bg-single

เจ้าฟ้าและสามัญชน | สายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง และการตัดสินใจที่สร้างความตื่นตะลึง

03.07.2026

คอลัมน์ Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit

เจ้าฟ้าและสามัญชน (5) ย้อนอ่าน (ตอน 4)

สายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง และการตัดสินใจที่สร้างความตื่นตะลึง

โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กของรัสเซียจัดงานฉลองสมโภชครบ 100 ปีในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2445

ในขณะที่สยามกำลังอยู่ในช่วงของการวางรากฐานเพื่อสถาปนากองทัพสมัยใหม่ โดยผลิตบุคลากรเข้าสู่กองทัพผ่านโรงเรียนทหารบก

กระทั่งปีถัดมาโรงเรียนทหารบกจึงเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนนายร้อยทหารบก สถาบันแห่งนี้คือต้นกำเนิดของโรงเรียนนายร้อย จปร. แบบที่คนไทยคุ้นเคยกันในปัจจุบัน

ระบบการศึกษาและเข้าสู่ตำแหน่งราชการเช่นนี้เปิดโอกาสให้สามัญชนสามารถเข้ารับการศึกษาเล่าเรียนได้ หากมีคุณสมบัติที่ผ่านเกณฑ์ทดสอบ

ทำให้สังคมสยามเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย

เกิดกลุ่มขุนนางใหม่ที่ไม่ได้จำกัดวงอยู่เฉพาะในหมู่ลูกท่านหลานเธอเฉกเช่นในอดีต

การสร้างระบบการศึกษาเพื่อมุ่งผลิตคนเข้าสู่งานราชการเกิดขึ้นทั่วไปในหลายกระทรวง อันเนื่องจากการปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตเดิมมาสู่รัฐชาติสมัยใหม่

นอกเหนือจากเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และพุ่มแล้ว ช่วงยุคสมัยนี้ยังมีคนไทยอีกหลายคนที่กระจายกันออกไปศึกษาวิชาทหารจากชาติตะวันตก บางคนเรียนจบแล้วและทยอยเดินทางกลับมารับราชการในไทย

เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเข้าศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยแซนเฮิร์สต์ (Sandhurst) ของอังกฤษเมื่อปี พ.ศ.2440 ในวิชาการปกครองทหาร วิชาป้อมค่ายยุทธวิธี และวิชาอื่นๆ เช่น พลศึกษา การห้อยโหน การสำรวจ การขี่ม้า ภาษาฝรั่งเศส รวมทั้งวิชากฎหมายด้วย

พระองค์เจ้าจิรประวัติฯ กรมหมื่นนครไชยศรีฯ ทรงศึกษาวิชาทหารทั้งที่อังกฤษและเดนมาร์ก แล้วกลับมาเป็นเสนาบดีว่าการกระทรวงกลาโหม

เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงศึกษาวิชาการทหารบกที่เยอรมนี

ส่วนพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ทรงศึกษาวิชาการทหารเรือที่อังกฤษ

ต่อมาภายหลังทั้งเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ฯ และพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ฯ ก็กลับมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาราชนาวีสยามยุคบุกเบิก

ในส่วนของโรงเรียนนายร้อยนั้นเมื่อพิจารณาจากลำดับทางประวัติศาสตร์แล้วจะเห็นได้ว่า วิชาทหารและวิทยาการกองทัพสมัยใหม่ของสยามยังตามหลังชาติตะวันตกอยู่มาก

คือในขณะที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกไทยยังเพิ่งตั้งไข่ โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กของรัสเซียก็ผ่านเวลามาหนึ่งศตวรรษแล้ว

ส่วนโรงเรียนนายเรือของไทยก็เริ่มก่อตั้งปี พ.ศ.2449 นั่นคือ 8 ปีหลังการเรียนในรัสเซียของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และพุ่ม

ดังนั้น การที่รัชกาลที่ 5 ทรงส่งบุคลากรต่างๆ ทั้งเจ้านายและสามัญชนไปศึกษาวิชาทหารของชาติตะวันตกจึงถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

เพราะมุ่งหวังว่าเมื่อบุคคลเหล่านี้เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็จะกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการวางรากฐานของกองทัพสยาม ตลอดจนเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศผ่านโครงสร้างของระบบราชการต่างๆ ที่เพิ่งก่อรูปขึ้นมาได้ไม่นาน

เมื่อมองในแง่นี้ การตัดสินใจแบบหักด้ามพร้าด้วยเข่าของพุ่ม ด้วยการหนีทุนไม่กลับมารับราชการที่เมืองไทยจึงกลายเป็นเรื่องสวนทางกับเจตนารมณ์ของการพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวง

