เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า หรือเปลี่ยนสนามการค้า เป็นสนามรบ!
ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
เปลี่ยนสนามรบ
เป็นสนามการค้า
หรือเปลี่ยนสนามการค้า
เป็นสนามรบ!
“รัฐต้องการพันธมิตรและหุ้นส่วนเพื่อที่จะช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการทั้งในยามสันติและยามสงคราม”
Phillips Payson O’Brien
War and Power (2025)
ในบริบทของนโยบายต่างประเทศไทยนั้น ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ไทยกับบรรดารัฐเพื่อนบ้านเป็นหัวข้อหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในกระบวนการทำยุทธศาสตร์การต่างประเทศและความมั่นคงไทย เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์กับรัฐข้างเคียงที่มีแนวพรมแดนติดต่อกัน ซึ่งจะต้องใช้ “ชีวิตทางการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม” ร่วมกันต่อไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด
ความสัมพันธ์ของรัฐข้างเคียงเช่นนี้ ย่อมมีปัจจัยร่วมมากกว่าเพียงการมีพรมแดนติดต่อกันเท่านั้น หากยังมีนัยของการร่วมกันในทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม หรือในบางส่วนยังมีความร่วมกันในทางชาติพันธุ์ ตลอดรวมถึงปัจจัยร่วมในทางภูมิรัฐศาสตร์ของการมีที่ตั้งของรัฐอยู่ในพื้นที่เดียวกัน (หรืออยู่ในอาณาบริเวณภูมิภาคเดียวกัน) ซึ่งเงื่อนไขเช่นนี้ย่อมหมายถึง การที่ประเทศในแถบนี้ล้วนผ่าน “สงครามและสันติภาพ” ในบริบทที่ไม่แตกต่างกัน
ดังนั้น การคิดเรื่องนโยบายไทยต่อประเทศเพื่อนบ้านนั้น จึงต้องพิจารณาถึงสภาวะแวดล้อมที่เป็นจริงทางยุทธศาสตร์ จะคิดด้วยการวางจินตนาการอยู่บนรูปแบบความสัมพันธ์ของโลกในอดีต เช่น ในยุคก่อนการกำเนิดของรัฐสมัยใหม่นั้น อาจจะไม่ตอบปัญหาเรื่อง “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ของไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น เราไม่อาจคิดถึงความสัมพันธ์เช่นนี้ในตัวแบบของยุคกรุงศรีอยุธยา เป็นต้น เพราะไม่เพียงคุณลักษณะของสงครามเปลี่ยนไปเท่านั้น แต่เงื่อนไขทางการเมืองที่เป็นปัจจัยในการกำหนด “บริบทของสงคราม” ก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน
ฉะนั้น เงื่อนไขของการแพ้/ชนะในสงครามจึงแตกต่างไปจากโลกในอดีต กล่าวคือ ในความขัดแย้งที่เกิดนั้น รัฐไทยไม่อาจเอาชนะและดำเนินการในการควบคุมผลของชัยชนะเช่นในยุคกรุงศรีอยุธยา หรือเช่นในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่กองทัพอยุธยาหรือกองทัพรัตนโกสินทร์เคยรุกเข้าตีดินแดนทางด้านตะวันออกของราชอาณาจักร จนถึงขั้นของการจัดระบอบการปกครองใหม่ขึ้นได้
ยุคสงครามเย็น
หากมองย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บรรดารัฐอาณานิคมเริ่มก่อตัวเป็นรัฐเอกราช ไม่ว่าจะเป็นการได้รับเอกราชด้วยความยินยอมจากการสมัครใจของมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมที่จะปลดปล่อยรัฐอาณานิคมด้วยตนเอง หรือได้มาด้วยการทำสงครามเรียกร้องเอกราชก็ตาม
