เปิดโผ ตท.28 ดัน ‘แม่ทัพไก่’ ขึ้น 5 เสือจ่อ ผบ.ทบ. จัดทัพ ‘ฉก.คอแดง’ -แม่ทัพ 1ใหม่ ทบ.วัดพลัง ตท.26-ตท.28 ตท.27 เข็น ‘บิ๊กใหญ่’ ชิง ทบ.1
รายงานพิเศษ
เปิดโผ ตท.28
ดัน ‘แม่ทัพไก่’ ขึ้น 5 เสือจ่อ ผบ.ทบ.
จัดทัพ ‘ฉก.คอแดง’ -แม่ทัพ 1ใหม่
ทบ.วัดพลัง ตท.26-ตท.28
ตท.27 เข็น ‘บิ๊กใหญ่’ ชิง ทบ.1
ด้วยเพราะเป็นฤดูกาลการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลประจำปี 2569 แม้จะเป็นแค่โค้งแรกๆ แต่กระแสข่าวต่างๆ ก็เข้มข้น บรรยากาศก็คุกรุ่น โดยเฉพาะในกองทัพบก
แม้ว่าบิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. แกนนำ ตท.26 จะยังไม่เกษียณราชการ แต่ในโผนี้ พล.อ.พนาจะต้องจัดวางตัวนายทหารที่จะเป็น ผบ.ทบ.ต่อจากตนเอง ที่จะเกษียณตุลาคม 2570 นี้ ไว้ใน 5 เสือ ทบ. ในการจัดโผครั้งนี้
หลังจากมีข่าวสะพัดว่าเกิดการปรับเปลี่ยนแผนใหม่ในส่วนของกองทัพภาค 1 และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904 (ฉก.ทม.รอ.904) หรือ ฉก.คอแดง ว่า จะกลับไปตามธรรมเนียมเดิม
คือ แม่ทัพภาค 1 ขยับขึ้น 5 เสือ ทบ. ตามไลน์ แต่อาจจะมีนายทหารคอแดง ที่ขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาค 1 ควบ ผบ.ฉก.คอแดง ในอนาคตอันใกล้ ที่อาจจะได้นั่งยันใกล้เกษียณ แล้วเปลี่ยนเส้นทางย้ายโอนไปเป็นทหารคอแดง แบบถาวร
ด้วยเพราะมีเสียงสะท้อนจากอดีตแม่ทัพภาค 1 และนายทหารในกองทัพภาค 1 ต่างเสียดายเกียรติประวัติของหน่วย ที่ผ่านมา มีแม่ทัพภาค 1 มาแล้ว 59 คน และส่วนใหญ่ได้ขึ้น 5 เสือ ทบ. และเป็น ผบ.ทบ. เมื่อเทียบสัดส่วนกับคนที่เป็นระดับแม่ทัพภาค รวมทั้ง ผบ.หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ
แต่จะไม่เริ่มในยุคของ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ โดย พล.ท.วรยสจะได้ขยับขึ้นเป็น 5 เสือ ทบ. ที่คาดว่าจะเป็นเก้าอี้ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ในการแต่งตั้งโยกตุลาคม 2569 นี้ เพื่อชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ.ในการโยกย้ายตุลาคม 2570

จึงเป็นที่น่าสังเกตยิ่ง เพราะจากเดิมเป็นที่รู้กันในกองทัพบกโดยเฉพาะในบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 ว่า พล.อ.พนาได้วางตัว พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ไว้เป็น ผบ.ทบ. ต่อจากตนเอง และจะถือเป็น ผบ.ทบ.คนที่ 2 ของรุ่น ตท.26 เนื่องจาก พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์มีอายุราชการถึงตุลาคม 2571 สามารถนั่งเป็น ผบ.ทบ.ต่อได้ 1 ปี
ที่นอกเหนือจากเป็นการทำให้อำนาจกองทัพจะยังคงอยู่ในมือเตรียมทหารรุ่น 26 ต่อไป ในยุคที่มีบิ๊กดุลย์ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เพื่อน ตท.26 เป็น รมว.กลาโหม สายแข็ง
และมี บิ๊กคิม พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. ที่ก็เป็น ตท.26 นั่งยาวถึงตุลาคม 2571
เช่นเดียวกับปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่ ที่คาดว่าจะเป็น ตท.26 เช่น รองตั้ม พล.อ.ศรัณย์ เพชรานนท์ รองปลัดกลาโหม
อีกทั้งแคนดิเดตชิงเก้าอี้ ผบ.ทร. ก็มีเพื่อน ตท.26 อยู่ด้วย เช่น บิ๊กโอ๋ พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ และบิ๊กเอก พล.ร.อ.นเรศ วงษ์ตระกูล ผู้ช่วย ผบ.ทร.
