คอลัมน์ Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
เจ้าฟ้าและสามัญชน (8)
ย้อนอ่าน ตอน 7
จดหมายรัก
ช่วงปลายปี พ.ศ.2448 หลังเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงหมั่นปลูกต้นรักลงในหัวใจของแคทยาอย่างต่อเนื่องกว่าหนึ่งปีอย่างไม่ย่อท้อ ในที่สุดแคทยาก็ใจอ่อนยอมตอบรับความรักของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ อย่างชัดเจน กระทั่งเกิดการสู่ขอกันด้วยวาจาดังที่ได้กล่าวไปในตอนที่แล้ว
ทว่า แคทยามีเงื่อนไขสุดท้ายอยู่ประการหนึ่งซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ไม่ง่าย นั่นคือการสมรสระหว่างแคทยากับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจาก “อิวาน” พี่ชายของเธอเสียก่อน แม้ว่าพระองค์จะทรงรู้จักมักคุ้นกับอิวานเป็นอย่างดีก็ตาม
ดังความตอนหนึ่งในหนังสือ “แคทยาและเจ้าฟ้าสยาม” ของ ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ และไอลีน ฮันเตอร์ ได้กล่าวไว้ว่า
“จริงอยู่ว่า มาในตอนนี้ แคทยาริเริ่มมีใจปฏิพัทธ์ต่อพระองค์บ้างแล้วเหมือนกัน แต่เธอก็ยังลังเลที่จะตอบรับรัก ส่วนเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ นั้นพระชนมายุได้ ๒๓ ทรงเป็นหนุ่มรูปงามที่ไม่เพียงสง่างามสมส่วน อารมณ์ร่าเริงและฉลาดเฉลียวอย่างที่หาใครเทียบได้ยาก ดังนั้น พระองค์จึงสามารถเฝ้ารอคำตอบได้โดยไม่ย่อท้อและด้วยพระทัยที่หนักแน่นจริงจัง กล่าวได้ว่า ทั้งจิตใจและหัวใจของพระองค์มั่นคงแน่วแน่อยู่กับแคทยาที่ทรงหลงรัก ความแน่วแน่มั่นคงที่ไม่ท้อถอยนี้เอง ที่ทำให้แคทยาใจอ่อนยอมให้สัญญาที่พระองค์เฝ้ารอ แต่ทั้งนี้โดยมีเงื่อนไขว่า เธอจะต้องได้รับความเห็นชอบจากพี่ชายของเธอก่อน”
ความยากของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ความสนิทชิดเชื้อของอิวานกับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ เนื่องจากอิวานเองไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ เขาไม่มีทีท่าคัดค้านการแต่งงานนี้ และยอมให้มีการแต่งงานได้
แต่ความยากเย็นก็คือโลกทัศน์ในเรื่องของการนับถือศาสนาซึ่งเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับอิวาน รวมทั้งผู้คนทั่วไปในสมัยนั้นด้วย เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงเป็นพุทธศาสนิกชนเฉกเช่นเดียวกับชาวสยามส่วนใหญ่ แต่ครอบครัวของอิวานและแคทยานับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์
เพราะฉะนั้น อิวานจึงร้องขอให้เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ เปลี่ยนมานับถือศาสนาเดียวกัน และอภิเษกสมรสให้ถูกต้องตามพิธีทางศาสนา
โดยเรื่องราวส่วนนี้บรรยายไว้หนังสือแคทยาและเจ้าฟ้าสยาม ว่า
“ด้วยคำตอบนี้จากแคทยา เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ จึงได้ปรึกษากับอิวานและโน้มน้าวจนอิวานเห็นชอบ แต่ทั้งนี้ ก็โดยมีเงื่อนไขใหม่ว่า การแต่งงานของแคทยานั้น จะต้องทำตามพิธีการทางศาสนาตามแบบนิกายออร์โธดอกซ์ของรัสเซีย ช่วงระยะหลังจากการปฏิวัติ พ.ศ.๒๔๔๘ ที่ล้มเหลวนั้นมหาวิทยาลัยถูกสั่งปิดอย่างไม่มีกำหนด ทำให้การเรียนของอิวานต้องล่าช้าออกไป การได้ประสบพบเห็นเหตุการณ์ร้ายแรงและภาวการณ์โดยทั่วไปที่เสื่อมทรามลง โดยที่มองไม่เห็นอนาคตที่สดใสสำหรับน้องสาวหัวรั้น คงทำให้อิวานใจอ่อนและยอมตามพระประสงค์ของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ไม่มากก็น้อย”
นาทีนั้นไม่มีอะไรในโลกจะมาหยุดยั้งการแต่งงานของทั้งคู่ได้อีกแล้ว เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงตัดสินพระทัยอย่างเด็ดขาดแน่วแน่แล้ว ดังนั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ต้องแต่งงานกับแคทยาให้ได้
