ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
มายา อวิชชา และมโน!
ปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
“จุดประสงค์อันสำคัญของภาคีสนธิสัญญาในการทำความตกลงว่าด้วยเขตแดนระหว่างปี ค.ศ.1904-1908 คือ เพื่อทำให้ [เส้นเขตแดน] เกิดมีความมั่นคงแน่นอน และเป็นที่ยุติกันได้”
คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คดีปราสาทพระวิหาร
15 มิถุนายน ค.ศ.1962
ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชายังไม่มีทีท่าที่จะยุติลงได้จริง จนมีแนวโน้มที่จะกลายเป็น “สงครามตลอดกาล” ดังเช่นที่สังคมอเมริกันเรียกสภาวะของการที่ประเทศเข้าไปติดกับดักสงครามจนถอนตัวออกไม่ได้ว่าเป็น “Forever War” ที่ดำรงความขัดแย้งต่อไปแบบไม่เห็นจุดของการยุติปัญหา
การดำรงสภาวะความขัดแย้งไปอย่างต่อเนื่องในบริบทของปัญหาไทย-กัมพูชาเช่นนี้ มีปัจจัยสำคัญเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อน ที่ทำให้ปัญหาดังกล่าวยุติลงได้ยาก ได้แก่ ความเชื่อและจินตนาการที่ถูกประกอบสร้างขึ้นเอาเอง (คือเป็นแบบ “มโนไปเอง”) อวิชชา (คือเป็นความไม่รับรู้ “ignorance”) และความรู้ที่เป็นมายาคติ (คือเป็น “myth”)
มายาประวัติศาสตร์
1) เส้นเขตแดนถูกปักปันโดยฝรั่งเศส และสยามถูกบังคับให้ยอมรับเส้นที่ฝรั่งเศสลาก… ไม่เชื่อว่า ผลงานเป็นการปักปันของ “คณะข้าหลวงผสม” ทั้ง 2 ฝ่าย กล่าวคือเชื่อแบบไม่ยอมรับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ถึงบทบาท “คณะกรรมการปักปันเขตแดนผสม” ที่ประกอบด้วยสมาชิกฝรั่งเศสและสยาม ทำหน้าที่ปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศส
2) ฝรั่งเศสมีความรู้ สยามไม่รู้เรื่องแผนที่ และถูกหลอก… ไม่เชื่อว่า ยามตั้งกองทำแผนที่ครั้งแรก พ.ศ.2418 (ค.ศ.1875) และตั้งโรงเรียนแผนที่ พ.ศ.2425 (ค.ศ.1882) โรงเรียนแผนที่ของสยามเกิดก่อนสนธิสัญญาฉบับแรกในปี 1893
3) สยามไม่เคยมีสนธิสัญญากับฝรั่งเศสในยุคอาณานิคม… ไม่เชื่อว่าสยามมีสนธิสัญญากับฝรั่งเศส 3 ฉบับ (ค.ศ.1893, 1904, 1907) ในการกำหนดเส้นเขตแดนทางบก แต่คนบางส่วนเลือกที่จะเชื่อว่า สยามไม่เคยทำสัญญาใดๆ กับฝรั่งเศส เพราะมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง
4) ถ้าเชื่อว่าสยามมีสนธิสัญญากับฝรั่งเศส ก็ไม่เชื่อเรื่องการให้สัตยาบัน… ไม่ยอมรับว่าผู้นำของทั้ง 2 ชาติได้ให้สัตยาบันในสนธิสัญญาแล้ว ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการให้สัตยาบันมีนัยถึงการให้การยอมรับในเอกสารสัญญาของทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว
5) เมื่อคณะข้าหลวงผสมได้ทำการปักปันแล้ว ไม่เชื่อว่าสยามได้ขอให้รัฐบาลฝรั่งเศสพิมพ์แผนที่ปักปัน… แผนที่ปักปัน 11 ระวางพิมพ์เสร็จ และนำส่งให้สถานทูตสยามที่ปารีสจำนวน 50 ชุดในวันที่ 20 สิงหาคม 1908 ดังปรากฏในคำตัดสินศาลโลกว่า “แผนที่ทั้ง 11 ฉบับ ถูกส่งไปยังรัฐบาลสยามในฐานะที่เป็นแผนที่ซึ่งรัฐบาลสยามได้ร้องขอให้จัดทำขึ้น”
6) ยอมรับว่ามีแผนที่ปักปัน แต่เชื่อว่ารัฐบาลสยามไม่เคยเห็นแผนที่เหล่านั้น… ไม่ยอมรับว่า แผนที่ถูกเก็บไว้กับสถานทูตสยาม 5 ประเทศจำนวน 6 ชุด และส่งกลับกรุงเทพฯ 44 ชุด
7) ยอมรับเรื่องแผนที่ปักปัน แต่ไม่รับระวางที่ 3 ของพื้นที่ด้านใต้ของเส้นเขตแดน หรือ “Map of Dangrek” คือระวางว่าด้วยปราสาทพระวิหาร… แผนที่ทั้งหมดได้รับการให้สัตยาบันแล้ว ไม่ยอมรับระวางเดียวไม่ได้
8) ความสำเร็จในการปักปันด้วยการทำแผนที่คือ การค้ำประกันเส้นเขตแดนของสยามทั้งในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ และกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะสยามไม่เคยมีเส้นเขตแดนเช่นรัฐสมัยใหม่ของโลกตะวันตกมาก่อน