ฉะนั้น โลกยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงเป็นโลกของ “ยุครัฐเอกราชใหม่” ของบรรดาชาติอาณานิคมต่างๆ อันนำไปสู่การกำเนิดของบรรดา “ประเทศใหม่” (The New Nations – เป็นภาษาทางรัฐศาสตร์ที่บ่งบอกถึงการเกิดขึ้นของรัฐสมัยใหม่ในยุคหลังอาณานิคม) ซึ่งในช่วงเวลาเช่นนี้ก็สอดรับกับการเกิดของ “สงครามเย็น” ที่แบ่งโลกออกเป็น 2 ค่ายของอุดมการณ์ทางการเมือง
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พ้นจากสยาม (หรือประเทศไทย) แล้ว บรรดาเพื่อนบ้านที่เคยทำสงครามต่อกันมาตั้งแต่ในอดีตนั้น ล้วนถูกรัฐมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมเข้ายึดครองทั้งสิ้น อันเป็นผลให้สภาวะแวดล้อมรอบตัวสยามในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 คือรัฐเจ้าอาณานิคมล้อมรอบทุกฟากฝั่งของเส้นพรมแดน… สยามจึงเสมือนถูกโอบล้อมจากรัฐมหาอำนาจตะวันตกทั้งหมด กล่าวคือ ด้านตะวันตกและด้านใต้ของเส้นพรมแดนคือ “จักรวรรดิอังกฤษแห่งอินเดีย” (the British India) และด้านตะวันออกคือ “จักรวรรดิฝรั่งเศสแห่งอินโดจีน” (French Indochina) และสยามถูกประกบอยู่ตรงกลาง
เมื่อรัฐเหล่านี้ได้รับเอกราชในยุคสงครามเย็น สิ่งที่ตามมาอย่างชัดเจนคือ “สงครามปลดปล่อย” ที่ขับเคลื่อนโดยพรรคคอมมิวนิสต์ และไม่มีประเทศไหนในภูมิภาคไม่มีสงครามคอมมิวนิสต์เกิดขึ้นในบ้าน รวมทั้งในไทยเองก็ตาม และสงครามคอมมิวนิสต์ถือเป็นปัญหาความมั่นคงที่ใหญ่ที่สุด
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัฐเพื่อนบ้านจึงถูกกำหนดจากโจทย์ความมั่นคงเป็นสำคัญ ส่วนหนึ่งเป็นผลของการเชื่อมต่อของพรรคคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค และอีกส่วนที่เห็นชัดคือ ปัญหาการขยายตัวของอุดมการณ์และสงครามคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค
ถ้าเช่นนั้น สงครามคอมมิวนิสต์จากเพื่อนบ้านจะขยายเข้าไทยหรือไม่ เพราะการขยายสงครามคอมมิวนิสต์ข้ามเส้นเขตแดน คือการทำให้สงครามดังกล่าวถูกยกระดับเป็น “สงครามภูมิภาค” ดังเช่นสงครามเวียดนาม ที่กินพื้นที่การรบเข้าไปในลาวและกัมพูชา และอาจต้องถือว่ารวมไทยเข้าไปด้วย เพราะการเป็นฐานทัพหลักของสหรัฐในการทำสงคราม
ดังนั้น ในสภาวะเช่นนี้ นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงไทยจึงมีนัยถึงการป้องกันการขยายตัวของสงครามในประเทศเพื่อนบ้านไม่ให้ลุกลามเข้าไทย ขณะเดียวกันก็ไม่ปล่อยให้เกิดสถานการณ์ที่ลากไทยให้ต้องรบกับเพื่อนบ้าน เพราะการทำเช่นนั้นจะทำให้สงครามขยายตัวเข้ามาในไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือไทยถูกทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสงครามเวียดนาม ซึ่งผู้นำไทยมีความกังวลอย่างมาก