ในกองทัพตอนนี้เป็นการวัดพลังระหว่างเตรียมทหาร 26 กับเตรียมทหารรุ่น 28 ที่กำลังหายใจรดต้นคอ ขึ้นมาคุมกองทัพบก
เป็นการสะท้อนว่าอำนาจในการตัดสินใจว่าจะให้นายทหารคนใดขึ้นเป็น ผบ.ทบ.อาจไม่ได้อยู่ที่ตัว พล.อ.พนาเพียงคนเดียว
หรืออีกนัยหนึ่งคือ อาจมีบุคคลสำคัญ หรือระดับผู้ใหญ่ หรือผู้ที่มีบารมี สายคอแดง นอก ทบ. ที่ พล.อ.พนาอาจต้องปรึกษาหารือ หรือฟังคำแนะนำ
และอาจจะถึงขั้นที่เรียกว่าต้องดู “สัญญาณ” เลยทีเดียว

เดิมนั้น พล.ท.วรยสเคยถูกวางตัวให้นั่งเป็นแม่ทัพภาค 1 ควบ ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 ยาวจนเกษียณตุลาคม 2571 เพื่อให้การทำงานในการพัฒนากองทัพภาค 1 และ ฉก.คอแดง ทำได้อย่างต่อเนื่อง เหตุเพราะในอดีตที่ผ่านมาแม่ทัพภาค 1 มักจะเป็นกันแค่ปีเดียว มาแล้วก็ไป ขึ้นสู่ 5 เสือกองทัพบก จึงทำให้การพัฒนากองทัพภาค 1 ไม่ต่อเนื่อง
ประกอบกับในระยะหลังเมื่อมีการตั้ง ฉก.คอแดง และโดยเฉพาะเมื่อมีการปรับโครงสร้างใหม่ให้แม่ทัพภาค 1 เป็น ผบ.ฉก.คอแดงด้วยแล้ว ก็มีภารกิจเพิ่มเติมที่ต้องพัฒนาหน่วยคอแดง ทั้งในเรื่องของการวางโครงสร้างและกำลังพล
จนมีข่าวว่า พล.ท.วรยสสมัครใจที่จะทำหน้าที่นี้ต่อจนเกือบเกษียณ แล้วก็อาจจะได้ย้ายโอนไปเป็นทหารคอแดงถาวร โดยไม่ต้องขึ้นเป็น 5 เสือกองทัพบก หรือ ผบ.ทบ.
แต่ในที่สุดก็มีกระแสข่าวว่า ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายคอแดงและ ทบ.
เพราะหากไม่ขยับแม่ทัพภาค 1 โดยให้ พล.ท.วรยสนั่งยาวจนเกษียณปี 2571 ก็จะทำให้การขยับโยกย้ายใน ทภ.1 ไม่ไหลรื่น และกระทบต่อเส้นทางรับราชการของนายทหารในกองทัพภาค 1 ที่เป็นระดับดาวรุ่งอีกหลายคน
ท่ามกลางกระแสข่าวในกองทัพภาค 1 ว่าจะใช้ระบบการเลือกแม่ทัพภาค 1 เป็นรายบุคคล เฉพาะตัวว่าคนใดจะได้นั่งยาวจนจะเกษียณ แล้วจึงไปทำหน้าที่เป็นทหารคอแดงถาวร
โดยมีการจับตามองไปที่ “รองเทพ” พล.ต.เทพพิทักษ์ นิมิตร รองแม่ทัพภาค 1 คนใหม่ที่เพิ่งขยับขึ้นมาเมื่อโยกย้ายเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ที่ถูกวางตัวไว้เป็นแม่ทัพภาค 1 ในอนาคตอันใกล้
ดังนั้น จึงมีโอกาสสูงที่ พล.ท.วรยสจะขยับขึ้นจากแม่ทัพภาค 1 มาเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. เพื่อเตรียมเก้าอี้ ผบ.ทบ.ในปีต่อไป

เรื่องนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณที่เปิดทางให้ พล.ท.วรยสขึ้น ผบ.ทบ. ต่อจาก พล.อ.พนา ในตุลาคม 2570 หรือไม่ แม้ว่า พล.อ.พนาจะวางตัว พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 ไว้แล้วก็ตาม ดังนั้น จึงต้องจับตามองความเคลื่อนไหวนับจากนี้อย่างไม่กะพริบตา