ถึงแม้ว่าเหตุผลของการส่งพุ่มไปเรียนที่มักได้รับการเอ่ยถึงจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งก็ตาม โดยอธิบายว่าเป็นไปเพื่อกระตุ้นให้เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ เกิดขัตติยมานะ ให้ถือเกียรติทะนงตนว่าจะเกียจคร้านเฉื่อยชามิได้ มิเช่นนั้นก็จะแพ้แก่คู่แข่งที่เป็นสามัญชนอย่างนายพุ่ม

แต่หากคิดดูให้ดีแล้ว การส่งพุ่มไปเป็นคู่แข่งนั้นไม่ใช่เหตุผลเดียว

แต่เพราะความเฉลียวฉลาดรอบรู้และความสามารถของพุ่ม จากการศึกษาศาสตร์แห่งการทหารสมัยใหม่นั้นถือเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

ดังนั้น จึงคาดหวังว่าพุ่มซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงกลาโหม จะกลับมาช่วยวางรากฐานการศึกษาวิชาทหารและพัฒนากองทัพสยามด้วย

ทว่าพุ่มไม่เพียงแต่หนีทุนและไม่กลับประเทศเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนชื่อเป็น “นิโคไล พุ่มสกี้” เปลี่ยนสัญชาติเป็นรัสเซีย เปลี่ยนแม้กระทั่งศาสนา โดยหันไปเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ รวมทั้งแต่งงานกับคราโปวิทสกายา (คราโปวิตซกี) แม่หม้ายวัยกลางคน และครองคู่กันไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

ในแง่ความเป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งซึ่งย่อมมีรัก โลภ โกรธ หลง มีสุข มีทุกข์ มีความปรารถนาเป็นธรรมดา

แต่ในแง่ของบทบาทหน้าที่การงานตามพันธะประสงค์ของการส่งเสียเล่าเรียน การตัดสินใจเช่นนี้ก็นับว่ารุนแรง สั่นสะเทือน และขัดต่อเจตนารมณ์ตั้งต้นในการพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงของรัชกาลที่ 5

ไม่เพียงแต่พุ่มที่สร้างความผิดหวังให้กับพระองค์ แม้แต่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ เองก็ทรงตัดสินพระทัยที่สร้างความตกตะลึงให้กับราชสำนักเช่นกัน

ด้วยการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงเมืองคอนสแตนติโนเปิล ประเทศตุรกี แล้วเข้าสู่พิธีสมรสกับหญิงต่างชาติโดยไม่แพร่งพรายให้รัชกาลที่ 5 และจักรพรรดิซาร์นิโคลาสที่ 2 ได้ล่วงรู้ ทั้งๆ ที่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงอยู่ในลำดับของการสืบราชสันตติวงศ์เป็นอันดับต้นๆ

สร้างความผิดหวังให้กับทั้งรัชกาลที่ 5 และจักรพรรดิซาร์นิโคลาสที่ 2 ซึ่งทำให้ต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าที่จะได้รับการให้อภัย

อาจกล่าวได้ว่า ในการตัดสินใจของบุคคลที่มีชะตาของประเทศ และในชะตาของประเทศก็มีชะตากรรมของบุคคลอยู่ เพราะระหว่างที่กษัตริย์ เจ้านาย ขุนนาง และบรรดาข้าราชการทั้งหลายกำลังง่วนอยู่กับการสถาปนาโรงเรียนนายเรือของสยามอยู่

ในเวลาเดียวกัน ณ อีกฟากหนึ่งของโลก เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ในพระชนมายุ 23 พรรษา และสาวน้อย “แคทยา” คัทริน เดสนิตสกี วัย 18 ปี ได้แอบเดินทางอย่างเงียบเชียบไปยังเมืองอิสตันบูลตามชื่อเรียกในปัจจุบัน เพื่อเข้าพิธีแต่งงานกันที่โบสถ์เซนต์ทรินิตี ตามพิธีของศาสนาคริสต์นิกายกรีกออร์โธดอกซ์

ห้วงยามนั้น เมื่อหันไปมองประเทศอื่นที่เปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตไปสู่รัฐชาติสมัยใหม่ในเวลาใกล้เคียงกับไทยอย่างเช่นญี่ปุ่น ถึงตอนนี้ญี่ปุ่นได้ถีบตัวเองขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยการทะยานขึ้นมาเป็นชาติมหาอำนาจใหม่ได้สำเร็จ