สภาวะดังกล่าวทำให้ไทยต้องหาทางสร้างความปลอดภัยให้กับตนเองมากที่สุด ยุทธศาสตร์เดิมที่เน้นเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับรัฐเพื่อนบ้านอาจจะไม่เพียงพอ เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงใหญ่ทั้งในทางการเมืองและการทหาร ในยุคหลังการสิ้นสุดของสงครามเวียดนามในปี 1975 (พ.ศ.2518) ที่ประเทศในอินโดจีนทั้งหมดตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลสังคมนิยม (หรือจะเรียกเป็นรัฐบาลคอมมิวนิสต์ก็คงไม่ผิดแต่อย่างใด) การล่มสลายของรัฐบาลฝ่ายขวาในอินโดจีนมีนัยกับอนาคตของความมั่นคงไทยอย่างมาก
การสิ้นสุดของรัฐบาลฝ่ายขวาในอินโดจีนยังมีนัยโดยตรงถึงการถอนตัวทางทหารของสหรัฐออกจากภูมิภาค อีกทั้งเกิดความพลิกผันในเวลาต่อมา เมื่อปัญหาสงครามกลางเมืองในกัมพูชาในท้ายที่สุดที่จบลงในปี 1979 (พ.ศ.2522) ด้วยชัยชนะของกองทัพเวียดนาม ความพลิกผันเช่นนี้ยิ่งทำให้นักความมั่นคงไทยต้องคิดถึงปัญหาทางยุทธศาสตร์ของไทยมากขึ้น เพราะเท่ากับเป็นสัญญาณในทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ชัดเจนว่า นับจากปี 1975 ต่อเนื่องเข้าปี 1979 นั้น ไทยจะมีแนวพรมแดนร่วมกับเวียดนาม ที่มีอิทธิพลอยู่ในลาวและกัมพูชา
ยุคโลกาภิวัตน์
สําหรับ “นักคิดกระแสรอง” ในยุทธศาสตร์ต่างประเทศและความมั่นคงแล้ว พวกเขาคิดแหวกออกจาก “กระแสหลัก” ที่วางน้ำหนักทุกอย่างไว้กับการต่อสู้ที่ถือเอามิติความมั่นคงเป็นหลัก และปฏิเสธที่จะยอมจัดความสัมพันธ์ใหม่กับรัฐเพื่อนบ้านที่เป็นสังคมนิยม เพราะปัญหาความต่างทางอุดมการณ์
ข้อสรุปที่ชัดเจนของฝ่ายกระแสรองคือ ไทยไม่สามารถดำรงอยู่ในความขัดแย้งกับรัฐเพื่อนบ้านได้อย่างยาวนาน หรือที่ใช้ในสำนวนของภาษาสงครามสมัยปัจจุบันคือ ไทยต้องไม่เข้าไปติดกับปัญหา “สงครามตลอดกาล” หรือ “Forever War” ที่สงครามมีระยะเวลานาน และอาจมีนัยว่าไม่มีจุดจบ อันอาจจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
อย่างไรก็ตาม เราคงต้องให้เครดิตกับบรรดา “นักคิดแห่งบ้านพิษณุโลก” ที่กล้าเสนอแนวคิดกระแสรองแบบฝ่ากระแส และยังต้องยกเครดิตให้กับความกล้าหาญของอดีตนายกฯ ชาติชาย ชุณหะวัณ ด้วยการนำเสนอนโยบายแบบพลิกขั้วคือ “เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า” ซึ่งต่างจากเดิมที่นโยบายไทยต่อเพื่อนบ้านจะเน้นในเรื่องของ “ปัจจัยสนามรบ” และการต่อสู้ด้านอุดมการณ์เป็นสำคัญ
ดังนั้น นับจากรัฐบาลยุคนายกฯ ชาติชาย ในปี 1988 (พ.ศ.2531) เป็นต้นมา แนวคิดของ “ยุทธศาสตร์บ้านพิษณุโลก” ได้กลายเป็นทิศทางหลักของความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้าน แม้จะมีรัฐประหารมาเป็นตัวคั่นเวลาทางการเมืองในบางช่วงเวลา แต่ทิศทางหลักเช่นนี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด และไม่เกิดสถานการณ์ของความขัดแย้งระหว่างไทยกับรัฐเพื่อนบ้านอย่างไม่มีจุดจบ
รัฐบาลไทยในยุคต่อๆ มา ได้ยึดถือเอา “ปัจจัยสนามการค้า” เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นประเด็นที่สอดรับกับการเติบโตของไทยในระบบเศรษฐกิจภูมิภาคที่ถูกขับเคลื่อนด้วย “กระแสโลกาภิวัตน์” ทั้งยังเน้นถึงทฤษฎี “การพึ่งพาทางเศรษฐกิจ” (Economic Interdependence Theory) ประกอบกับปัจจัยสงครามและความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้านได้ลดความสำคัญลง และการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่า ผู้มีอำนาจในรัฐไทยมีความชัดเจนที่ขับเคลื่อนประเทศทางเศรษฐกิจ และรัฐเพื่อนบ้านจะเป็น “ตลาดไทย”