เมื่อ พล.ท.วรยสขยับขึ้น 5 เสือกองทัพบก ก็ย่อมถูกจับมองว่านายทหารคนใดจะขึ้นเป็นแม่ทัพภาค 1 คนใหม่ เพราะมีทั้ง “แม่ทัพน้อยแอ้ม” พล.ท.ณัฐเดช จันทรางศุ แม่ทัพน้อย 1 แกนนำเตรียมทหารรุ่น 28 ที่จ่อคิวอยู่ รวมทั้ง “รองลาภ” พล.ต.สิทธิพร จุลปานะ รองแม่ทัพภาค 1 จากเตรียมทหารรุ่น 30 และเป็นสาย OV ศิษย์เก่าโรงเรียนวชิราวุธฯ
ท่ามกลางกระแสข่าวว่าหากเป็นสูตรอำนาจนี้ พล.อ.พนาก็อาจจะต้องขยับ “รองเสธ.กอล์ฟ” พล.ท.สราวุธ ไชยสิทธิ์ รองเสนาธิการทหารบก แกนนำเตรียมทหารรุ่น 28 โยกกลับมาเป็นแม่ทัพภาค 1 แทน พล.ท.วรยส
เพราะเป็นที่น่าสังเกตว่า พล.ท.สราวุธแม้จะย้ายพ้นจากกองทัพภาค 1 มาเป็นรองเสนาธิการทหารบกแล้ว แต่ยังคงเป็นทหารคอแดงอยู่ ไม่ได้ถูกปลดคอแดง เหมือนนายทหารคนอื่น เสมือนเป็นสัญญาณว่าจะสามารถกลับมาเป็นแม่ทัพภาค 1 กลับเข้าสู่ไลน์ที่ควรจะเป็นก่อน เนื่องจากมีอายุราชการถึงตุลาคม 2573 ยังสามารถเข้าคิวรอชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ.ได้
เพราะหาก พล.ท.วรยสได้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.คนต่อไป และเกษียณราชการปี 2571 พล.ท.สราวุธก็อาจจะขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ต่อ พล.ท.วรยส เพื่อนร่วมรุ่น ตท.28 ได้พอดี
เช่น โยกย้าย ตุลาคม 2569 หากได้กลับไปเป็นแม่ทัพภาค 1 และโยกย้ายตุลาคม 2570 ก็ขยับขึ้นพลเอกห้าเสือกองทัพบก และตุลาคม 2571 สามารถขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ได้พอดี แม้อาจจะเฉียดฉิวไปสักหน่อย เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
แต่ก็เป็นทางเลือกเดียวที่มีอยู่ หากสูตรอำนาจมาลงตัวที่ พล.ท.วรยส เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 28 จะต้องขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ.คนต่อไปก่อน

ส่วน พล.ท.ณัฐเดชนั้นคาดว่าจะถูกโยกเข้ากองบัญชาการกองทัพบก นั่งเป็นรองเสนาธิการทหารบกแทน พล.ท.สราวุธ ที่จะย้ายกลับมาเป็นแม่ทัพภาค 1
หากเป็นเช่นนั้น ต้องจับตามองแม่ทัพน้อย 1 ระหว่าง พล.ต.สิทธิพร สาย OV กับ พล.ต.เทพพิทักษ์ สายบูรพาพยัคฆ์ เพราะจะเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ใครจะเป็นแม่ทัพภาค 1 ต่อจาก พล.ท.สราวุธ
แต่ก็ต้องจับตามองพลังของ พล.ต.สิทธิพรด้วยเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาถือว่าเส้นทางเติบโตไม่ธรรมดา และเคยเป็น ผบ.พล.1 รอ. และสนิทสนมกับ พล.ท.วรยส ที่ไปกินนอนอยู่ชายแดน รบเขมร ในพื้นที่กองกำลังบูรพา ซึ่ง พล.ต.สิทธิพรนั้นดูงานด้านการข่าวและยุทธการ
จนมีข่าวสะพัดว่า พล.ท.วรยส ก็สนับสนุน พล.ต.สิทธิพร รุ่นน้อง ตท.30

ในส่วนกองทัพบกที่ยังเข้มข้น คือนอกจาก พล.อ.พนาจะสามารถดัน พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 ให้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ได้หรือไม่แล้ว
เตรียมทหารรุ่น 28 ก็มีพลังหนุนพิเศษ ส่ง พล.ท.วรยส มาเป็นคู่ชิงชัยเก้าอี้ ผบ.ทบ.