ยังไม่ทันที่ไทยจะก่อตั้งโรงเรียนนายเรือขึ้นมา ราชนาวีญี่ปุ่นภายใต้การบังคับบัญชาของนายพลโตโกก็สามารถเผด็จศึกกองทัพรัสเซียได้ที่พอร์ตอาเธอร์ในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่นครั้งที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2447 พอปีถัดมา พ.ศ.2448 กองเรือบอลติกอันเกรียงไกรของรัสเซียก็เดินทางข้ามโลกมาให้ญี่ปุ่นบดขยี้ในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งกองทัพรัสเซีย ราชสำนักเสื่อมเสียเกียรติยศอย่างแรง และประชาชนชาวรัสเซียเกิดความเดือดแค้น

ความพ่ายแพ้ย่อยยับดังกล่าวเป็นหัวข้อสำคัญที่ถูกนำมาศึกษาทั้งในโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กและโรงเรียนเสนาธิการ

หนุ่มนักเรียนไทยทั้งสองที่ขณะนั้นได้รับยศสัญญาบัตรทั้งของไทยและรัสเซียมาแล้ว ได้เข้าสู่วงสัมมนาเพื่อถอดบทเรียนทางยุทธวิธี

โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าภายใต้ใบหน้าที่ถกเถียงกันอยู่อย่างหน้าดำคร่ำเครียดนั้น ในใจของทั้งคู่กำลังปั่นป่วนไปด้วยไฟแห่งรักที่กำลังโหมกระพืออย่างมิอาจต้าน

ไม่เพียงแต่สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่นที่เป็นหมุดหมายแห่งยุคสมัยต่อไป แต่โลกเพลานั้นยังเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในทุกๆ ด้าน

ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของชีวิตนักเรียนไทยวัยรุ่น เค้าลางแห่งความพลิกผันอย่างมโหฬารของโลกรอบตัวก็กำลังก่อตัวขึ้น ราวกับเมฆดำทะมึนที่กำลังแผ่กระจายไปในเวหา

ท้องนภาที่ครั้งหนึ่งเคยสว่างไสวไปด้วยอนาคตเรืองรองของชนชั้นสูง บัดนี้กำลังอับแสงลงด้วยคลื่นลูกใหม่ที่คืบคลานเข้ามาแทนที่ลูกเก่า

สายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงกระพือโหมเข้าไปทั่วยุโรปแล้วขยายวงเข้าสู่ดินแดนสยาม อันเป็นผลพวงจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม นำมาสู่ทุนนิยมสมัยใหม่ แล้วเกิดชนชั้นใหม่ ตามมาด้วยปรัชญาแบบใหม่ซึ่งเป็นแรงปฏิกิริยาต่อการเกิดสิ่งต่างๆ เหล่านั้น

ปรัชญาที่ว่านั้นมาจากความคิดของชายหนวดเฟิ้มสองคนชาวเยอรมันนามว่า “คาร์ล มาร์กซ์” และ “ฟรีดริช เองเกลส์”

ซึ่งในเวลาต่อมาจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินไปอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งศตวรรษ

(อ่านต่อฉบับหน้า)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เจ้าฟ้าและสามัญชน | สายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง และการตัดสินใจที่สร้างความตื่นตะลึง
ยกระดับเมืองบึงกาฬ! กรมโยธาฯ ขับเคลื่อนจัดรูปที่ดินตำบลวิศิษฐ์ พื้นที่ชุมชนเมือง พลิกที่ตาบอดเป็นทำเลทอง สอดรับการเติบโตเมืองชายแดนลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน
เปิดอก ธงธรรม DNA ภูมิธรรม ส.ส.เลือดใหม่เพื่อไทย ทำไมถึงต้องมาการเมือง?
ธงทอง จันทรางศุ | ‘สุข’ กับการไปโรงพยาบาลจุฬาฯ
‘กานต์-แพมมี่’ พับแผนแต่ง อาถรรพ์เลข 7 เกิดขึ้นแล้ว
1 สิ่งที่ ‘ภูเก็ต’ ไม่ควรมี | เหยี่ยวถลาลม
อุทาหรณ์สายรับจ้างหิ้ว! ออสซี่จับแอร์สาวบินไทย ติดกับ ‘อวตาร’ แก๊งค้ายา ลวงขนเป๋าช้างซุกผงขาว
ปิดฉาก 2 ปี เออร์ลี่ฯ นายพลกลางปี ถอดบทเรียน ทำไมถึงไปต่อไม่ได้
เราต้องการระบบการผลิตครูพันธุ์ใหม่ เปลี่ยนการสอบ ปรับหลักสูตร แล้วสร้างวิชาชีพให้เข้มแข็ง
ไปดูงานศิลปะ : รูปสุวรรณศิวิไลซ์
ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา : จากภูมิเศรษฐกิจถึงภูมิรัฐศาสตร์
ไชโย! ประเทศไทยจะรวยแล้ว!