9) การกำเนิดของเส้นเขตแดนที่ได้รับการให้สัตยาบันแล้วคือ การกำเนิดความเป็น “รัฐสมัยใหม่” ของสยาม และถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของสยามในโลกสมัยใหม่
10) แผนที่ปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชาและไทย-ลาว ค.ศ.1907 มีมาตราส่วน 1:200,000
11) แผนที่ปักปันเขตแดนไทย-มาเลเซีย ค.ศ.1909 มีมาตราส่วน 1:250,000
12) แผนที่ปักปันเขตแดนไทย-เมียนมา ค.ศ.1868 มีมาตราส่วน 1:506,880 และ ค.ศ.1894 มีมาตรา 1:253,440
13) คนในสังคมไทยบางส่วนต้องการให้ใช้แผนทหาร 1: 50,000 (L 7018) … แผนที่ที่ไม่ได้รับการให้สัตยาบัน ไม่สามารถนำมาใช้ในการกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างประเทศได้ และตัวแผนที่ระบุชัดไม่ให้ใช้ในการกำหนดเส้นเขตแดน
14) ไทยเคยควบคุมดินแดนของลาวและกัมพูชาภายใต้อนุสัญญาโตเกียว 1941 (9 พฤษภาคม พ.ศ.2484) อันเป็นผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ดินแดนในส่วนนี้ได้ส่งมอบคืนให้กับเจ้าอาณานิคม
15) การส่งคืนดินแดนจากอนุสัญญาโตเกียว 1941 ให้แก่ฝรั่งเศส เป็นไปตามอนุสัญญาวอชิงตัน 1946 (พ.ศ.2489) และได้แจ้งผลการส่งมอบนี้ให้กับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) การอ้างสิทธิ์ในดินแดนส่วนนี้จึงเป็นอันยุติลงอย่างสมบูรณ์ (17 พฤศจิกายน 2489)
16) ถ้าไทยไม่ส่งคืนดินแดนของอนุสัญญาโตเกียว ไทยจะไม่สามารถเข้าเป็นสมาชิกของสหประชาชาติได้ และฝ่ายสัมพันธมิตรต้องการให้ไทยคืนดินแดนดังกล่าว เพราะถือว่าเป็นดินแดนที่ได้มาจากสงคราม จึงต้องส่งมอบคืนให้แก่เจ้าของเดิมคือ เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส
มายาช่วงใหม่
17) คำตัดสินศาลโลก พ.ศ.2505 (15 มิถุนายน ค.ศ.1962) ชี้ชัดว่าตัวปราสาทพระวิหารมีพื้นที่บริเวณโดยรอบ ไม่ใช่มีแต่ตัวปราสาท และรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ลากเส้นรอบตัวปราสาท เรียกว่า “เส้นเขตแดนตามมติ ครม. ปี 2505” พร้อมกับแจ้งให้สหประชาชาติทราบ
18) ความเชื่อว่ากัมพูชาเป็นเจ้าของเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น และไม่มีพื้นที่รองรับ ไม่เป็นความจริง รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ได้ลากเส้นกำกับพื้นที่ของตัวปราสาท (vicinity) ไว้ในปี 2505 การสร้างความเชื่อเช่นนี้ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้กัมพูชายกตัวปราสาทออกจากดินแดนไทย จึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง
19) คำตัดสินของศาลโลกต่อคำอุทธรณ์ของรัฐบาลกัมพูชาใน พ.ศ.2556 (ค.ศ.2013) เป็นการอธิบายเพิ่มเติมในส่วนของพื้นที่ของตัวปราสาทพระวิหาร (vicinity) ปัจจุบันรัฐบาล 2 ฝ่าย “น่าจะ” ยังไม่ได้คุยกันในเรื่องนี้ให้เกิดความชัดเจน
20) บันทึกความเข้าใจร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ทำขึ้นใน พ.ศ.2543 (ค.ศ. 2000) และ พ.ศ.2544 (ค.ศ.2001) เป็นกรอบการเจรจาระหว่างประเทศ ไม่ใช่หนังสือสัญญาที่ชี้แนวเส้นเขตแดน เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่าบันทึกความเข้าใจนี้กำหนดแนวเส้นเขตแดนทั้งทางบกและทางทะเล
21) ผู้ลงนามฝ่ายไทยในบันทึกทั้ง 2 ฉบับ เป็นนักวิชาการทั้งทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ไม่ใช่ผู้ที่ไม่มีความรู้ในเรื่องกิจการระหว่างประเทศ และมีเจ้าหน้าที่เทคนิคเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน การลงนามจึงมิใช่อย่างที่คนบางกลุ่มเชื่อว่า เป็นการดำเนินการอย่างเป็นเอกเทศ