แต่ทั้งนี้ต้องไม่มองข้ามแกนนำเตรียมทหารรุ่น 27 อย่างบิ๊กใหญ่ พล.อ.อมฤต บุญสุยา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. สายทหารเสือราชินี น้องรักลุงตู่ ที่มีความชอบธรรมและเป็นอดีตแม่ทัพภาค 1 ที่เติบโตมาในสายกำลังรบ เป็นคอมแมนเดอร์มาตลอด้วย แต่ทั้งนี้ต้องวัดพลังถึง 2 สเต็ป
สเต็ปแรกในการโยกย้ายครั้งนี้ พล.อ.อมฤตจะต้องได้อยู่กองทัพบกต่อไปเพื่อที่จะรอชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. ในตุลาคม 2570
และสเต็ปที่ 2 ก็ต้องวัดพลังกับทั้งเตรียมทหารรุ่น 26 และ 28 ในการก้าวขึ้นเป็น ผบ.ทบ.คนต่อไป
ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ พล.อ.อมฤต ที่แวดล้อมไปด้วยรุ่นพี่เตรียมทหาร 26 อีกทั้งความแออัดในระดับห้าเสือกองทัพบกที่เต็มไปด้วยเตรียมทหารรุ่น 26 ก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่อาจมีแรงส่งให้ พล.อ.อมฤตต้องออกจากกองทัพบก ข้ามไปเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือรองปลัดกระทรวงกลาโหม
ทั้งนี้หาก พล.อ.อมฤตถูกเตะออกจากกองทัพบก ก็ไปเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหมก็มีโอกาสจ่อขึ้นเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ต่อจาก พล.อ.ศรัณย์ จากเตรียมทหาร 26 ซึ่งถูกคาดหมายว่าจะขึ้นเป็นปลัดกลาโหมคนใหม่ ในโยกย้ายตุลาคม 2569 นี้ โดย พล.อ.อมฤตมีอายุราชการถึงตุลาคม 2572 สามารถนั่งเป็นปลัดกลาโหมได้ 1 ปี อีกทั้งกระทรวงกลาโหม ก็มีเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 27 กระจายคุมตำแหน่งสำคัญรองรับอยู่แล้ว
แต่หากส่ง พล.อ.อมฤตไปเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก็จะกลายเป็นแคนดิเดตในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดไปด้วยอีกคน โดยตอนนี้ในกองบัญชาการกองทัพไทยมีแคนดิเดตอยู่แล้ว ทั้งบิ๊กจุ๊ฟ พล.อ.ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหาร ที่ถูกมองว่าเป็นเต็งหนึ่ง
และรองเสธ.เอี่ยว พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร ที่ถูกคาดหมายว่าโยกย้ายตุลาคม 2569 นี้จะขยับขึ้นเป็นเสนาธิการทหารและกลายเป็นแคนดิเดต ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดอีกคนหนึ่งจากเตรียมทหารรุ่น 26

ดังนั้น การโยกย้ายครั้งนี้จึงเป็นที่น่าจับตามองว่า ในที่สุดแล้วจะเจรจากันลงตัวออกมาในลักษณะใด เพราะในเวลานี้เริ่มเห็น พล.ท.อดุลย์และ พล.อ.พนาคุยกันแบบส่วนตัว เมื่อเจอหน้ากันมากขึ้น เพราะเป็นห่วงการจัดโผทหาร
ซึ่งหากโผออกมาในลักษณะที่ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ขยับจากผู้ช่วย ผบ.ทบ. ขึ้นเป็นรอง ผบ.ทบ. เพื่อครองอาวุโสเอาไว้ก่อน ขณะที่ พล.ท.วรยสขึ้นจากแม่ทัพภาค มาเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. ก็จะต้องวัดกันในการโยกย้ายตุลาคม 2570 ว่าใครจะเป็น ผบ.ทบ. แต่นั่นก็หมายถึงว่า ตท.26 ยังสู้ เพราะเป็นเฮือกสุดท้ายของแผงอำนาจ ตท.26 แล้ว
และยิ่งหาก พล.อ.อมฤตยังมีพลังมากพอที่จะนั่งใน 5 เสือกองทัพบกต่อไป เช่น เป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ.ต่อไปอีกปี แม้ว่าในอดีตจะไม่ค่อยมีที่ระดับห้าเสือจะนั่งซ้ำในตำแหน่งเดิมมากกว่า 1 ปีก็ตาม การแข่งขันก็ยิ่งเข้มข้น