พิธีอภิเษกสมรสของพระองค์จะถูกปิดเป็นความลับสุดยอด มิให้แพร่งพรายไปถึงพระเนตรพระกรรณของทั้งพระราชบิดาและพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ของรัสเซียเป็นอันขาด
ในเมื่อเรื่องใหญ่โตขนาดนั้นก็ยังทำได้ นับประสาอะไรกับการเปลี่ยนศาสนาหรือทำพิธีการตามศาสนาอื่น
ฉะนั้น พระองค์จึงทรงตอบรับอย่างไม่ลังเล โดย ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ และไอลีน ฮันเตอร์ ได้บรรยายเหตุการณ์ตอนนี้เอาไว้อย่างละเอียดว่า
“ขณะเดียวกัน เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ก็ทรงกล้าอย่างบ้าบิ่นที่จะละทิ้งความเชื่อทางศาสนาเดิมของพระองค์ไปสู่ศาสนาใหม่ของแคทยา ดูเหมือนพระองค์ในตอนนั้นจะไม่สนใจว่าจะเป็นศาสนาใดด้วยซ้ำ จะเป็นนิกายออร์โธดอกซ์ของรัสเซีย ฮินดู หรืออิสลามก็ได้ ตราบเท่าที่พระองค์ได้แต่งงานกับแคทยาที่ทรงรัก จากลายพระหัตถ์ส่วนพระองค์ปรากฏว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีการเสนอให้ทำพิธีแต่งงานในโบสถ์นิกายลูเธอร์ (Lutheran Church) ด้วยซ้ำ สำหรับพระองค์แล้ว ราชประเพณีของราชวงศ์จักรี พระราชประสงค์ของพระราชบิดาและพระราชมารดาที่ทรงคาดหวังในพระองค์สูงมากผลกระทบที่จะมีต่อภาระที่จะต้องทรงมีต่อทั้งสองพระองค์ รวมทั้งต่อจักรพรรดิซาร์และราชสำนักรัสเซียที่ทรงรักพระองค์ประหนึ่งพระราชโอรสแท้ๆ ทั้งหมดนั้น ดูจะไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิงต่อการตัดสินพระทัยของพระองค์”
คู่รักทั้งสองและอิวานได้วางแผนจัดงานแต่งงานอย่างลับๆ นอกประเทศรัสเซีย โดยอาศัยจังหวะขณะที่กำลังเดินทางกลับสู่สยามแวะทำพิธีขึ้นระหว่างทางเพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต
ช่วงเวลาที่ความรักของทั้งคู่เบ่งบานถึงขีดสุดนั้น ทั้งเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และนายพุ่มได้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารแล้ว ทำให้กำหนดการเดินทางกลับสู่สยามงวดเข้ามาทุกที เพราะฉะนั้น สถานที่สำหรับการแต่งงานจึงต้องเป็นจุดใดจุดหนึ่งบนเส้นทางระหว่างรัสเซียกับสยาม
ยิ่งใกล้ถึงกำหนดการดังกล่าวมากขึ้นเท่าไรจิตใจของแต่ละคนที่เกี่ยวข้องก็ยิ่งว้าวุ่นกระวนกระวายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ซึ่งยังคงหมั่นส่งจดหมายและโทรเลขไปหาแคทยาอยู่มิขาด
โดยพระองค์ทรงเฝ้าคอยเธออยู่ที่คฤหาสน์อันใหญ่โตของนางคราโปวิทสกายาที่ถนนโมโฮวาย่า ซึ่งผู้คนในยุคต่อมาสามารถรับรู้เรื่องราวต่างๆ และสัมผัสอารมณ์ความรู้สึกอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความลุ่มหลงได้อย่างเข้มข้น ผ่านจดหมายรักระหว่างพระองค์กับแคทยาที่ได้รับการเผยแพร่ออกมาสู่สาธารณชนในอีกร้อยกว่าปีต่อมา
ตามตัวอย่างของจดหมายบางฉบับที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ “ถึงลูกชายเล็ก” โดย ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ และไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ ดังนี้
ถึง น้อง
บ่ายวันนี้ พี่ยุ่งมากและไม่สามารถส่งโทรเลขหาน้องได้ จึงเขียนจดหมายมาหาแทน โปรดมาที่บ้านเอลิซาเวต้า อีวานอฟน่าเพื่อทานอาหารเย็นด้วยกัน เธอจะมีความสุขมาก เพราะเธอคอยถามพี่ว่า น้องของพี่จะมาเมื่อไหร่ตลอดเวลาเลย สำหรับพี่แล้ว น้องก็รู้อยู่แล้วว่า พี่ชอบมีน้องอยู่เป็นเพื่อนมากแค่ไหน จริงๆ แล้ว อยากเจอตอนนี้เสียเลยด้วยซ้ำ แต่ก็แล้วแต่น้อง หากน้องยังไม่เบื่อที่จะอยู่กับพี่และรู้สึกสบายใจที่จะมาที่บ้านเอลิซาเวต้า อีวานอฟน่า หากใจของน้องบอกให้ทำสิ่งนี้ ก็ได้โปรดมาเถอะ หากน้องมาไม่ได้ด้วยเหตุผลใด ก็ไม่มีอะไรที่พี่จะทำได้ พี่ยังคงยืนยันว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความต้องการของน้องเอง พี่จะรอเจอน้องคืนนี้นะ
พี่
(อ่านต่อฉบับหน้า)