ในสภาพเช่นนี้ อาจกล่าวได้ว่านโยบาย “เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า” ดำรงอยู่เป็นยุทธศาสตร์ของไทยต่อเพื่อนบ้านมาอย่างยาวนาน อย่างน้อยก็นับจากรัฐบาลนายกฯ ชาติชาย จนถึงรัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร จนถึงนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ล้วนเป็นไปในทิศทางดังกล่าวแล้วคือ เอา “เศรษฐกิจนำ” ในเชิงนโยบาย
แต่ด้วยเหตุแทรกซ้อนในช่วงรัฐบาลแพทองธารได้เกิดความขัดแย้ง จนนำไปสู่การใช้กำลังทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาขึ้น อันส่งผลให้กระแสชาตินิยมขยายตัวมากขึ้นในสังคมของทั้ง 2 ประเทศ และเป็นกระแสที่มีความเป็น “สุดโต่ง” มากขึ้นจากสังคมทั้งสอง เนื่องจากเกิดการรบถึง 2 ครั้งในปี 2025 (พ.ศ. 2568)
ยุคปัจจุบัน
ผลจากกระแสชาตินิยมที่เกิดเช่นนี้ เปิดโอกาสให้พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาลในเวลาต่อมา อันส่งผลให้ความสนใจกับปัจจัยทางเศรษฐกิจแบบเดิมถูกลดความสำคัญลงด้วยเสียงของฝ่ายชาตินิยมสุดโต่ง ที่ดูจะมีทิศทางสนับสนุนสงครามเป็นทิศทางหลัก ประกอบกับตัวนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เอง ก็มีท่าทีไปในทิศทางเช่นนั้นด้วย จนนโยบายต่างประเทศไทยเสมือนกับเกิด “การพลิกยุทธศาสตร์” อีกแบบด้วยการใช้ “ยุทธศาสตร์ชาตินิยม” เป็นปัจจัยนำ หรือที่อาจเรียกได้ว่า “กระแสชาตินิยมนำการทหาร และใช้การเมืองตาม”
ดังนั้น ในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จึงเห็นได้ชัดเจนว่า ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอนุทินคือการ “เปลี่ยนสนามการค้า เป็นสนามรบ” ขณะเดียวกันก็เสมือนเป็นการพาประเทศไทยให้ติดอยู่กับสภาวะ “สงครามตลอดกาล” กับรัฐเพื่อนบ้าน (Forever War) เนื่องจากจนปัจจุบัน ก็ยังไม่เห็นโอกาสที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ด้วยการเจรจาทางการทูตให้สำเร็จได้จริง และต่างฝ่ายต่างโทษกันไปมาไม่จบ จนปัญหานี้ในอีกด้านได้กลายเป็น “สงครามน้ำลายระหว่างประเทศ”
การติดกับดักเช่นนี้ จึงเป็นการลดทอนบทบาทของไทยในเวทีภูมิภาคไปอย่างน่าเสียดาย และยังทำให้ไทยเสียพันธมิตรไป เนื่องจากเวทีสากลอาจจะไม่คิดและมองแบบที่เราสร้างกระแสในบ้าน ผลที่ตามมาคือ ความริเริ่มทั้งหมดของรัฐบาลไทยในปัจจุบันมุ่งอยู่กับเรื่องกัมพูชาเท่านั้น จนดูเหมือนเราแทบจะลืมเรื่องพม่า เรื่องภาคใต้ และเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญในเวทีสากลไปอย่างน่าเสียดาย แต่ในที่สุด เราคงต้องตระหนักว่า นโยบายต่างประเทศไทยไม่ได้มีแต่ปัญหากัมพูชาเท่านั้น และโจทย์พม่าที่รออยู่ข้างหน้าก็เป็นเรื่องใหญ่