ดังนั้น การโยกย้ายครั้งนี้จึงมีความสำคัญยิ่งหากการจัดโผโยกย้ายที่ไม่ลงตัวหรือที่มีปัญหาก็จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปที่กองบัญชาการกองทัพไทยและสำนักปลัดกระทรวงกลาโหมเพราะกองทัพบกต้องต้องส่งคนไปเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดและรองปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ต้องตกลงกับสเตกโฮลเดอร์ให้ลงตัว ก่อนที่จะออกมาเป็นโผตุลาคม 2569
หากเตรียมทหาร 26, 27 และ 28 เคลียร์กันลงตัวว่า ผบ.ทบ.คนต่อไปจะต้องเป็นเตรียมทหารรุ่น 28 คือ พล.ท.วรยส ก็น่าจับตามองว่า พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์จะต้องถูกขยับออกไปนอกกองทัพบก เช่น ไปเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดหรือรองปลัดกระทรวงกลาโหมหรือไม่
แต่ไม่ว่าไปที่ใด ก็มีโอกาสที่จะชิงเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือปลัดกระทรวงกลาโหม เพราะมีอายุราชการถึงตุลาคม 2572
หรือหาก พล.อ.อมฤตยังมีกองหนุนที่ดี มีพลังก็อาจจะได้ขึ้นเป็นรอง ผบ.ทบ. เพื่อชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. ในปี 2570 อีกครั้ง แม้ว่าจะมีสัญญาณให้ พล.ท.วรยสขึ้นมาเป็น 5 กองทัพบกและอาจเป็น ผ.ทบ. ก็ตาม แต่ต่างก็ต้องตรวจสอบกันว่า “สัญญาณ” ใดเป็นของแท้หรือไม่แท้
หรือสัญญาณใครจะแรงกว่า


งานนี้แม้ว่าจะมี พล.ท.อดุลย์จะเป็น รมว.กลาโหม และเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 ก็ตาม แต่บทบาทของฝ่ายการเมืองในการเลือกผู้บัญชาการเหล่าทัพ อาจถูกจำกัดด้วยอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลหรือบอร์ด 7 เสือกลาโหมที่ปัจจุบันมีแค่ 6 เสือกลาโหม เนื่องจากไม่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
ดังนั้น ท้ายที่สุดคงเป็นอำนาจของผู้บัญชาการ แต่เหล่าทัพในการเลือกผู้บัญชาการเหล่าทัพคนใหม่หรือระดับห้าเสือเหล่าทัพ โดยที่ฝ่ายการเมืองไม่อาจแทรกแซงได้
พล.ท.อดุลย์แม้จะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 แต่อาจสามารถช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยในรุ่นได้เท่านั้น แต่การเลือก ผบ.ทบ.หรือ ผบ.ทร.คนต่อไป นอกจากเป็นบทบาทอำนาจหน้าที่ของ พล.อ.พนาแล้ว ยังเป็นที่รู้กันว่าต้องดูสัญญาณด้วยเช่นกัน
การจัดโผโยกย้ายครั้งใหญ่ครั้งแรกในยุคนายกฯหนู อนุทิน ชาญวีรกูล ที่แม้คุมความมั่นคง คุมกลาโหมเอง แต่นายกรัฐมนตรีไม่ได้อยู่ในบอร์ด 6 กลาโหม หรืออาจเจรจาผ่านทาง รมว.กลาโหมได้ก็ตาม
แต่เป็นที่รู้กันดีในกองทัพว่า อำนาจท้ายที่สุดไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายการเมือง แต่อยู่ที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพแต่ละคนจะตัดสินใจ โดยที่ฝ่ายการเมืองก็บีบบังคับหรือสั่งการไม่ได้ ซึ่งมีตัวอย่างมาแล้วหลายยุคหลายสมัย อีกทั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างก็ให้เกียรติกัน ไม่มีการแทรกแซงข้ามเหล่าทัพ และไม่มีการโหวตคะแนนเสียงใดๆ
เพียงแค่ต้องดู สัญญาณ เท่านั้น