22) เส้นในแผนที่แนบท้าย MoU 2544 ไม่ได้ลากผ่าเกาะกูด (หรือลากตัดกลางเกาะกูด) แต่ลากเป็นรูปตัว U อ้อมเกาะกูด
ข้อพิจารณาเฉพาะหน้า
23) คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการชี้แนวเส้นเขตแดนทางบก การเลือกตัวประธานมีความสำคัญมากในการเจรจา ประธานควรจะเป็นนักการทูตที่มีความรู้เรื่องเส้นเขตแดน และมีทักษะในการเจรจาระหว่างประเทศ ส่วนทหารในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะรับบทเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee)
24) JBC เป็นเหมือน “กรมที่ดินระหว่างประเทศ” ทำหน้าที่ในการ “รังวัด” พื้นที่แนวเส้นเขตแดน เพื่อให้มีข้อยุติที่ชัดเจนในการกำหนดเส้นเขตแดน แม้จะมีความขัดแย้งถึงระดับของการใช้กำลัง แต่ในที่สุดก็จะต้องกลับมาสู่เวทีการประชุม JBC ไม่ใช่การใช้อำนาจทางทหารในการกำหนดเส้นเขตแดน
25) ถ้า JBC ประสบความสำเร็จในการสำรวจและจัดทำหลักเขตได้ แผนที่เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาในอนาคตจะมีมาตราส่วน 1:25,000 (เทียบกับแผนที่ปักปัน 1:200,000 หรือแผนที่ทหาร 1:50,000)
26) การใช้ดาวเทียมช่วยในการปักปันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยกำหนดความชัดเจนของเส้นเขตแดนในอนาคต แต่ต้องทำใจว่า พื้นที่บางส่วนที่เป็นของเรา อาจไม่เป็นของเรา (เขาก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน)
27) ข้อยุติจาก Compulsory Reconciliation จะส่งผลอย่างไรต่อการพัฒนาแหล่งปิโตเลียมในพื้นที่ทับซ้อน กับการทำข้อตกลงแบ่งเขตแดนสำหรับทะเลอาณาเขตไหล่ทวีป (2 เรื่องถูกแยกขาดออกจากกัน)
28) การล้มเลิก MoU 44 มีปัจจัยทางเศรษฐกิจและพลังงานแอบแฝงหรือไม่… การล้มบันทึกฯ 44 คือ การจัดระเบียบพลังงานในอ่าวไทยใหม่ใช่หรือไม่ และน่าสนใจว่า สุดท้ายแล้วใครจะเป็นผู้ได้รับสัมปทานแหล่งพลังงานในอ่าวไทย
ข้อคิดสำหรับอนาคต
29) อำนาจทางทหารไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดในการกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดนด้วยการใช้กำลัง และถ้ายึดดินแดนเกินกว่าแนวเส้นเขตแดนจริง อาจถูกกดดันทางกฎหมายให้ต้องคืน
30) เวทีสากลมีความสำคัญในการแก้ปัญหาข้อพิพาทเรื่องเส้นเขตแดน… การสร้างภาพในบ้าน อาจตอบโจทย์การเมืองภายใน แต่อาจไม่ตอบโจทย์นอกบ้าน และไม่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ
31) การยุติปัญหาเรื่องเส้นเขตแดนทั้งทางบกและทะเลจะต้องหาทางทำให้ข้อเรียกร้องของรัฐคู่พิพาทแบบ “maximum claims” ให้เป็น “win-win solution” แก่คู่พิพาท
32) ไทยในปัจจุบันอาจจะเป็นรัฐใหญ่ในภูมิภาค มีกำลังทหารเข้มแข็ง แต่ไทยไม่มี “อำนาจเชิงบังคับทางยุทธศาสตร์” (strategic coercive power) ที่จะทำให้รัฐเพื่อนบ้าน ที่แม้จะเป็นรัฐเล็กต้องทำตามรัฐบาลไทยคือ ไทยในทางทฤษฎีไม่มี “leverage” ต่อเพื่อนบ้าน… ไทยไม่สามารถบังคับกัมพูชาให้ยอมตามทั้งหมดได้
33) ปัญหาข้อพิพาทเรื่องเส้นเขตแดนที่ควบคุมไม่ได้ จะถูกดึงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ และอาจถูกแทรกแซงจากรัฐมหาอำนาจภายนอก และจะยิ่งกลายเป็นปัญหาที่ควบคุมไม่ได้
34) ปัญหาความมั่นคงไทยที่สำคัญในอนาคตไม่ใช่ปัญหาสงครามกับรัฐข้างเคียงที่ไม่จบ แต่เป็นโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่ไทยควรจะกระชับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และต้องหาทางเอาชนะปัญหาด้วยเงื่อนไขทางการเมือง เพราะ “ต่างฝ่ายต่างย้ายบ้านหนีจากกันไม่ได้”!
