้แล้ว คนหรือพรรคที่ประสงค์ลงสมัครรับไม้ต่อ ชิงตำแหน่งนี้ ต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันไหน ควรวางยุทธศาสตร์อย่างไร?

จริงๆ พออาจารย์ชัชชาติทำงานไปได้ 2 ปีก็ต้องเริ่มแล้ว เพราะหนึ่งในจุดพลาดของหลายพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาชนก็ดี พรรคประชาธิปัตย์ก็ดี คือการเปิดตัวที่ช้ามาก เกือบถึงวันสมัครอยู่แล้ว

ซึ่งในสมัยที่แล้ว อาจารย์ชัชชาติใช้เวลาถึง 2 ปีก่อนสมัครในการลงพื้นที่ และอยู่ในตำแหน่งอีก 4 ปี รวมๆ แล้ว 6 ปี คุณลงมาปุ๊บมีเวลาอีก 6 สัปดาห์ แล้วหวังว่าจะชนะ 6 ปี จะเป็นไปได้อย่างไร

การเปิดตัวก่อน จริงๆ เป็นยุทธศาสตร์ที่วางแผนกันได้ ต้องเตรียมตัวให้เยอะ และเชื่อว่าเรื่องของการสื่อสาร อย่างไรก็เป็นสิ่งสำคัญในทางการเมือง

: คุณสมบัติส่วนตัวควรเป็นอย่างไร นโยบายควรเป็นแนวสานต่อหรือแหวกให้เด่น?

คนกรุงเทพฯ คิดเยอะ คิดละเอียด อะไรที่เคยมีคนทำมาแล้วดี ถ้าบอกว่าฉันจะล้างหมด คนกรุงเทพฯ ก็ไม่เอานะ ไม่อยากเริ่มใหม่ เพราะฉะนั้นต้องสานต่อ ขณะเดียวกันก็ต้องต่อยอดสู่จุดที่ไปไกลกว่าเดิมด้วย ต้องมีของใหม่ของตัวเอง

ในทางรัฐศาสตร์ นักวิชาการคาดหวังให้ประชาชนเลือกด้วยนโยบายเป็นหลักอยู่แล้ว นั่นคือสิ่งที่เราอยากเห็น

แต่ในความเป็นจริงทางการเมือง ก็คงยังอยู่ด้วยคาริสม่าด้วย ตัวบุคคลด้วย ต้องผสมปนเปกันไป

ตัวบุคคลอย่างเดียวก็ไม่ดี ต้องซัพพอร์ตกันทั้งตัวบุคคลและนโยบาย

ซึ่งก็เป็นการบ้านของคนที่จะลงสมัครในงวดหน้า



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

บทเรียนเอสซีจี วิกฤต และโอกาส (จบ)
ผีนัต ทำไมต้องเป็นผีตายโหง?
จับตา การบริหาร สกสค.-องค์การค้าฯ ยุคครูไก่-ประเสริฐ ดูแลคุณภาพชีวิตครู
WICKED : FOR GOOD | ‘ชั่วร้ายชั่วนิรันดร์’
ครบรอบ 30 ปี Everything Must Go อัลบั้มที่งดงามที่สุด ของวง Manic Street Preachers
Alive : ความเป็นชาย กับวิกฤตวัยกลางคน
คำถามถึงทีวีไทย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (12)
โผทหาร ไม่ลงตัว คิวชื่อ ‘เสธ.ปูด้วง’ คุมตึกแดง ตท.26 ส่งชิง เลขาฯ สมช. จับตา ‘ฉก.คอแดง’ เปลี่ยนแผน ‘แม่ทัพไก่’ ขยับ 5 เสือ
ระเบิดปั๊มอีกแล้ว ‘วิกฤตชายแดนใต้’ : บททดสอบนักธุรกิจท้องถิ่น ท่ามกลางความล้มเหลวด้านความมั่นคง
ครั้งหนึ่งในชีวิต-ฝันที่เป็นจริง ไปดูฟุตบอลโลก โชกฝน ที่สนามฟิลาเดลเฟีย
คนกรุงไม่เปลี่ยน ‘ผู้นำ’ ร.อ. ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ วิเคราะห์ ‘เซอร์ไพรส์’ ในผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ ‘มัลลิกา’ รุ่ง-‘ส้ม’ ร่วง